จังหวัดสกลนคร เชิญร่วมงาน ประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้ง ระหว่างวันที่ 7-10 ต.ค.นี้
กรุงเทพฯ--19 ก.ย.--ททท. จังหวัดสกลนคร ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภฉ.4 กำหนดจัด งานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้งและการแข่งขันเรือยาว "ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี" ขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 ตุลาคม นี้ ณ สนามมิ่งเมืองและสนามแข่งเรือสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี (สระพังทอง) อ.เมือง จ.สกลนคร โดยในปีนี้ได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในมหามงคลวโรกาส 75 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมหามงคลวโรกาส 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยแบ่งกิจกรรมออก เป็นดังนี้ วันที่ 7-8 ตุลาคม 2546 สนุกและลุ้นกับการแข่งขันเรือยาว "ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" การแข่งขันเรือพายหาปลาและการประกวดรำหางนกยูง ณ บริเวณสวนสมเด็จฯ (สระพังทอง) วันที่ 8 ตุลาคม 2546 ชมการประกวดปราสาทผึ้งโบราณ และปราสาทผึ้งประยุกต์ ในช่วงเย็นร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ อำนวยอวยพรกันด้วยบายศรีขนาดใหญ่สวยงามอลังการ พร้อมร่วมงานพาแลง (ทานอาหารเย็นแบบอีสาน) ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และร่วมชม การแสดงแสง สี เสียง และสื่อผสม เรื่อง "สายแสงแห่งแผ่นดินสกลนคร" โดย "ศุภักษร" ซึ่งท่านจะได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาของจังหวัดสกลนครจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร วันที่ 9 ตุลาคม 2546 ร่วมชื่นชมความงามของปราสาทผึ้งและศึกษาวิถีชีวิตชาวพุทธและเผ่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าผู้ไท เผ่ากะเลิง เผ่าญ้อ เผ่าโส้ เผ่าโย้ย และเผ่าไทอีสาน และเผ่าอื่นๆ ของคนสกลนครในพิธีเปิดขบวนแห่ปราสาทผึ้งที่งดงาม น่าประทับใจ ณ บริเวณถนนรัฐพัฒนาและถนนสุขเกษม และร่วมชม การแสดง แสง สี เสียงและสื่อผสม เรื่อง "สายแสงแห่งแผ่นดินสกลนคร" รอบสุดท้าย วันที่ 10 ตุลาคม 2546 ร่วมทำบุญตักบาตรในวันอาสาฬหบูชา ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นอีกมากมาย อาทิ การจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในราคาถูก ลิ้มรสอาหารเครื่องดื่มในงานเทศกาลของดีของแซบเมืองสกล หรือจะร่วมแข่งขัน ปราสาทผึ้งมินิมาราธอน ครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคม สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงาน ประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้งฯ เทศบาลเมืองสกลนคร โทร. 0-427-14374/0-4271-3281 ศึกษาวิถีแห่งธรรม เยือนแอ่งธรรมะ ณ เมืองสกลฯ กับงานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้งฯ จังหวัดสกลนคร มีโครงสร้างของแผ่นดินลักษณะเป็นแอ่งรูปก้นกะทะ พื้นดินเป็นลูกฟูกน้อยๆ บริเวณตอนกลางค่อนไปทางเหนือมีทิวเขาภูพาน รูปโค้งพระจันทร์เสี้ยว เป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่ มีเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน ที่ศึกษาได้จากตำนาน นิทานพื้นบ้าน หลักฐานทางโบราณ เช่น เครื่องปั้นดินเผาที่เขตอำเภอสว่างแดนดินมีอายุประมาณ 4,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 6,500 ปีเศษ สกลนครถือเป็นดินแดนพุทธธรรม มีวัดรวมทั้งสิ้น ประมาณ 878 แห่ง มีพุทธศาสนิกชนคิดเป็นร้อยละ 96.77 ของจำนวนประชากร ดังนั้นดินแดนแห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า "แอ่งธรรมะ" จังหวัดสกลนคร มีขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีแห่งพุทธ มากมายไม่ว่าจะเป็นประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา งานวิสาขบูชา และงานที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ก็คือ งานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้ง และการแข่งขันเรือยาว" ชิงถ้วยพระราชทาน" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นประเพณีอันดีงานของท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และในปีนี้ ได้กำหนดจัดให้มีความยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในมหามงคลวโรกาส 75 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมหามงคลวโรกาส 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งประเพณีนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ อันโดดเด่น และเป็นเกียรติของชาวสกลนครที่ถือปฏิบัติกันมาด้วยความเคารพยิ่ง ดังคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม ปีนี้ได้กำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 ตุลาคม 2546 ณ สนามมิ่งเมืองและสนามแข่งเรือสวนสมเด็จพระศรีนครรินทราบรมราชชนนี (สระพังทอง) งานนี้จังหวัดสกลนคร ร่วมกับเทศบาลเมืองสกลนคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และภาครัฐ เอกชนร่วมมือกันจัดกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ วันที่ 7-8 ตุลาคม 2546 จัดการแข่งขันเรือยาว "ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" การแข่งขันเรือพายหาปลาและการประกวดรำหางนกยูง (ภาคเช้า) ณ บริเวณสวนสมเด็จฯ (สระพังทอง) วันที่ 8 ตุลาคม 2546 จัดการประกวดปราสาทผึ้งโบราณ-ประยุกต์ พิธีบายศรีสู่ขวัญ งานพาแลง การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดงแสงสีเสียง ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร วันที่ 9 ตุลาคม 2546 พิธีเปิดขบวนแห่ปราสาทผึ้ง บริเวณถนนรัฐพัฒนาและถนนสุขเกษม และถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ และการแสดงแสงสีเสียง ณ สนามมิ่งเมืองสกลนคร วันที่ 10 ตุลาคม 2546 จัดพิธีทำบุญตักบาตร ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร งานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้ง เกิดจากคตินิยมที่เชื่อกันว่าเป็นการทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและมีอานิสงส์แรงทำให้สามารถตั้งความปรารถนาให้เกิดในภพหน้าได้ แต่ประการสำคัญของประเพณีนี้ ชาวอีสานถือว่า เป็นการร่วมงานบุญและงานรื่นเริงครั้งใหญ่ในรอบปี และยังมีตำนานว่า ในสมัยพระพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาเป็นปีที่ 7 บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชั้น 2 ทรงแสดงอภิธรรมปิฏกแก่พระพุทธมารดา ครั้นถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวัน "มหาปวารณาออก พรรษา" พระพุทธองค์กำหนดเสด็จลงมาสู่เมืองมนุษย์พระอินทร์จึงได้เนรมิตบันได 3 ชนิด คือ 1. บันไดทองคำ 2. บันไดเงิน 3. บันไดแก้ว ครั้นพระพุทธองค์เสด็จลงทางบันไดแก้วมณี ทรงประทับพระบาทเบื้องขวาลงก่อน และเรียกสถานที่นี้ว่า "อจลเจติยสถาน" สาเหตุการนำเอาขึ้ผึ้งมาทำปราสาทนั้น สืบเนื่องจากเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่ดงไม้สาละใหญ่ที่ป่ารักขิตวัน ในพรรษาที่ 9 โดยมีช้างกับลิงในบ้านปาลิไลยก์เป็นผู้อุปัฎฐาก ช้างได้จัดน้ำและผลไม้ถวาย ลิงก็ได้นำรวงผึ้งมาถวาย เมื่อพระองค์ทรงรับแล้วเสวย ลิงเห็นก็ดีใจมาก ปีนต้นไม้เขย่ากิ่งไม้ด้วยความดีใจ บังเอิญกิ่งไม้หักตกลงมาเสียบอกลิงตาย ครั้นถึงวันมหาปวารณาออกพรรษาพระพุทธเจ้าตรัสลาช้างแล้วเสด็จเข้าสู่เมือง ช้างคิดถึงพระพุทธเจ้ามากจนหัวใจแตกตายแล้วสัตว์ทั้งสองก็ได้ไปเกิดบนปราสาทวิมานสูง 30 โยชน์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าทรงคิดถึงความดีของช้างและลิงจึงทรงนำเอาผึ้งรวงนั้นมาทำเป็นดอกไม้ประดับในโครงปราสาท เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ช้างและลิง ในกาลต่อมา ชาวพุทธจึงได้ถือเป็นแนวทางในการจัดสร้างปราสาทผึ้งเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยถือเอาวันออกพรรษาเป็นประเพณีถวายปราสาทผึ้ง ครั้นสมัยพระเจ้าสุวรรณภิงคาราช ซึ่งเป็นเจ้าเมืองปกครองสกลนครในสมัยโบราณ ได้โปรดให้ข้าราชการบริพารจัดทำ "ต้นเพิ่ง" (ต้นเผิ่ง) โดยการนำเอาต้นกล้วยและก้านกล้วยมาทำเป็นโครงปราสาท แล้วนำขี้ผึ้งที่หล่อออกมาเป็นรวงผึ้ง เอามาติดปะลงในโครงปราสาทที่ทำด้วยก้านกล้วย โดยนำดอกไม้สดประดับอย่างสวยงามเรียกกันว่า "ปราสาทผึ้งโบราณ" ปัจจุบันได้มีการประยุกต์เปลี่ยนแปลงลักษณะของโครงปราสาทจนกลายเป็นโครงไม้ มีแม่พิมพ์ลวดลายต่างๆ โดยนำเอาซิลิโคนมาเป็นศิลปะขึ้นเรียกว่า "ปราสาทผึ้งประยุกต์" วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันสำคัญของงานเพราะเป็นวันแห่ปราสาทผึ้งจากคุ้มวัดต่างๆ แห่ไปรอบเมือง แต่ละคุ้มมีการตกแต่งปราสาทอย่างงดงาม ซึ่งส่วนมากเป็นแบบเทียนติดพิมพ์ มีนางฟ้าหรือเทพีปราสาทผึ้งนั่งอยู่ตอนหน้า แวดล้อมแห่แหนตามด้วยขบวนคนหนุ่มสาว เฒ่าแก่ในชุดพื้นเมือง บางขบวนมีการแสดงพื้นบ้านเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสกลนคร เช่น รำมวยโบราณฟ้อนภูไท โซ่ทั่งบั้งและเซิ้งเรือยาว จนเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันในปีนี้นนอกจากขบวนแห่ปราสาทผึ้งที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นที่ผ่านมาแล้ว ทางเทศบาลเมืองสกลนครยังได้จัดให้มีการแสดงแสง สีเสียงสื่อผสม เรื่อง "สายแสงแห่งแผ่นดินสกลนคร" โดย "ศุภักษร" โดยจัดการแสดงแบ่งเป็นองค์ต่าง 9 องก์ เพื่อเล่าเรื่องราวความเป็นมาและวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของคนสกลนครที่มีต่อแผ่นดิน องก์ที่ 1 "สายแสงแห่งแดนสรวงทอดดวงดาวสกาวใส" กล่าวถึงความรัก ความภาคภูมิใจและความยิ่งใหญ่ของ ผืนแผ่นดิน สกลนครดินแดงแห่งพุทธธรรมของที่ราบสูงอีสาน และความเป็นมาของปราสาทผึ้ง องก์ที่ 2 "สายแสงแห่งดวงใจ อำไพฟ้าอารยธรรม" กล่าวถึงตำนานการก่อตั้งเมืองสกลนครเมื่อครั้งบรรพกาล การเกิดอุทกภัยที่สร้างความวิบัติ ผืนแผ่นดินล่มจม ก่อเกิดหนองน้ำใหญ่ขึ้นมา 2 แห่ง คือ หนองหารหลวง และ หนองหารน้อย ตามตำนานอุรังคนิทานของ "เจ้าภิงคาระ" และ "เจ้าคำแดง" 2 พี่น้อง องก์ที่ 3 "สายแสงแห่งพุทธศาสน์ เรืองพระธาตุพิลาศล้ำ" กล่าวถึงตำนานการก่อสร้าง "พระธาตุเชิงชุม" ซึ่งหมายถึงการได้สร้างพระสถูปเจดีย์ ครอบรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ และตำนานการสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวงและ พระธาตุภูเพ็ก อันแสดงถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของคนของคนสกลนคร องก์ที่ 4 "สายแสงแห่งความทรงจำ น้อมจิตนำเป็นหนึ่งใจ" การก่อเกิดเป็นชุมชนใหญ่ 8 เผ่า การยกบ้านธาตุเชิงชุมเป็นเมืองสกลทวาปี และเป็นเมืองสกลนคร ในสมัย ร.3 การเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในสมัย ร.4 ที่เผาผลาญบ้านเมืองและทรัพย์สินเสียหายเป็นอันมาก แต่ที่น่าอัศจรรย์คือ พระธาตุเชิงชุม กลับไม่ถูกเพลิงเผาผลาญแม้แต่นิดเดียว ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 และวีรกรรมของเหล่านักสู้เมืองสกลนครในเหตุการณ์ปราบกบฏจีนฮ่อ ที่ทุ่งเชียงคำในปี พ.ศ.2427 องก์ที่ 5 "สายแสงแห่งความรัก ทอประจักษ์แผ่นดินที่ยิ่งใหญ่" การเปลี่ยนเป็นจังหวัดในสมัย ร.6 และได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสนามบิน และการก่อตั้งเทศบาลเมืองสกลนคร องก์ที่ 6 "สายแสงแห่งเสรีไทย เกียรติยศก้องไกลเมืองสกล" กล่าวถึงขบวนการเสรีไทยสาขาสกลนคร ที่เกิดขึ้น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีส่วนทำให้ประเทศรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม องก์ที่ 7 "สายแสงแห่งพระบารมี โรจน์รุจีเจิดแจรงทุกแห่งหน" การเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานประทับแรม เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดสกลนครเป็นครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการก่อสร้าง "พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์" องก์ที่ 8 "สายแสงแห่งมิ่งมงคล นภดลจรัสจ้าคู่ธานินทร์" กล่าวถึงเกจิอาจารย์ที่ชาวพุทธให้ความนับถือศรัทธา ทั้ง 9 รูป อันได้แก่ 1.หลวงปู่มั่น 2.พระอาจารย์หลุย 3.พระอาจารย์สัมนา 4.พระอาจารย์ฝั้น 5.พระอาจารย์เทสน์ 6.พระอาจารย์วัน 7.พระอาจารย์บุญ 8.พระอาจารย์สิงห์ทอง 9.พระอาจารย์สุพัฒน์ องก์ที่ 9 "สายแสงแห่งแผ่นดิน ปฐพินทร์เกริกฟ้า...สกลนคร" ดวงดาวยังคงระยิบฟ้า จรัสจ้าเปล่งประกายความดีงามของผืนแผ่นดินและผู้คนชาวสกลนคร ผ่านวันเวลาสู่วันเวลา ล่วงสู่คืนวันแห่งดวงจันทราทอแสงเพ็ญอีกคราครั้ง และ ณ กลางเพ็ญจันทร์ก็พลันปรากฏรูปลักษณ์แห่ง องค์พระพุทธศาสดา เรืองประภัสรัศมีอยู่ ณ ดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชนคนสกลนครจึงได้ต่างพร้อมใจกันรังสรรค์ งานพุทธประเพณีก่อปราสาทผึ้งถวายให้เป็นพุทธสถานในการรองรับพระพุทธองค์ที่เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าในคราเทศกาลออกพรรษาและพุทธประเพณีอันล้ำค่าแห่งการถวายปราสาทผึ้ง จึงยึดถือเป็นพุทธปฏิบัติของชาวสกลนครนับแต่โบราณสืบสู่ปัจจุบัน ท่านที่สนใจเรื่องราวและวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ คงอดไม่ได้ที่จะมาเรียนรู้ และศึกษาแอ่งธรรมะแห่งนี้โดยเฉพาะในช่วงงานประเพณีออกพรรษาที่ชาวสกลนครจะมีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาอันน่าภูมิใจให้คุณได้รู้--จบ-- -สด/กภ-