รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม - newswit
กรุงเทพฯ--14 ส.ค.--ศูนย์ ปชส. กระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม รับฟังปัญหา/อุปสรรคในการปฏิรูประบบราชการ และเตรียมพร้อมพัฒนาภารกิจบริการ ประชาชนให้ดีขึ้น เป็นลำดับต่อไปในการปฏิรูประบบราชการ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม เพื่อรับฟังปัญหา/อุปสรรคในการปฏิรูประบบราชการ ภายหลังจากได้เริ่มมีการปฏิรูประบบราชการตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545 ร่วมกับ เลขาธิการ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิเชษฐ สถิรชวาล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายนิกร จำนง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายศรีสุข จันทรางศุ ปลัดกระทรวงคมนาคม นายจารึก อนุพงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) นายอดิศักดิ์ ภู่วราวุฒิพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางหลวง) นายสามารถ ยลภัคย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (ด้านอำนวยการ) ให้การตอบรับและบรรยายสรุปภารกิจอำนาจหน้าที่และผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม กระทรวงคมนาคม ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังรับฟังบรรยายสรุปว่า ได้มาตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม เป็นกระทรวงที่ 13 และจะต้องไปตรวจเยี่ยมอีก 7 กระทรวงก็จะครบทุกกระทรวง ภายหลังจากที่ได้เริ่มมีการปฏิรูประบบราชการ เมื่อได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 และ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เพื่อปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการ รวมทั้งจัดตั้งส่วนราชการใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545 และปัญหาที่ได้รับฟังแต่ละกระทรวงมีปัญหาคล้ายกัน สำหรับกระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงที่มีลักษณะพิเศษและน่าสนใจ เป็นกระทรวงที่มีขนาดใหญ่มากกระทรวงหนึ่ง ทั้งในด้านอัตรากำลัง มีข้าราชการมากถึง 16,000 คน และลูกจ้างประมาณ 15,000 คน ได้รับงบประมาณมากในระดับต้นๆ เพราะมีภารกิจมาก ในด้านการปฏิรูประบบราชการ กระทรวงคมนาคมจะเป็นตัวอย่างที่มีความสมบูรณ์แบบครบสูตรสากล 3 ประการ คือ 3 S ซึ่งได้แก่ โครงสร้าง (Structure) บริการ (Service) และ ขนา (Size) ลักษณะพิเศษที่กระทรวงคมนาคมมีในการปฏิรูประบบราชการ ได้แก่ - ในการปฏิรูประบบราชการซึ่งจะเน้นการจัดแบ่งกลุ่มภารกิจ กระทรวงคมนาคมก็มีการจัดกลุ่มภารกิจ โดยที่อีก 10 กระทรวงไม่มีการจัดแบ่งกลุ่มภารกิจ - มีการบูรณาการงานที่มีลักษณะคล้ายกันเข้ามารวมไว้ด้วยกัน โดยจัดระบบการขนส่ง ทางบกทั้งหมดมารวมเป็นกรมเดียว ระบบการขนส่งทางน้ำมารวมเป็นกรมเดียว (ตั้งชื่อใหม่ว่ากรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี) และระบบการขนส่งทางอากาศมารวมเป็นกรมเดียว (ตั้งชื่อใหม่ว่า กรมการขนส่งทางอากาศ) ทำให้งานไม่กระจัดกระจาย เข้าหลักการมีเจ้าภาพหรือเข้าหลัก One Stop Service - มีส่วนงานด้านสื่อสารที่ต้องเสียไป โดยโอนไปอยู่กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (กระทรวงไอซีที) ได้แก่ กรมไปรษณีย์โทรเลข กรมอุตุนิยมวิทยา และรัฐวิสาหกิจทั้งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือ ปัจจุบัน คือ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย - มีหน่วยงานที่ได้เพิ่มมาใหม่ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกหรือ สจร. (เดิม) รวมกับบางส่วนของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและสื่อสาร ซึ่งสังกัดอยู่สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เรียกชื่อเป็นกรมใหม่ คือ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจจากกระทรวงมหาดไทย และ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจจากสำนักนายกรัฐมนตรี - มีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในระยะทดลอง โดยอีก 5 ปีจะยุบ คือ กรมทางหลวงชนบท ซึ่งรวมงานด้านทางหลวงชนบทที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการและกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่ากระทรวงคมนาคมจะเป็นกระทรวงที่มีกรมที่มีลักษณะพิเศษ และน่าสนใจมาก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็เห็นพ้องว่าหากการปฏิรูประบบราชการ คือการปรับปรุงโครงสร้าง และการปรับปรุงการให้บริการแก่ประชาชน กระทรวงคมนาคมก็พร้อมที่จะปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการ วิธีการให้บริการประชาชน ให้เป็นแบบอย่างหรือเป็นกรณีศึกษาได้ ฉะนั้นในโอกาสที่จะครบรอบ 1 ปี การปฏิรูประบบราชการ จะมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี (Good Governnance) ระบบราชการจะต้องมีการปฏิบัติที่ชัดเจน โปร่งใส ประหยัด ลดขั้นตอน ประเมินได้ กระทรวงคมนาคมก็ยินดีเข้าร่วมโครงการเพราะมีหน่วยงานที่ต้องติดต่อสัมพันธ์กับประชาชน ทั้งหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยกระทรวงคมนาคมจะมีการพัฒนาและปรับปรุง นับตั้งแต่ ให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ บริการรวดเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูประบบราชการ แต่กระทรวงคมนาคมก็มีบางเรื่องที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งได้มีการสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่ 1. ให้ ก.พ.ร.ศึกษากรณีการโอน สจร.(เดิม) มาสังกัดกระทรวงคมนาคม แล้วเปลี่ยนเป็น สนข.แต่มีสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงฯ จะมีปัญหาด้านความคล่องตัวในการปฏิบัติงานหรือไม่ สมควรที่จะเปลี่ยนสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ หรือไม่ 2.กรณี กรมทางหลวงชนบท ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ยุบภายใน 5 ปี ให้ ก.พ.ร.พิจารณาทบทวนว่า สมควรจะยุบ แล้วตั้งกรมใหม่ หรือเปลี่ยนชื่อใหม่ หรือ ยุบแล้วรวมกับกรมอื่นที่มีลักษณะงานเช่นเดียวกัน 3. ให้กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีนายช่าง วิศวกร เป็นจำนวนมาก ดูแลในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเป็นพิเศษ โดย อาจจัดตั้งคณะทำงานดูแลด้านกฎหมายโดยเฉพาะ หรือจัดตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายเกี่ยวกับการร่วมทุนกับภาคเอกชน 4. ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร รัฐบาลจะไม่เพิ่มอัตรากำลัง แต่จะตรึงอัตราข้าราชการที่จำนวน 394,385 คน แต่จะแก้ปัญหาให้หน่วยงาน โดยมีทางเลือกให้มีการจ้างลูกจ้างแบบทำสัญญา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ (ลูกจ้างแบบทำสัญญา) จะเป็นได้ทั้งลูกจ้างที่ไม่มีฝีมือ หรือลูกจ้างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสูง แต่จะไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ หลังเลิกจ้าง ทั้งนี้เพราะจะได้รับเงินตอบแทนในอัตราที่สูงและมีกำหนดระยะเวลาในการจ้าง) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า เท่าที่ได้รับฟังปัญหาจากทุกกรมในกระทรวงคมนาคม รวมแล้วเป็นปัญหาในเรื่องงบประมาณ งาน และอัตรากำลัง ซึ่งทาง ก.พ.ร.ก็รับที่จะนำไปแก้ไข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ก็ย้ำเสมอว่าข้าราชการ และพนักงานของกระทรวงคมนาคม ยินดีให้ความร่วมมือกับการปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่ 2 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ที่จะมีการปฏิรูปวิธีปฏิบัติราชการวิธีบริการประชาชน โดยให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติงานด้วยการยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ ให้บริการรวดเร็วทันใจ ลดขั้นตอนต่างๆ ให้น้อยลง ซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่น่ายินดีอย่างยิ่ง--จบ-- -รก-