(ต่อ4)ภาพยนตร์เรื่อง "MATCHSTICK MEN" อัจฉริยะตุ๋น...เรือพ่วง - newswit

กรุงเทพฯ--29 ส.ค.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ทีมงาน เซอร์ ริดลีย์ สก็อต (ผู้กำกับการแสดง /อำนวยการสร้าง) ล่าสุดเพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลตุ๊กตาทองครั้งที่สาม และรางวัล Directors Guild ครั้งที่สอง Best Director จากผลงานสร้างสรรค์ที่น่าประทับใจกับสงคราม Mogadishu Battle ในโซมาเลียจากเรื่อง Black Hawk Down ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาหนังฮิตแห่งปี 2001 เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า เขาได้เข้าชิงรางวัล ตุ๊กตาทองเป็นครั้งที่สอง จากเรื่อง Gladiator ซึ่งได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึงห้าตัวจากการเข้าชิง 12 รายการ รวมถึง Best Picture, และสก็อตยังได้เข้าชิงทั้งรางวัล BAFTA และ Directors Guild เรื่อง Gladiator ยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และ BAFTA - Best Picture ซึ่งสร้างชื่อเสียง อย่างหนักแน่นให้กับสก็อต ในฐานะหนึ่งในบรรดาผู้สร้างที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลัง และหลากหลาย เขาเกิดในเซาธ์ชีลด์ นอร์ธทัมเบอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ และโตในลอนดอน คัมเบรีย แวลส์ และเยอรมนี ก่อนเดินทางไปยังทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เพื่อไปอยู่ที่ Stockton-on-Tees เขาจบการศึกษาทางกราฟฟิคดีไซน์ และวาดภาพ จาก West Hartlepool College of Art ซึ่งได้กลายเป็นพลังที่ทำให้เขาสร้างชื่อในจอภาพยนตร์ได้ในเวลาต่อมา และได้ศึกษาที่ Royal Academy of Art ในลอนดอน ซึ่งเขาได้สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก หลังจบการศึกษา ด้วยระดับเกียรตินิยม สก็อตก็ได้รับรางวัลเป็นทุนการเดินทางไปยังสหรัฐฯ ที่ซึ่งเขาได้รับ ประสบการณ์ทรงคุณค่า จากการทำงานร่วมกับนักสารคดีที่ได้รับรางวัลอย่าง ริชาร์ด ลีค็อก และ ดี.เอ.เพนน์เบเกอร์ ในระหว่างการเป็นลูกจ้างที่ Time Life เมื่อกลับมายังอังกฤษ เขาก็ได้เข้า ทำงานที่ BBC ในตำแหน่งผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ และอีกหนึ่งปีต่อมา ก็จบการศึกษาเพื่อทำงาน กำกับการแสดงให้กับรายการโทรทัศน์ยอดนิยมของเน็ตเวิร์คอีกมากมาย อีกสามปีให้หลัง เขาลาออกมาเพื่อก่อตั้งบริษัทของตนเอง RSA ซึ่งได้กลายมาเป็น โปรดักชั่นเฮาส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุโรป และต่อมาได้เปิดออฟฟิซที่นิวยอร์ค และ ลอสแอนเจลิส สก็อตได้กำกับการแสดงให้กับหนังโฆษณากว่า 3,000 ชิ้น รวมทั้งสป็อต น่าหลงใหลของ Chanel - "Share the Fantasy" และชิ้นงานน่าประทับใจของ Apple Computer ที่ออกอากาศในช่วงซูเปอร์โบว์ลปี 1984 ผลงานของเขาได้รับรางวัลทั้งจาก Venice และ Cannes Film Festivals และจาก New York Art Directors' Club บริษัท RSA ยังคง รักษาระดับชื่อเสียงในตลาดโลกในการเป็นทำงานของผู้กำกับภาพยนตร์และโฆษณาที่โด่งดัง สก็อตกระโดดจากการทำงานโฆษณาเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในปี 1978 กับเรื่อง The Duellists ซึ่งเป็นเรื่องราวมหากาพย์แห่งสงครามนโปเลียน ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล Jury Prize ที่เมืองคานส์ ผลงานหนังบันลือโลกเรื่องที่สองของเขา คือหนังไซ-ไฟระทึกขวัญ เรื่อง Alien เสมือนเปลี่ยนเกียร์ จากอดีตไปสู่อนาคตที่น่าสะพรึงกลัว และได้รับรางวัลออสการ์ทางด้าน Visual Effects ภาพยนตร์เรื่องต่อมาของสก็อต ซึ่งกลายเป็นผลงานเรื่องดังชิ้นเอก คือ Blade Runner นำแสดงโดยแฮร์ริสัน ฟอร์ด ยังคงนับได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งในการสร้างภาพยนตร์ สมัยใหม่ เมื่อหนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองกำกับการแสดงและวิชวลเอ็ฟเฟ็ค จึง กลายเป็นหนังที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรติ รวมถึงรางวัล National Film Archivesต่อมาสก็อตได้กำกับการแสดงให้หนังเรื่องดัง Legend, นำแสดงโดยทอม ครุยส์, หนังระทึกขวัญเรื่อง Someone to Watch Over Me, กับทอม เบเรนเจอร์, และตำนาน แกงค์สเตอร์ข้ามรุ่นอย่าง Black Rain, กับไมเคิล ดักกลาสและแอนดี้ การ์เซีย ในปี 1987 เขาก่อตั้ง Percy Main Productions เพื่อทำงานสร้างภาพยนตร์ โปรเจ็คแรกของบริษัทภายใต้การถือ หางเสือของเขาคือเรื่อง Thelma & Louise นำแสดงโดยซูซาน ซาแรนดอน และจีน่า เดวิส ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองถึงห้ารางวัลด้วยกัน รวมทั้ง ตัวแรกของสก็อตในด้าน Best Director และได้รับรางวัล Best Original Screenplay, รวมทั้งเข้าชิงรางวัล BAFTA - Best Picture and Best Director ผลงานเรื่องถัดมาของเขาคือตำนานประวัติศาสตร์ 1492: Conquest of Paradise และ The Browning Version ซึ่งอำนวยการสร้างโดยสก็อต และนำแสดงโดยอัลเบิร์ต ฟินนีย์ และเกรต้า สกาชชี ในปี 1995 เขาและน้องชาย โทนี่ (ผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังเช่นกัน) ได้ร่วมกันตั้งบริษัท Scott Free Productions ซึ่งได้สร้างหนังเรื่อง White Squall, G.I. Jane และภาคต่อที่โด่งดัง Hannibal ทุกเรื่องกำกับการแสดงโดยสก็อต รวมทั้งเรื่อง Clay Pigeons และ Where the Money Is, หนังคอมเมดี้ซึ่งแสดงโดยพอล นิวแมน ผลงานเรื่องต่อไปของทั้งสองได้แก่ หนังดราม่า ประวัติศาสตร์ Tripoli, ย้อนไปถึงปี 1800, นำแสดงโดยรัสเซล โครว์ และเบน คิงส์ลีย์ กำกับการแสดงโดยสก็อตบริษัทยังได้ผลิตซีรีส์ให้กับ Showtime และได้รับรางวัล CableACE ในเรื่อง The Hunger ซึ่งดัดแปลงจากหนังของโทนี่ สก็อตเมื่อปี 1983 และผลงานเทเลฟิล์มที่ได้รับรางวัล Emmy และลูกโลกทองคำให้กับ HBO ใน RKO 281, นำแสดงโดยลีฟ ชไรเบอร์ และออสัน เวลส์ บริษัท ยังได้อำนวยการบริหารเรื่อง The Gathering Storm ให้กับ HBO, ด้วยงานเทเลฟิล์ม ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ และลูกโลกทองคำ ในเรื่องราวชีวประวัติของวินสตัน เชอร์ชิล ล่าสุด Scott Free Productions เพิ่งเซ็นสัญญาสองปีไปกับ CBSสก็อตรั้งตำแหน่ง Co-Chairman แห่ง Mill Film, หนึ่งในบรรดาดิจิตัลโปรดักชั่นเฮาส์ ที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอน ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1987 และได้มีผลงานวิชวลเอ็ฟเฟ็คมากมายให้กับ ภาพยนตร์อย่าง Shakespeare in Love, Babe: Pig in the City, Pitch Black, Cats & Dogs, Harry Potter and the Sorcerer's Stone, Lara Croft: Tomb Raider และอีกหลากหลาย Mill Film ยังสร้างผลงานระดับตุ๊กตาทองในหนังของสก็อตเรื่อง Gladiator และเขาก็เป็น Co-Chairman ให้กับ Pinewood-Shepperton Holdings, Ltd., ซึ่งอยู่ในลอนดอนเมื่อตอนที่ถ่ายทำเรื่อง Alien และเป็นผู้จัดหาสเตจ 42 แห่ง และโลเคชั่น รวมทั้งให้บริการหลังการถ่ายทำ ที่ได้รับรางวัล อีกมากมาย พี่น้องสก็อต (ส่วนหนึ่งของสมาคม) ได้ซื้อกิจการ Shepperton Studios เมื่อปี 1995 ซึ่งรวมเข้ากับ Pinewood Studios เมื่อปี 2001 เพื่อเป็นเกียรติต่อคุณความดีและความทุ่มเทในงานศิลปะของเขา สก็อตได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์ขุนนางเมื่อเดือนมกราคม 2003 แจ็ค แร็พเก้ (ผู้อำนวยการสร้าง) ร่วมกับ ImageMovers สตีฟ สตาร์กี้ และโรเบิร์ต เซเมคคิส, อำนวยการสร้างเรื่อง Cast Away, นำแสดงโดยทอม แฮงคส์ และหนังระทึกขวัญเรื่อง What Lies Beneath, แสดงโดยแฮริสัน ฟอร์ด และมิเชล ไฟเฟอร์ ทั้งสองเรื่องกำกับ การแสดงโดยเซเมคคิส และเป็นภาพยนตร์ติดอันดับบ็อกซ์ออฟฟิซทั้งคู่ ก่อนเริ่มทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้าง แร็พเก้เคยเป็นประธานร่วม CAA (Creative Artists Agency) เป็นเวลาเจ็ดปี เคยดูแลงานในฝ่ายภาพยนตร์ เขามีความสามารถสร้างบริษัท โปรดักชั่นในหมู่ลูกค้าที่มีชื่อเสียงของเขาจบการศึกษาจาก New York University Film School และย้ายมาลอส แอนเจลิสในปี 1975 และได้งานทำในห้องเมล์ของ William Morris Agency อีกสี่ปีต่อมาก็ร่วมงานกับ CAA นับเป็นการเริ่มต้นการทำงานที่ประสบความสำเร็จกับบริษัทในช่วงเวลา 19 ปีต่อมา นอกจาก การเป็นตัวแทนของ โรเบิร์ต เซเมคคิส ลูกค้าของแร็พเก้ ยังรวมถึงผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง เจอรี่ บรุ๊คไฮเมอร์, ริดลีย์ สก็อต, Imagine Entertainment โดยหุ้นส่วน รอน โฮเวิร์ด และไบรอัน เกรเซอร์, มาร์ติน เบรสต์, ไมเคิล แมนน์, โจเอล ชูมักเกอร์, แฮโรลด์ เรมิส, ไมเคิล เบย์, จอห์น ฮิวจ์ส, คริส โคลัมบัส, เทอรี่ กิลเลียม,บ็อบ เกล, โบ โกลด์แมน, สตีฟ โคลฟส์, โฮเวิร์ด แฟรงคลิน, สก็อต แฟรงค์ และโรเบิร์ต คาเมน ในปี1998, แร็พเก้ออกจากธุรกิจเพื่อร่วมหุ้นกับโรเบิร์ต เซเมคคิส และสตีฟ สตาร์กี้ เพื่อก่อตั้ง ImageMovers บริษัทมีวัตถุประสงค์ขั้นต้นในการสร้างภาพยนตร์ และมีโปรเจ็ค มากมายที่กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ หนึ่งในบรรดาผลงานที่กำลังจะออกฉาย ได้แก่ ภาพยนตร์ ดัดแปลงจากหนังสือเด็กยอดฮิตของคริส แวน ออลสเบิร์ก เรื่อง The Polar Express, ซึ่ง นำแสดงโดยทอม แฮงคส์ และกำกับการแสดงโดยเซเมคคิส สตีฟ สตาร์กี้ (ผู้อำนวยการสร้าง) ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะ ผู้อำนวยการสร้าง คนหนึ่งด้าน Best Picture จากเรื่อง Forrest Gump ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับการแสดงโดยโรเบิร์ต เซเมคคิส และนำแสดงโดย ทอม แฮงคส์ ได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาภาพยนตร์ที่ทำรายได้ สูงสุดตลอดกาล และกวาดรางวัลออสการ์ไปถึงหกรางวัล รวมทั้ง Best Director และ Best Actor รวมทั้งรางวัลลูกโลกทองคำ, และรางวัลสูงสุดจาก National Board of Review ในปี 1994, สองรางวัลจาก People's Choice Awards, รางวัล Producers Guild Golden Laurel Award และเข้าชิงรางวัล BAFTA ด้าน Best Picture ในปี 1998 สตาร์กี้ร่วมกับเซเมคคิส และแจ็ค แร็พเก้ ก่อตั้งบริษัท ImageMovers, ซึ่งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์ หลังจากนั้นเขาได้ร่วมทีมอีกครั้งกับเซเมคคิส และทอม แฮงคส์ ในภาพยนตร์ดราม่าเรื่อง Cast Away, และได้อำนวยการสร้างหนังระทึกขวัญทางจิตเรื่อง What Lies Beneath, นำแสดงโดยแฮริสัน ฟอร์ด และมิเชล ไฟเฟอร์ และยังกำกับการแสดงโดย เซเมคคิส การร่วมทำงานในธุรกิจของสตาร์กี้ และเซเมคคิส เริ่มต้นเมื่อปี1986 เมื่อเขาร่วม อำนวยการสร้างภาพยนตร์สร้างสรรค์เรื่องWho Framed Roger Rabbit? และต่อมายังได้ร่วม อำนวยการสร้างให้กับตอนที่สองและสามของภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง Back to the Future การร่วมงานของทั้งคู่ยังคงมีต่อไปเมื่อสตาร์กี้และเซเมคคิสอำนวยการสร้างหนังแบล็กคอมเมดี้เรื่อง Death Becomes Her, นำแสดงโดยโกลดี้ ฮอว์น, เมอริล สตรีพ และบรูซ วิลลิส และตามมาด้วยเรื่อง Forrest Gump และ Contact, นำแสดงโดยโจดี้ ฟอสเตอร์ โดยมี โครงเรื่องจากนวนิยายขายดีของคาร์ล ซาแกน สตาร์กี้ยังได้ร่วมอำนวยการสร้างหนังคอมเมดี้เรื่อง Noises Off, และอำนวยการสร้าง ให้กับ Showtime ในสารคดีเรื่องยาว The Pursuit of Happiness, ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สุราและยาเสพติด ซึ่งกำกับการแสดงและอำนวยการบริหารโดยโรเบิร์ต เซเมคคิส ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทำงานหลายเรื่องให้กับ ImageMovers, และงานดัดแปลง หนังสือของคริส แวน ออลสเบิร์ก เป็นภาพยนตร์เรื่อง The Polar Express, ซึ่งแสดงโดยทอม แฮงค์ส และกำกับการแสดงโดยเซเมคคิส ในช่วงต้นอาชีพการทำงาน สตาร์กี้ได้ร่วมงานกับจอร์จ ลูคัส ที่ Lucasfilm, Ltd., ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้ลำดับภาพในเรื่อง The Empire Strikes Back และ Return of the Jedi ต่อมาได้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์สารคดีของสตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ Amblin Entertainment, และ ร่วมอำนวยการสร้างในหนังของสปีลเบิร์กในซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Amazing Stories และ อำนวยการบริหารในปี 1993 ให้กับซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Johnny Bago ฌอน เบลีย์ (ผู้อำนวยการสร้าง) เป็นหุ้นส่วนและร่วมก่อตั้ง LivePlanet, บริษัทผลิตงาน บันเทิงที่เขาร่วมกับเบน อัฟเฟล็ค, แม็ท ดีลอน และคริส มัวร์ ล่าสุดเขาอำนวยการบริหารให้กับซีรี่ส์ 12 ตอน ทาง HBO ที่ได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ เรื่อง Project: Greenlight, และดูแลงานสร้างอย่างถ้วนถี่ให้กับหนังของ Miramax film เรื่อง Stolen Summer ร่วมแสดงโดยไอเดน ควินน์ และเควิน พอลแล็ค เขายังได้ร่วมสร้างและอำนวยการ บริหาร กับเบน อัฟเฟล็ค ในซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Push, Nevada. ภาพยนตร์สองเรื่องของปีนี้ในบรรดาภาพยนตร์ที่เขาได้สร้าง คือ เรื่อง The Emperor's Club, เรื่องราวดราม่า โดยการแสดงเควิน ไคลน์ และหนังแอ็คชั่นไซไฟระทึกขวัญของ จอน เอมิล The Core, นำแสดงโดยแอรอน เอกฮาร์ต และฮิลารี สแวงค์ เขาเพิ่งจบจากการทำงานหนังเรื่อง Speakeasy, ซึ่งเป็นเรื่องรองจากการแข่งขันกับเรื่องแรกของบริษัท Project: Greenlight ก่อนก่อตั้ง LivePlanet เบลีย์เคยร่วมก่อตั้ง HorsePower Entertainment, ซึ่งสร้างหนังเรื่อง Best Laid Plans (เขียนบทโดยผู้เขียนสคริปท์/อำนวยการสร้างของ Matchstick Men เท็ด กริฟฟิน), นำแสดงโดยรีส วิทเธอร์สปูน และร่วมเขียนบท (ร่วมงานกับกริฟฟินอีกครั้ง) ในเรื่อง Solace, ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานสร้างโดย New Line Cinema กับผู้กำกับ พอล เวอโฮเวน ในช่วงต้นของชีวิตการทำงาน เบลีย์เคยทำที่ Edelman Public Relations ซึ่งเขา เป็นผู้จัดหาสินค้าและสปอนเซอร์ให้กับบรรดา 500 บริษัทแห่ง Fortune อาทิเช่น Kraft General Foods, Philip Morris, Harris Aerospace และ American Red Cross เท็ด กริฟฟิน (ผู้อำนวยการสร้าง /เขียนบทภาพยนตร์) เป็นผู้เขียนบทให้กับวอร์เนอร์- บราเดอร์ส พิกเจอร์ส 2001 สำหรับหนังรีเมคเรื่อง Ocean's Eleven กำกับการแสดงโดยสตีเวน โซเดดอเบิร์ก และแสดงโดย จอร์จ คลูนีย์, แบรด พิทท์, แมท เดมอน, แอนดี้ การ์เซีย และจูเลีย โรเบิร์ตส ผลงานครั้งแรกของกริฟฟินในจอภาพยนตร์เมื่อปี 1999 กับการเขียนบทหนังสองเรื่อง: Ravenous, นำแสดงโดยกาย เพียร์ซ และโรเบิร์ต คาร์ไลเซล, กำกับการแสดงโดยอันโทเนีย เบิร์ด; และ Best Laid Plans แสดงโดยรีส วิทเธอร์สปูน Matchstick Men นับเป็นงานอำนวยการสร้างเรื่องแรกของเขา สร้างผลงานภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงจำนวนมากมาย ในช่วงระยะ เวลา 20 ปีที่ผ่านมา โรเบิร์ต เซเมคคิส (ผู้อำนวยการบริหาร) จนทำให้ตนเองกลายเป็นหนึ่งใน บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อของวงการ ในปี 1994 ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Director จากเรื่อง Forrest Gump, ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับหกรางวัลตุ๊กตาทอง รวมทั้ง Best Picture และ Best Actor กับทอม แฮงค์ส และรางวัลลูกโลกทองคำ - Best Dramatic Picture, รางวัลสูงสุด National Board of Review, รางวัล People's Choice Awards, รางวัล Producers Guild's Golden Laurel Award และ British Academy Award (BAFTA) - Best Picture. เขาได้ร่วมงานอีกครั้งกับแฮงค์ส ในงานหนังเรื่องดัง Cast Away ซึ่งทำให้ได้รับการ เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Actor และกำลังจะร่วมทำงานกันอีกครั้งในเรื่องล่าสุด The Polar Express, ซึ่งสร้างจากการดัดแปลงหนังสือเด็กโดยคริส แวน ออลสเบิร์ก โดยการ กำกับของเซเมคคิส ในบรรดาผลงานภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จด้วยฝีมือของเซเมคคิส ซึ่งทำรายได้ รวมแล้วกว่าสองพันล้านเหรียญทั่วโลก ได้แก่ Who Framed Roger Rabbit?, ซึ่งทำรายได้สูงสุด ของภาพยนตร์ในปี 1988 และเรื่อง Back to the Future, ซึ่งติดอันดับหนึ่งของบ็อกซ์ออฟฟิซ และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ - Best Original Screenplay และกับอีกสองภาคต่อที่ ประสบความสำเร็จ (ซึ่งเซเมคคิสทำงานด้วย) และกลายเป็นหนึ่งในบรรดาหนังไตรภาคยอดฮิต ตลอดกาล เซเมคคิสยังได้กำกับการแสดงเรื่อง What Lies Beneath, Contact, Romancing the Stone, Death Becomes Her และ Used Cars เซเมคคิสโตมาในชิคาโก และเริ่มทำงานสร้างภาพยนตร์ด้วยกล้อง 8mm ตั้งแต่อยู่ โรงเรียนมัธยม ในตอนที่ศึกษาอยู่ที่ University of Southern California (USC) School of Cinema เขาเคยได้รับรางวัล Student Academy Award จากหนังของเขา Field of Honor สตีเวน สปีลเบิร์ก ประทับใจกับผลงานของเขา และร่วมกับหุ้นส่วนเขียนบทของเขา บ็อบ เกล ด้วยการให้ทำงาน ในโปรเจ็คเรื่อง 1941,ซึ่งต่อมาสปีลเบิร์กได้กำกับการแสดง และเซเมคคิสได้มีผลงานกำกับ การแสดงเรื่องแรกของเขาในปี 1978 จากบทภาพยนตร์ที่ร่วมเขียนกับเกลในเรื่อง I Wanna Hold Your Hand, ซึ่งเป็นมุมมองด้วยความรักที่มีต่อผู้คลั่งไคล้ในวงบีเทิล นอจากผลงานกำกับการแสดงและเขียนบทของเขา เซเมคคิสยังได้อำนวยการบริหาร ให้กับหนังของปีเตอร์ แจ๊คสัน เรื่อง The Frighteners, The Public Eye และหนังของวอลเตอร์ ฮิล เรื่อง Trespass, ซึ่งร่วมเขียนบทกับบ็อบ เกล เขายังได้กำกับงานโปรเจ็คเล็กๆ หลายเรื่อง รวมทั้งเอพิโซดของสตีเวน สปีลเบิร์ก Amazing Stories และสามตอนของซีรี่ส์ทาง HBO ใน Tales From the Crypt, ซึ่งต่อมาเขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร เขายังได้เริ่มและทำงานไพล็อต ให้กับอเมริกันเน็ตเวิร์คทางช่อง CBS กับคอมเมดี้เรื่องดัง Johnny Bago นิโคลัส กริฟฟิน (บทภาพยนตร์) เกิดที่พาซาดีน่า แคลิฟอร์เนีย เป็นหลานตาของผู้กำกับ การแสดงมือเก่า วิลเลียม เอ ซีเตอร์ (Sons of the Desert, กับลอเรล และฮาร์ดี้ Roberta กับแอสแตร์ และโรเจอร์ส, และ Room Service, ร่วมแสดงโดย Marx Brothers) และนักแสดงสาว แมเรียน นิกสัน (เป็นที่รู้จักดีจากเรื่อง Rebecca of Sunnybrook Farm) Matchstick Men เป็นบทภาพยนตร์ที่ได้รับการสร้างเรื่องแรกของเขา กริฟฟินเริ่มเขียนบทมาตั้งแต่ยังเด็ก จบการศึกษาจาก University of California, Los Angeles (UCLA) Film School ที่โด่งดัง, ซึ่งเขาได้รับรางวัล Dorothy Arzner Award สำหรับการสร้างภาพยนตร์ของผู้ที่ยังไม่จบการศึกษา เขาได้ทำงานแรกในตำแหน่งผู้ช่วยด้าน โปรดักชั่นของ Stephen J. Cannell Studios และทำรายการโชว์โทรทัศน์อย่าง The A-Team and Hunter นอกจากนั้นกริฟฟินยังร่วมเขียนบทและอำนวยการสร้างให้เรื่อง Primary Colors อัลบั้ม เพลงเด็ก ซึ่งจัดจำหน่ายโดย Rhino Records ในปี 1993 ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินกลุ่ม ได้แก่ The Beastie Boys, X และ The Red Hot Chili Peppers อีริค การ์เซีย (ผู้เขียนนิยาย) โด่งดังมาจากไมอามี่ ฟลอริด้า นิยายเรื่องแรกของเขาคือ เรื่องนักสืบที่มีชื่อเสียง Anonymous Rex, ได้รับการตีพิมพ์เมื่อปี 1999 เขาได้เขียนภาคต่อมาในชื่อ Casual Rex, ซึ่งเป็นการผจญภัยต่อของวินเซนต์ รูบิโอ (Vincent Rubio) นักสืบไดโนเสาร์ ในคราบจำแลงกับโลกสมัยใหม่ในลอสแอนเจลิส การ์เซียจบการศึกษาจาก Cornell University and the University of Southern California ซึ่งเขาเรียนวิชาเอกทางภาพยนตร์และงานเขียนครีเอทีฟ นอกจากการทำงานซีรี่ส์เร็กซ์เรื่องฮิต ในตอนนี้เขากำลังจะมีงานชุดใหม่ลงจอเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2004, Hot and Sweaty Rex, การ์เซียยังมีงานยุ่งกับโปรเจ็คหลายเรื่องทั้งที่เป็นภาพยนตร์และงานโทรทัศน์ เขามีบ้านอยู่นอกลอสแอนเจลิส และกำลังทำงานและเขียนให้กับเทเลเพลย์ซีรี่ส์โทรทัศน์ เรื่อง Anonymous Rex ชาร์ลส เจ. ดี. ชลิสเซล (ร่วมอำนวยการสร้าง) ศึกษาด้านภาพยนตร์และสื่อ จาก University of Washington และ San Francisco State University ก่อนย้ายมาลอสแอนเจลิส เพื่อเรียนให้จบที่ UCLA เขาต้องทำงานกับหนังอิสระ มิวสิควิดีโอ และโฆษณา เพื่อหาทุน สำหรับการศึกษา และทำงานวิจัยด้านกฎหมายให้กับสำนักงานกฎหมายบันเทิง ซึ่งมีลูกค้าอย่าง มาร์ลอน แบรนโด และออสัน เวลส์ ชลิสเซลเป็นบุตรชายของนักออกแบบเครื่องบิน และเติบโตขึ้นในหลายแห่งทั่วประเทศ หลังจบการศึกษาจากUCLA ด้วยวุฒิการศึกษาด้าน Economics/International Finance and Arbitrage, เขาได้รับการยอมรับให้เข้าทำงานที่ American Film Institute (AFI) ด้านการผลิตรายการ และอีกสองเดือนต่อมาได้กลายเป็นผู้ช่วยของเมล บรุ๊ค ในหนังคอมเมดี้ เรื่อง Spaceballsและต่อมาได้ทำงานเป็นผู้ช่วยด้านโปรดักชั่นให้กับหลายเรื่อง ก่อนที่จะทำงานระยะยาว ร่วมกับ ผู้อำนวยการสร้าง สจ๊วต คอร์นเฟลด์ ในตำแหน่งบริหารงานผลิต ด้วยการแนะนำของคอร์นเฟลด์ เขาได้ย้ายไปทำงานที่บริษัทใหม่ของแบรี่ เลวินสัน และมาร์ค จอห์นสัน - Baltimore Pictures ในตำแหน่ง Director of Development สองปีต่อมาเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น Head of Production ซึ่งดูแลงานหลังการ ถ่ายทำให้ดับหนังที่เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองของเลวินสันเรื่อง Avalon ระหว่างการทำงาน ของเขาที่นั่น ชลิสเซล เคยดูแลงานภาพยนตร์เรื่องดังมากมาย รวมทั้ง Bugsy, Toys, Wilder Napalm, หนังของสตีเวน โซเดอเบิร์ก เรื่อง Kafka และดราม่าเทเลฟิล์มของเลวินสันเรื่อง Homicide: A Year on the Street เขาได้สร้างหนังเรื่องแรกของตัวเอง Sniper, ในตอนที่ บริษัทกำลังตกลงข้อเสนอกับ TriStar Pictures หลังออกจาก Baltimore Pictures ชลิสเซลได้กลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างอิสระ กับผลงานสร้างเรื่อง Heavyweights, While You Were Sleeping, Celtic Pride และหนัง วิดีโอแอ็คชั่นของ Digital Pictures เรื่อง Prizefighter เขายังได้ร่วมทำงานในเรื่อง Superman เมื่อทิม เบอร์ตันได้รับการทาบทามให้กำกับการแสดง และล่าสุดเขายังได้อำนวยการบริหาร ให้กับเรื่อง Red Planet และหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่อง Insomnia, นำแสดงโดย อัล ปาชิโน, โรบิน วิลเลียมส์ และฮิลารี แสวงค์ (ยังมีต่อ) -รก-

ข่าว แคลิฟอร์เนีย ล่าสุด