9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง เรื่อง แนวทางปฏิบัติร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีเด็กและหญิง
กรุงเทพฯ--22 ส.ค.--กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง เรื่อง แนวทางปฏิบัติร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีเด็กและหญิงซึ่งตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พ.ศ.2546 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จัดพิธีลงนามและประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติในบันทึกข้อตกลง “แนวทางปฏิบัติร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีเด็กและหญิงซึ่งตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พ.ศ.2546” เพื่อให้เกิดการปฏิบัติและประสานงานกันอย่างเป็นระบบมีประสิทธิภาพ วานนี้ (21 ส.ค.) ณ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธาน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปัญหาการค้าประเวณีและการใช้แรงงานเด็ก นับเป็นปัญหาที่รุนแรงและขยายออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ในฐานะที่เป็นทั้งประเทศต้นทาง ทางผ่าน และประเทศปลายทาง ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ องค์การระหว่างประเทศ และประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาโดยตลอด โดยจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจทางเพศ พ.ศ.2539 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าหญิง พ.ศ.2539 รวมทั้งได้มีการประชุมเรื่องการค้าหญิงและเด็กข้ามชาติ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ทั้งในระดับสากล ภูมิภาค ระดับชาติ และในปี 2541 ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็กข้ามชาติ ขึ้น โดยมีนางสายสุรี จุติกุล เป็นประธาน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ได้ตั้งคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ จากภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดทำแนวปฏิบัติ และบันทึกข้อตกลงระดับชาติ ในเรื่องการช่วยเหลือเด็กและหญิงที่เป็นผู้เสียหายจากการค้าเด็กและผู้หญิง จำนวน 3 ฉบับ และได้ร่วมกันลงนาม เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2546 โดยมีผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนองค์กรเอกชน 28 องค์กร ร่วมลงนาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าเราได้จัดทำแนวปฏิบัติ และบันทึกข้อตกลงระดับชาติ ทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าวแล้ว ปัญหาการค้ามนุษย์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน ลำปาง และตาก ก็ยังปรากฏว่าเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาการค้าเด็กและหญิงอยู่ โดยเฉพาะเด็กและหญิงจากต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าประเวณีในประเทศไทย หรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม แม้ว่ารัฐบาลได้มีความพยายามกำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อการแก้ปัญหานี้ในหลายประการ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังมิได้ลดน้อยลง นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมกับคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิง ร่วมกับคณะทำงานพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จัดทำบันทึกข้อตกลง เรื่อง แนวทางปฏิบัติร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีเด็กและหญิงซึ่งตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พ.ศ.2546 ขึ้น โดยมีสาระสำคัญหลายประการ เช่น การกำหนดแนวทางและรายละเอียดการปฏิบัติที่ชัดเจนต่อเด็กและหญิง โดยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 9 จังหวัดภาคเหนือ แนวทางการดำเนินงานภายใต้หลักการของประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการช่วยเหลือเด็กและหญิงในพื้นที่ดังกล่าว อันจะก่อให้เกิดการประสานงานและมีการส่งต่อภารกิจกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งกำหนดรูปแบบและขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการปฏิบัติและเกิดการประสานงานกันอย่างเป็นระบบมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงได้จัดพิธีลงนามและประชุมชี้แจงเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ระหว่างเวลา 10.30 – 12.30 น. ณ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด ถนนห้วยแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจเอก อำนวย เพชรศิริ) ประธานคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิง (นางสายสุรี จุติกุล) และผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจ อัยการจังหวัด พัฒนาสังคมและ สวัสดิการจังหวัด โรงพยาบาลประจำจังหวัด ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมพิธีลงนาม--จบ-- -สพ-