บีโอไอชูศักยภาพอุตสาหกรรมการพิมพ์-ภาพยนตร์ไทย แจ้งเกิดในงาน APEC Investment Mart 2003 - newswit

กรุงเทพฯ--16 ก.ย.--บีโอไอ บีโอไอมั่นใจอุตสาหกรรมการพิมพ์และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยพร้อมแจ้งเกิดในงาน APEC Investment Mart 2003 โดยอุตสาหกรรมการพิมพ์มีแนวโน้มดีทั้งการลงทุนการส่งออก ส่วนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในภูมิภาค และมีความพร้อมที่จะเป็นฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ นางชุตาภรณ์ สัมพสาระ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยระหว่างการนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมการพิมพ์ และอุตสาหกรรมภาพยนต์ไทย ซึ่งจะเข้าร่วมแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยในงาน APEC Investment Mart 2003 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-21 ตุลาคม นี้ว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งการขยายการลงทุน การส่งออก และการพัฒนาบุคลากรด้านการพิมพ์ ส่วนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีความพร้อมที่จะเป็นฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศด้วย "บีโอไอได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการพิมพ์ จึงได้ให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมการพิมพ์แบบครบวงจรในชื่อ "กิจการนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมการพิมพ์" โดยต้องมีบริการก่อนและหลังการพิมพ์ สถาบันฝึกอบรม พร้อมบริการซ่อมเครื่องจักร และศูนย์กระจายสินค้าด้านการพิมพ์ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจการพิมพ์มากที่สุด นอกจากนี้ บีโอไอก็จะขยายขอบเขตในการส่งเสริมการลงทุนประเภทกิจการผลิตสิ่งพิมพ์ ให้ครอบคลุมกิจการบริการก่อนและหลังการพิมพ์ด้วย" นางชุตาภรณ์กล่าว "สำหรับการชมกระบวนการผลิตบ้านกระดาษทรงไทยในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทั้งสมาคมการพิมพ์ไทย สมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย และกลุ่มการพิมพ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอันน่าภาคภูมิใจในความสามารถของคนไทย เพราะเป็นบ้านที่สร้างด้วยกระดาษทั้งหลังแต่มีความแข็งแกร่งและรองรับคนได้ถึง 100 คน" มีนโยบายขยายสัดส่วนการส่งออกเป็น 50-75% ต่อปี รวมทั้งบุคลากรด้านการพิมพ์ของไทยก็จะมีความสามารถมากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานการศึกษาในด้านการพิมพ์โดยตรงและมีความรู้ภาษาอังกฤษดีได้เข้ามาสืบทอดธุรกิจการพิมพ์แทนคนรุ่นเก่า ปัจจุบันบีโอไอให้การส่งเสริม "กิจการผลิตสิ่งพิมพ์" จำนวน 20 โครงการ เป็นทั้งการพิมพ์หนังสือ พิมพ์บรรจุภัณฑ์ และพิมพ์บนสมาร์ทการ์ด มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 2,127 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 2,051 คน นางชุตาภรณ์กล่าวถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะด้านบริการหลังการถ่ายทำ (Pre-production) ซึ่งมีบริษัทต่างประเทศมาจ้างบริษัทไทยพิมพ์ฟิลม์ภาพยนตร์เพื่อส่งออก ส่วนธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยนั้น ประเทศไทยจัดได้ว่ามีศักยภาพในการเป็นฐานถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ เพราะมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ เช่น ค่าใช้จ่ายการถ่าย มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ เครื่องมีอและอุปกรณ์ทันสมัยและมีคุณภาพ โดยตั้งแต่ปี 2540-ปัจจุบัน มีภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในไทยเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2545 มีจำนวนถึง 481 เรื่อง ก่อให้เกิดการนำเข้าเงินตราต่างประเทศมูลค่า 1,400 ล้านบาท "อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้บุคลากรเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงยังเป็นอุตสาหกรรมในเชิงสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและมีการจ้างงานในอัตราสูง บีโอไอจึงให้การส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการสร้างภาพยนตร์ไทยหรือให้บริการแก่ธุรกิจสร้างภาพยนตร์หรือบริการมัลติมีเดีย" นางชุตาภรณ์กล่าว ปัจจุบัน มีจำนวนโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนในกิจการเกี่ยวข้องกับการผลิตภาพยนตร์ จำนวน 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 787.8 ล้านบาท โดยเกือบทั้งหมดเป็นกิจการในขั้นตอนหลังถ่ายทำภาพยนตร์ ก็คือบริการล้างและพิมพ์ฟิล์มภาพยนตร์ บันทึกเสียง บริการเทคนิคด้านภาพจะมีผู้ขอรับการส่งเสริมมากกว่า เนื่องจากต้องใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์มาก ซึ่งเมื่อได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าก็จะช่วยลดต้นทุนค่าบริการในการผลิตได้ด้วย--จบ-- -ณส/กภ-

ข่าว สมาคมบรรจุภัณฑ์ไทย ล่าสุด