(ต่อ2) ภาพยนตร์เรื่อง "Legally Blonde 2" - newswit
กรุงเทพฯ--22 ก.ย.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส Legally Blonde 2 JESSICA CAUFFIEL (มาร์ก็อต) กลับมาอีกครั้งใน Legally Blonde 2: Red, White & Blonde หลังจากได้รับบท มาร์ก็อต ใน Legally Blonde ภาคแรก ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำเรื่อง The Academy, a.k.a. D.E.B.S. สำหรับผลงานอื่นๆที่สร้างชื่อให้เธอได้แก่เรื่อง Stuck on You, You Stupid Man, Valentine, Urban Legend: The Final Cut, Road Trip, และ the Out-of-Towners. ส่วนผลงานด้านโทรทัศน์ เธอได้แสดงในเรื่อง The Drew Carey Show, Frasier, และ Law & Order จบการศึกษาจาก The University of Michigan ด้วยวุฒิ BFA ในสาขาละครเพลง ผลงานทางละครได้แก่เรื่อง "1001 Nights," "Baby," "Company," "Laundry and Bourbon," "Cowboy Mouth," "Cabaret," "Born Guilty," "Gypsy," "Grease," และ "The Matchmaker." เป็นนักร้องเพลงแจ๊ซที่ได้ออกแผ่นเสียงและแสดงทัวร์ทั่วอเมริกา เป็นผู้ฝึกสอนโยคะ Kundalini ที่ได้รับการรับรอง สามารถพูดได้คล่องถึง 4 ภาษา ได้เดินทางรอบโลกมาแล้วและ เคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศต่างๆ อย่างบาหลี ไทย และอินเดีย อลันนา อูแบค (เซเรน่า) ได้รับบทเป็น Serena ใน Legally Blonde ภาคแรก เธอได้เรียนการแสดงที่ Lee Strasberg Institute ใน ลอส แอนเจลิส เธอเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในบทของ Noreen ในเรื่องฮิตอย่าง The Brady Bunch Movie, และยังโดดเด่นในด้านการแสดงที่รวมทั้งหนังอิสระหลายเรื่อง ได้ร่วมงานกับคริส ไอค์แมน และ เจนนี่ แมคคาธี ในคอมเมดี้อิสระเรื่อง The Perfect You, ได้ฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อเร็วๆนี้ใน Santa Barbara Film Festival ในส่วนของหนังโทรทัศน์เธอได้พากย์เสียงให้กับการ์ตูนของดิสนีย์และ ABC เรื่อง Teamo Supremo พากย์ เป็น2 ใน 3 เสียงของตัวเอก และเธอยังได้พากย์ให้กับการ์ตูนซีรี่ส์ของ WB เรื่อง Ozzy และ Drix Ubach กำลังจะมีผลงานกำกับการแสดงครั้งแรกในภาพยนตร์อิสระเรื่อง A Mi Amore, Mi Dulce เธอยังแสดงในภาพยนตร์อิสระเรื่อง Blue Moon ร่วมกับ ริต้า โมเรโน และเบน กาซาร่า สำหรับผลงานอื่นๆ ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของแทนยา เฟนมอร์ เรื่องGraduation Day, และ Nobody Knows Anything ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ฉายที่ Cannes Film Festival อูแบคแสดงในเรื่อง Denise Calls Up (ภาคต่อกำลังอยู่ระหว่างเตรียมงานถ่ายทำ) ซึ่งได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษในปี 1995 ที่ Cannes Film Festival เธอเล่นเป็นหัวโจกในคุกเยาวชน ในงานแสดงกับรีส วิทเธอร์สปูน ในภาพยนตร์ตลกร้าย เรื่องแรกของแมทธิว ไบรท์ เรื่อง Freeway หลังจากนั้นเธอก็มาแสดงใน Clockwatchers กับ ลิซ่า คูโรว์และ เป็นนักแสดงนำหญิงคนเดียวในภาพยนตร์ของ สก็อต ซิลเวอร์ เรื่อง johns กับ เดวิด อาร์เคว็ต และลูคัส ฮาสส์ เธอยังร่วมแสดงกับ วินซ์ วอห์น ใน Just Your Luck และคู่กับ เจเเรมี พีแวน และ เอดี้ ฟาลโค ในเรื่อง Layin' Low ในภาพยนตร์เรื่อง Pink as the Day She Was Born เธอแสดงเป็น นักร้องวัยรุ่นร็อคแอนด์โรลที่ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ส่วนผลงานอื่นๆก็มีเช่นเรื่อง Sister Act 2, Airborne, และเรื่อง Renaissance Man อูแบคยังได้ทำงานทางด้านโทรทัศน์และงานละคร งานด้านโทรทัศน์ เธอได้สร้างบทบาทของ Josie ในซีรี่ส์วิทยาศาตร์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็กที่ได้รับรางวัล Cable Ace Award อย่าง Beakman's World เธอเป็นดารารับเชิญในภาพยนตร์ซีรีส์ที่ได้การชื่นชอบ มากมาย เช่นเรื่อง John Doe, Sports Night, Party of Five, ER, Touched by an Angel และ Chicago Hope เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์โทรทัศน์อีกหลายเรื่องเช่นเรื่อง Seduced by Madness, The Gayle Moffit Story, All of It and The Huntress บนเวทีละครนิวยอร์ค เธอได้รับคำชื่นชมจากการแสดงในเรื่อง "Kindertransport" ที่ Manhattan Theater Club และเรื่อง "Club Soda" ที่ WPA Theater เธอยังแสดงให้กับ Chicago production ในภาพยนตร์ของอีฟ เอนส์เลอร์ เรื่อง "The Vagina Monologues" ผลงานเรื่องล่าสุดบนเวทีละครของเธอ คือโชว์ของหญิงเดี่ยวซึ่งเธอเขียนบทเองในชื่อ "Patriotic Bitch" ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากที่ลอสแอนเจลิส อูแบคยังได้เขียนบทภาพยนตร์ 2 เรื่องคือเรื่อง Life After Donna Dell และ Faze มูนนี่ (บรุยเซอร์) ได้รับการค้นพบเป็นครั้งแรกโดย Studio Animal Services สถาบันฝึกสอนสัตว์ที่มีให้บริการมาเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งบริหารงานโดย พอล คาลาเบรีย และแคริน แมคแฮตตัน เพื่อแสดงเป็นตัวแทนให้สุนัข Gidget ในเรื่อง "?Yo Quiero Taco Bell!" ความน่าเอ็นดูของมูนนี่ชนะใจผู้ดูแลทุกคน จนกระทั่งแม้เมื่อมันตัวโตเกินครึ่งของ Gidget ไปแล้ว พวกเขาจึงคิดว่าจะใช้มันในงานอื่นๆ ต่อไปอีก มูนนี่ได้แสดงในงานมิวสิควิดีโอเป็นครั้งแรกให้กับ Cher ต่อมาในหนังของ NBC เรื่อง Providence และ Three Sisters เจ้าชิวาว่าวัย 5 ขวบนี้ได้รับบทนำในเรื่องแรกของ Legally Blonde ทีมงาน ชาร์ลส เฮอร์แมน-เวิร์มเฟลด์ (ผู้กำกับการแสดง) เป็นผู้กำกับการแสดงครั้งแรกในหนัง 35 มม.ในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Kissing Jessica Stein ซึ่งเป็นหนังต้นทุนต่ำ ในเรื่องราวของความสัมพันธ์สมัยใหม่ ที่ได้รับรางวัล Audience Award ในปี 2001 จาก Los Angeles Film Festival และรางวัล FedEx Audience Award ในปี 2001 จาก Miami Film Festival ภาพยนตร์ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้ง Variety และ The Hollywood Reporter และทำให้เฮอร์แมน-เวิร์มเฟลด์ ติดอันดับทรงเกียรติของ Variety ในตำแหน่ง 10 Director's To Watch ในปี 2002 เติบโตที่นิวยอร์คซิตี้ มีบิดาเป็นสถาปนิก (ไมเคิล เวิร์มเฟลด์) และมารดาผู้เป็นช่างภาพ (โฮพ เฮอร์แมน), เฮอร์แมน-เวิร์มเฟลด์ โตมาจากครอบครัวของศิลปินและนักประดิษฐ์ เขาเรียนศิลปการละครและสตูดิโอ ที่ Ohio's Oberlin College และหลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มทำงานในคณะละครที่ชื่อว่า Hubinspoke ในชนบทเล็กๆของเมืองแบรนดัน รัฐเวอร์มอนท์ หลังจากนั้นเฮอร์แมน-เวิร์มเฟลด์ได้รับเชิญให้ไปบรรยายให้กับภาควิชาการละคร ที่ Otter Valley High School (โรงเรียนมัธยมที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเวอร์มอนท์)ได้ย้ายไปอยู่ซานฟรานซิสโกในต้นศตวรรษ 90 และไม่ช้าก็ได้ทำให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถทางการแสดงและกำกับละครเวที เขาเริ่มร่วมงานซึ่งต่อเนื่องมาอีกยาวนานกับนักร้องนักแต่งเพลงชื่อ D'Arcy Drollinger และทีมงานในการสร้างละครไตรภาคร็อคโอเปร่า คือ เรื่อง Possession of Mrs. Jones, Suburbia 3000 และ The Cereal Killers - ซึ่งได้ถูกเลือกให้ได้รับรางวัลทรงเกียรติ Best of the Bay จาก San Francisco Bay Guardian ในส่วนภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาเอง เขาได้สร้างภาพยนตร์ 16 มม.โดยใช้ทุนสร้างต่ำในเรื่อง Fanci's Persuasion เรื่องราวการค้นหาเสี้ยวหนึ่งของการใช้ชีวิตสมัยใหม่ในเมืองซานฟรานซิสโก ในปี 1997 เขาตระหนักว่าการจะทำงานหนังอย่างที่ใจรักนั้น เขาจะต้องมุ่งหน้าไปยังลอสแอนเจลิส เขาจึงออกเดินทางด้วยจักรยานสองล้อ ลัดเลาะไปตามเส้นทางเลียบชายฝั่ง โดยไม่มีอะไรติดตัวนอกจากแบนโจและกระเป๋าเป้หนึ่งใบหลังจากการปั่นจักรยานไปพบปะผู้คนไปพร้อมกับแบนโจคู่ชีพ เขาก็เริ่มการทำงานกับนักแต่งเพลง จอห์น ออสซาจคา ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่กับวง POPism เมื่อออสซาจคาชวนให้เขามาทำสารคดีเกี่ยวกับการแข่งขันในการทำสัญญาบันทึกเสียงที่หาตัวจับยากของเขานั้น โปรเจ็คหนังเรื่องใหม่ก็เกิดขึ้น ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องยาว From There to Here ออสซาจคาไม่เพียงแต่ชนะการแข่ง (กับ Interscope) แต่หนังเรื่อง From There to Here won ก็ทำให้เวิร์มเฟลด์ได้รับรางวัล New Media Panel จาก Sundance Film Festival และได้ออกอากาศทาง MTV2 และยังได้รางวัล Best Music Documentary จาก Yahoo! Internet Life Online Film Festival ในปี 2000 ในตอนที่กำลังทำงานเรื่อง From There to Here นั้น นักแสดง/นักเขียนสาว ฮีทเธอร์ เจอร์เกนสัน และเจนนิเฟอร์ เวสต์เฟลต์ ซึ่งทำงานร่วมอยู่กับน้องสาวของเวิร์มเฟลด์ - ผู้อำนวยการสร้างอีเดน เวิร์มเฟลด์ ได้ชวนให้ชาร์ลสกำกับเรื่อง Kissing Jessica Stein เขากระโจนเข้าสู่การปรับปรุงสคริปท์ถ่ายทำขั้นสุดท้าย และเรื่อง Kissing Jessica Stein ถ่ายทำทั้งเรื่องที่โลเคชั่นในนิวยอร์คด้วยตารางการถ่ายทำเป็นเวลา 23 วัน (6 วันต่ออาทิตย์) ผลงานที่เสร็จเรียบร้อยเป็นที่เข้าตาของ Fox Searchlight ซึ่งซื้อสิทธิในการจัดจำหน่ายในประเทศ เฮอร์แมน-เวิร์มเฟลด์มีบ้านอยู่ในลอสแอนเจลิสร่วมกับหุ้นส่วนในประเทศ เจสัน บุชแมน เคท คอนเดล (บทภาพยนตร์, เนื้อเรื่อง) เกิดในนิวยอร์คซิตี้และโตในไมอามี่, ฟลอริด้า หลังจากที่เข้าเรียนที่ Stanford University คอนเดลได้ทำงานเป็นผู้ช่วยและนักวิจัยให้เดวิด โอ รูเซล มีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Flirting with Disaster และ Three Kings ขณะที่เรียนจบวิชาภาพยนตร์ที่ Columbia University เธอได้เขียนและได้ขายเรื่อง NFL: A Love Story นับแต่นั้นมาคอนเดลก็ได้ทำงานรีไรต์และขัดเกลาบทให้กับหนังอีกมากมายนอกจากงานภาพยนตร์ คอนเดลชอบเลี้ยงลูกหมานำทางและ เป็นแฟนของทีมไมอามี่ดอลฟินส์ อีฟ อาห์เลิร์ต & เดนนิส เดรค (เนื้อเรื่อง) เคยเขียนและทำงานแสดงทั้งในละครเวที ภาพยนตร์โทรทัศน์ และภาพยนตร์จอเงิน มาร์ค แพล็ตต์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ทำงานในวงการบันเทิงมาเป็นเวลา 20 ปี เขาได้เป็นประธานการอำนวยการสร้างให้กับหนังสตูดิโอ 3 เรื่อง ผลิตละครเวที ได้รับการฝึกให้เป็นทนายความทางด้านธุรกิจบันเทิง และบริหารงานให้กับเอเจนซี่หานักแสดง ปัจจุบันเป็นเจ้าของ Marc Platt Productions บริษัทที่สร้างภาพยนตร์ ภาพยนตร์โทรทัศน์ และละคร หนังที่กำลังอยู่ระหว่างการทำงานหลังการถ่ายทำของ Marc Platt Productions คือเรื่อง Honey เรื่องราวของนักออกแบบท่าเต้นวัยอ่อน ที่ใฝ่ฝันจะเข้าสู่โลกฮิพฮ็อพของวงการมิวสิควิดีโอ ซึ่งเดินเรื่องในนิวยอร์ค จากฝีมือกำกับหนังเรื่องแรกโดยผู้กำกับการแสดงมิวสิควิดีโอชื่อดัง บิล วู้ดรัฟฟ์ ให้กับเรื่อง Honey หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยเจสสิก้า อัลบ้า, เมกิ ไฟเฟอร์, ลิล โรเมโอ และมิสซี เอลเลียต แพล็ตต์อำนวยการสร้างร่วมกับอังเดร แฮร์เรล ทาง HBO แพล็ตต์กำลังทำงานดัดแปลงจากนิยายที่ได้รับรางวัลพูลิทเซอร์ ของริชาร์ด รุสโซ เรื่อง Empire Falls ให้กับหนังที่จะแสดงโดยพอล นิวแมน หนังเรื่องนี้จะได้รับการกำกับโดย เฟรด สเกพิซี ส่วนบนเวทีละคร แพล็ตต์ได้ทำละครเพลงเรื่อง Wicked ซึ่งมาจากนิยายโดยเกรกอรี่ แมกไกวร์ ซึ่งเปิดแสดงที่ซานฟรานซิสโก เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2003 ที่ Curran และบนเวทีบรอดเวย์ในเดือนตุลาคมปี 2003 ที่ Gershwin Theatre นำแสดงโดยคริสติน เชินโนเวธ และไอดีน่า เมนเซล ในการค้นหาว่าเหตุใดละครคลาสสิคของแฟรงค์ โบม อย่าง Wicked Witch of the West จึงร้ายกาจนัก ทำให้ได้นักประพันธ์ระดับตุ๊กตาทองอย่างสตีเฟน ชวาทซ์ และนักแต่งทำนองวินนี่ โฮล์ซแมน มาร่วมเขียน และโจ แมนเทลโลจะเป็นผู้กำกับ นอกจากนี้แพล็ตต์ยังได้ทำละครเพลงให้กับงานที่เคยเป็นหนังอย่าง Edward Scissorhands กับนักประพันธ์ของหนัง แดนนี่ เอลฟ์แมนมาเขียนเพลงให้ และเจ้าของสองรางวัล Tony Award อย่างผู้กำกับ/ออกแบบท่าการต่อสู้ แมทธิว เบิร์น ซึ่งจะมาช่วยให้ความคิดและพรสวรรค์ที่โดดเด่นของเขา งานหลังการถ่ายทำ ได้แก่ Legally Blonde ซึ่งเปิดตัวทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯและจนถึงทุกวันนี้ทำรายได้กว่า $100 ล้านเหรียญทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องแรกที่จะเริ่มถ่ายทำของ Marc Platt Productions คือ Josie and the Pussycats ก่อนที่จะมาก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ แพล็ตต์เคยเป็นประธานฝ่ายผลิตของ Universal Pictures ตั้งแต่ 1996 จนถึง 1998 ในบรรดาเรื่องแรกๆ ที่แพล็ตต์ได้ร่วมงาน ได้แก่ Patch Adams, One True Thing, และ Out of Sight นอกจากนั้นยังได้ทำงานให้กับเรื่อง October Sky, Man on the Moon, The Mummy, และ American Pie และในการร่วมทำงานอย่างยาวนานกับผู้กำกับการแสดง โจนาธาน เดมม์ และนักแสดงทอม แฮงค์ส แพล็ตต์เป็นผู้จัดการข้อตกลงให้กับทั้งคู่ที่ Universal ก่อนมาทำงานที่ Universal มาร์ค แพล็ตต์เคยดำรงตำแหน่งประธานของ TriStar Pictures เริ่มตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1992 ในบรรดาหนังที่แพล็ตต์ได้เคยดูแลการสร้างได้แก่ หนังได้รับรางวัลออสการ์ As Good As It Gets , My Best Friend's Wedding, Jerry Maguire, Sleepless In Seattle, Philadelphia, Legends of the Fall, Jumanji, และ The Mirror Has Two Faces ในช่วงใบไม้ร่วงของปี 1987 แพล็ตต์ได้ร่วมงานที่ Orion Pictures ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายผลิต เมื่อซัมเมอร์ปี 1989 และต่อมาเป็นประธานแห่ง Orion Pictures เมื่อต้นปี 1990 ในระหว่างการทำงานในตำแหน่งนี้ของเขา ทาง Orion ได้สร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ อย่าง Dances With Wolves, The Silence of the Lambs, และ Mermaids แพล็ตต์ยังเป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง Little Man Tate, The Addams Family, และ Bill & Ted's Bogus Journey เกิดในบัลติมอร์ แมรี่แลนด์ เมื่อเดือนเมษายน 1957 แพล็ตต์ได้รับปริญญาตรีจาก University of Pennsylvania ในปี 1979 ซึ่งเขาได้รับเลือกตั้งให้เป็น Phi Beta Kappa เขาจบการศึกษาาจาก New York University Law School ในปี 1982 และเป็นสมาชิกของ NYU Law Review และได้รับรางวัล American Jurisprudence Award ในระหว่างช่วงนั้น แพล็ตต์ได้อำนวยการผลิตให้กับละครเพลงนอกบรอดเวย์เรื่อง "Frances" และร่วมอำนวยการผลิตละครบรอดเวย์เรื่อง "Total Abandon" หลังจากทำงานด้านกฎหมายธุรกิจบันเทิงในนิวยอร์คซิตี้เป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง แพล็ตต์ก็ได้ร่วมงานที่ International Creative Management (ICM) ซึ่งเขาได้ทำงานเป็นการเฉพาะให้กับแซม โคห์น เอเย่นต์ชื่อดัง ในการเจรจาต่อรองแทนลูกค้า ที่รวมถึงวู้ดดี้ แอลเลน, บ็อบ ฟอส, เมอริล สตรีพ, ไมค์ นิโคลส์, โรเบิร์ต เบนตัน, นอร่า เออพรอน, โรบิน วิลเลียมส์ และเฌอ ก่อนร่วมงานที่ Orion เขาเคยทำงานในตำแหน่งรองประธานฝ่ายผลิตให้กับ RKO Pictures แพล็ตต์มีบ้านในแอลเอ ซึ่งเขาอยู่กับภรรยา-จูลีและลูๆ 5 คน ซาแมนธา 18; โจนาห์ 16; ฮานนาก์ 13; เบนจามิน 9; และเฮนรี่ 4 ขวบ เดวิด นิคเซย์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ก่อนที่จะร่วมอำนวยการสร้างในภาพยนตร์คอมเมดี้สุดฮิตเรื่อง Legally Blonde ของ MGM เขาเคยสร้างภาพยนตร์เรื่อง Agent Cody Banks แสดงโดย Frankie Muniz (ปัจจุบันกำลังสร้างภาพยนตร์เรื่อง Agent Cody Banks 2) รวมถึงคอมเมดี้เรื่อง A Guy Thing แสดงโดยเจสัน ลี, จูเลีย สไตลส์, และเซลม่า แบลร์ เขาเป็นผู้อำนวยการบริหารในคอมเมดี้เรื่อง What's The Worst That Could Happen? และภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง Antitrust แสดงโดยทิม ร็อบบินส์ และไรอัน ฟิลลิป ในฐานะผู้อำนวยการบริหาร ผลงานที่สร้างชื่อให้ นิคเซย์ ก็คือ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นไลฟ์แอ็คชั่นคอมเมดี้เรื่อง The Adventures of Rocky & Bullwinkle และ The Negotiator, รวมไปถึงภาพยนตร์สุดฮิตของโรบิน วิลเลียมส์ เรื่อง Flubber และ Addams Family Values เขาเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมเรื่อง Up Close & Personal พื้นเพเป็นคนแมสซาชูเซ็ท เขาเข้าเรียนที่ Hampshire College ในแอมเฮิร์ซท์ และหลังจากนั้นได้ย้ายมาลอสแอนเจลิสเพื่อฝึกงานที่ Directors Guild of America การฝึกทักษะของเขาในหลายๆด้านเพื่อการสร้างภาพยนตร์โรงใหญ่ นิคเซย์ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Lucas และ Mrs. Soffel. เขายังได้สร้างภาพยนตร์มินิซีรส์อีกหลายเรื่องที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy เช่นเรื่อง Little Gloria…Happy At Last และงานเทเลฟิล์ม 2 ชั่วโมงเรื่อง Call to Glory ต่อมานิคเซย์ได้เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายผลิตให้กับ Paramount Pictures, เขาได้เป็น ผู้อำนวยการบริหารให้กับหนังเรื่องฮิตระดับบ็อกซ์ออฟฟิซหลายเรื่อง เช่นเรื่อง Ghost, Coming To America, The Untouchables, Scrooged, Star Trek V, และ The Two Jakes จากปี 1989 ถึงปี 1992 นิคเซย์ ได้เป็น ประธานและหัวหน้าฝ่ายผลิตให้กับ Morgan Creek Productions เขายังเป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์ของบริษัท 6 เรื่องคือเรื่อง Robin Hood: Prince of Thieves, Pacific Heights และ Young Guns ll นิคเซย์ เป็นสมาชิกของ Motion Picture and Television Academies, Directors Guild of America และ American Film Institute Education และ Training Advisory Board อาแมนด้า บราวน์ เกิดและโตในพาราไดซ์ แวลเลย์ อริโซน่า เขียนหนังสือเรื่อง Legally Blonde (A Plume Original Trade Paperback, January 2003) ซึ่งกลายมาเป็นหนังเรื่องฮิต Legally Blonde. เธอเป็นยิปซีสาวทางการศึกษา ที่พยายามอย่างที่สุดในการค้นหาวิธีเรียนคณิตศาสตร์อย่างง่ายที่สุด บราวน์จบการศึกษาจาก Arizona State University รวมทั้งจาก University of Southern California, Phoenix College, Scottsdale Community College, Rio Solado Community College, และ Gateway College นอกจากแห่งอื่นๆ อีกมาก ก้าวต่อไปของบราวน์คือ Stanford Law School ในปี 1993 เธอเข้า Stanford ด้วยความต้องการที่จะเริ่มก่อตั้ง Blonde Legal Defense Fund สถาบันกฎหมายนับเป็นโอกาสอันเหมาะที่สุด ที่เธอจะได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับบรรดาสายพันธุ์นักศึกษากฎหมาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Legally Blonde บราวน์ผู้เป็นสาวผมบลอนด์ ล่าสุดเพิ่งเสร็จจากการเขียนนิยายเรื่องที่สองของเธอ Family Trust (Dutton, July 2003) และกำลังอยู่ระหว่างการเขียนนิยายเรื่องที่สามซึ่งยังไม่มีชื่อของเธอ เธอยังเป็นผู้ที่ทำงานให้การกุศลหลากหลายอย่างสม่ำเสมอ อาทิเช่น : Langley Porter at UCSF, Peninsula Humane Society & SPCA, Gateway High School, และ Bay Area Discovery Museum และอื่นๆ อีกมาก รายได้ส่วนใหญ่ที่เธอได้รับจาก Legally Blonde และ Family Trust จะถูกแบ่งสรรปันส่วนให้กับการบริจาคของเธอ เอลเลียต เดวิส ( ผู้กำกับภาพ ) เป็นผู้กำกับภาพของภาพยนตร์ที่ได้รับความชื่นชมอย่างเช่น เรื่อง Thirteen แสดงโดย อีแวน เรเชล วู้ด, นิกกิ รีด, และฮอลลี่ ฮันเตอร์, ซึ่งเปิดตัวโดยได้รับความชื่นชมอย่างมากในงาน Sundance Film Festival ของปีนี้ ผลงานที่สร้างชื่อเรื่องอื่นๆคือ เรื่อง White Oleander แสดงโดย เอลิสัน โลห์แมน, มิเชล ไฟเฟอร์, โรบิน ไรท์ เพนน์, และ เรเน่ เซลเวเกอร์; เรื่อง I Am Sam แสดงโดย ฌอน เพนน์ และ มิเชล ไฟเฟอร์ ; และเรื่อง 40 Days and 40 Nights แสดงโดยโจช ฮาร์ทเน็ต ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่สร้างชื่อของเดวิสที่ทำงานร่วมกับสตีเวน ซอเดอเบิร์ก คือเรื่อง Out of Sight, Gray's Anatomy, The Underneath, และ King of the Hill เขายังได้ทำงานเป็นตากล้องให้กับเรื่อง Happy Campers, The Next Best Thing, Light It Up, Forces of Nature, Breakfast of Champions, Lawn Dogs, Get on the Bus, Mortal Thoughts, Bloodhounds of Broadway, และ Miles From Home เดวิสได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง IFP Spirit Award จากภาพยนตร์ของซอเดอเบิร์กเรื่อง The Underneath และภาพยนตร์ของอลัน รูดอล์ฟ เรื่อง Equinox มิสซี สจ๊วต ( ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ ) กลับมารับตำแหน่งผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ให้กับ Legally Blonde 2: Red, White & Blonde หลังจากที่เคยออกแบบให้กับเรื่องฮิตตอนแรก Legally Blonde. ผลงานที่เพิ่งผ่านไปเร็วๆนี้ของสจ๊วต คือเรื่อง Moonlight Mile แสดงโดย ซูซาน ซาแรนดอน, ดัสติน ฮอฟแมน, และเจค กิลเลนแฮล เธอทำงานเป็นผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ให้กับ Gus Van Sant ในภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่องเช่น Good Will Hunting, To Die For, Even Cowgirls Get the Blues, และ My Own Private Idaho ส่วนผลงานในภาพยนตร์เรื่องอื่นก็มีเช่น Playing by Heart, Excess Baggage, Female Perversions, และ Spy. เธอได้รับตำแหน่ง production designer ในภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Legally Blonde รวมทั้ง ภาพยนตร์โฆษณาหลายชิ้น และมิวสิควิดีโอ ปีเตอร์ เทชเนอร์ ( ผู้ลำดับภาพ ) เมื่อเร็วนี้ได้ตัดต่อภาพยนตร์เรื่อง I Spy, แสดงโดย เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ และโอเวน วิลสัน, และภาพยนตร์ของคีเนน ไอโวรี เวแยนส์ เรื่อง Scary Movie II นอกจากการร่วมงานของพวกเขาในเรื่อง I Spy, เทชเนอร์ได้ทำงานกับเบ็ตตี้ โธมัส ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง 28 Days แสดงโดย แซนดร้า บุลล็อค, Dr. Dolittle แสดงโดย เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์, หนังของ โฮเวิร์ด เสติร์น เรื่อง Private Parts, หนังของ HBOเรื่อง The Late Shift, และThe Brady Bunch Movie เขายังได้ตัดต่อภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง Charlie's Angels แสดงโดย แคเมรอน ดิแอซ, ดรูว์ แบรี่มอร์, และลูซี่ หลิว ผลงานการตัดต่อของเทชเนอร์ อื่นๆก็มีเช่น Serendipity, Josie and the Pussycats, The Muse, The Little Rascals, Mastergate, และ Only the Lonely โซฟี เดอ เรคอฟ คาร์โบแนล (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) กลับมาเพื่อออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับ Legally Blonde 2: Red, White and Blonde หลังจากที่เคยช่วยทำให้แอล วู้ดส์มีชีวิตในเครื่องแต่งกายของเธอกับเรื่องแรกของ Legally Blonde เมื่อไม่นานยังได้ทำงานร่วมกับรีส วิทเธอร์สปูน ในหนังคอมเมดี้เรื่องฮิตของช่วงใบไม้ร่วง Sweet Home Alabama ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ได้แก่ All About the Benjamins นำแสดงโดยไอซ์ คิวบ์, หนังของเวย์น หวังเรื่อง The Center of the World, Crime + Punishment in Suburbia, Saturn, และ Four Dogs Playing Pokerผลงานของเธอยังมีในงานมิวสิควิดีโดของ Alanis Morissette, Candle Box, REM, Rod Stewart, Robyn, Ben Folds Five, Whitney Houston, Wyclef Jean, Meshell Ndegeocello และ Enrique Iglesias ก่อนเบนเข็มมาสู่การออกแบบเสื้อผ้า เธอเคยเป็นบรรณาธิการทางฝั่งตะวันตกของหนังสือแม็กกาซีนที่ชื่อ Paper รอล์ฟ เคนท์ (Composer) ได้เรียบเรียงเพลงใน Legally Blonde เรื่องแรก เขายังได้เรียบเรียงเพลงให้กับอเล็กซานเดอร์ เพย์น ผู้กำกับการแสดงที่ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ออสการ์ ในเรื่อง About Schmidt, แสดงโดยแจ็ค นิโคลสัน สำหรับผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับนักแต่งเพลงชาวอังกฤษคือการเรียบเรียงเพลงให้กับภาพยนตร์โรแมนติคคอมเมดี้เรื่อง Kate & Leopold แสดงโดย เมก ไรอันและฮิวจ์ แจ็คแมน กำกับโดย เจมส์ แมนโกลด์และที่ได้รับคำชื่นชมคือเรื่อง Nurse Betty กำกับโดยนีล ลาบิวท์ เคนท์ทำงานกับอเล็กซานเดอร์ เพย์นในเรื่อง Election และ Citizen Ruth. ส่วนผลงานที่สร้างชื่ออื่นๆก็คือเรื่อง The Theory of Flight, The House of Yes, Slums of Beverly Hills, Town & Country และ Someone Like You สำหรับงานเรียบเรียงเพลงให้กับละครเวทีและภาพยนตร์โทรทัศน์ เคนท์ได้เรียบเรียงเพลงให้กับ Miramax/Working Title ในคอมเมดี้เรื่อง 40 Days and 40 Nights และให้กับ Granada/PBS ในมินิซีรีส์ 6 ตอนเรื่อง The Juryเมื่อไม่นานมานี้ เคนท์ได้แต่งเพลงให้กับ มาร์ค วอเตอร์สในเรื่อง Freaky Friday ของดิสนีย์ -รก-