เอกชนชูมาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหาร ขานรับนโยบายครัวโลก / ย้ำรัฐต้องสนับสนุนครบวงจร - newswit
กรุงเทพฯ--19 มิ.ย.--สป. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) จัดสัมมนา ในประเด็นปัญหาและความต้องการของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอาหาร : การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพอย่างครบวงจร ภาคเอกชนระบุชัดภาครัฐต้องพัฒนามาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหารให้สูงขึ้นเพื่อส่งเสริมการส่งออก นอกจากนั้น ควรกำหนดให้การผลิตอาหารปลอดสารพิษเป็นศรนำการผลิตผักและผลไม้ของไทย โดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการผลิตให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันสารตกค้างในผักและผลไม้ต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 46 ที่ผ่านมา ที่อาคารพญาไทพลาซ่า สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์ จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นในหัวข้อ "ปัญหาและความต้องการของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอาหาร : การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพอย่างครบวงจร" โดยมีผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอาหารเข้าร่วมสัมมนามากกว่า 100 คน โดย ศ.นพ.ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ ประธานคณะทำงานดำเนินโครงการสัมมนาความต้องการของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้รัฐสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ กล่าวว่า ในปัจจุบันความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในวิทยาการต่างๆ ตลอดจนศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมประเทศ อีกทั้งการวิจัยเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ต้องอาศัยจุดแข็งของไทย คือ ทรัพยากรในภาคการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่มาก เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันมีอัตราการเจริญเติบโตกว่าร้อยละ 13 ต่อปี และใช้ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ กว่า 80 % แสดงให้เห็นถึงโอกาสการขยายตัวในตลาดโลกได้อีกมาก ในด้านการแก้ไขปัญหาการขโมยทรัพยากรธรรมชาติ ศ.นพ.ดร.วิจิตร ได้ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยสูญเสียทรัพยากรทางการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง ทำให้เกิดปัญหาการรั่วไหลของทรัพยากรต่างๆ โดยที่ชาวต่างชาติใช้การแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว หรือการจ้างนักวิจัยไทยแล้วนำผลการวิจัยที่ได้ไปจดลิขสิทธิ์ ดังนั้น ภาครัฐ จึงควรมีมาตรการป้องกันที่ชัดเจน เพื่อรักษาประโยชน์ในทรัพยากรของประเทศ ในด้านการส่งเสริมมาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหาร (food safty) เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออก น.ส. พรศรี เหล่ารุจิสวัสดิ์ จากกลุ่มธุรกิจไก่เนื้อและผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปและปศุสัตว์ต่างๆ กล่าวว่า ภาครัฐควรพัฒนามาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหาร (food safty) ให้สูงขึ้นเพื่อส่งเสริมการส่งออก เนื่องจากปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกันมาก หากไทยสามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ไทยจะสามารถเป็นผู้นำในการผลิตอาหารป้อนโลกได้ แต่การตรวจสอบคุณภาพการส่งออกต้องมีมาตรฐานสากลด้วยในส่วนปัญหาของอุตสาหกรรมการผลิตไก่และการแปรรูปนั้น ทางกลุ่มเห็นว่า รัฐควรส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันยังมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ และควรสนับสนุนงบประมาณและพัฒนาบุคลากรในการศึกษาวิจัยให้มากขึ้น ในเรื่องการตลาดนั้นภาครัฐ ควรมีกลยุทธ์ในการเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนให้มีการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น ด้าน นายผณิศวร ชำนาญเวช จากกลุ่มอาหารทะเลและอาหารแช่เยือกแข็ง กล่าวว่า การใช้มาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหาร (food safty) ต้องสำรวจว่า ผู้ผลิตได้มีการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว อย่างทั่วถึงหรือไม่และเป็นจำนวนเท่าใด เพื่อให้สามารถรักษามาตรฐานของสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแม้ว่าปริมาณการส่งออกจะลดลง แต่มูลค่าของสินค้าจะมากขึ้น ก็จะเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนามาตรฐานการผลิตให้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต นอกจากนั้น นายผณิศวร กล่าวว่าปัจจุบันทางกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งมีปัญหาการขาดแคลนพ่อแม่พันธ์กุ้ง รัฐควรส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาปรับปรุงและขยายพันธ์พ่อแม่พันธุ์กุ้ง และถ่ายทอดให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึง นางอนุรัตน์ เทียมทัน จากกลุ่มผักผลไม้และพืชไร่ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพ อาหารปลอดสารพิษจึงได้รับความสนใจอย่างมาก และมีการพัฒนาอย่างจริงจังในหลายประเทศ ประเทศไทยก็ได้พัฒนาในเรื่องนี้มาเป็นลำดับ ทางกลุ่มเห็นว่า ควรกำหนดให้การผลิตอาหารปลอดสารพิษเป็นทิศทางในการผลิตผักและผลไม้ของไทย โดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการผลิตให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันสารตกค้างในผักและผลไม้ต่างๆ ในส่วนของกลุ่มข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว นายไกรลาศ วงศ์สรไกร กล่าวว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะปลูกข้าวกันมานานแล้ว แต่ยังคงต้องอาศัยการพัฒนาในทุกๆ ด้านอีกมาก ในกรณีที่รัฐจะใช้มาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหาร (food safty) รัฐคงต้องส่งเสริมโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการเกษตรต่างๆ ค่อนข้างมาก รวมทั้งการสนับสนุนพันธุ์ข้าวคุณภาพสูงให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึง นายวสันต์ รัตนานุภาพ จากกลุ่มสารปรุงแต่งและวัตถุเจือปนอาหาร กล่าวว่า ทางกลุ่มต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมให้มีนักวิชาการเกษตรเข้ามาช่วยชาวไร่ให้มีการปลูกแบบผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี สนับสนุนให้มีการค้นคว้าเครื่องจักรราคาถูกและมีประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการ SME และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติเห็นคุณค่าของอาหารไทยนายชวน ธรรมสุริยะ จากกลุ่มสมุนไพรและอาหารเสริมสุขภาพ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกหันกลับมาสนใจผลิตภัณฑ์อาหารกันมากขึ้น ประเทศไทยจึงควรระดมสมองทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาทั้งการผลิตและการตลาดของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ หากสามารถพัฒนาการผลิตให้มีศักยภาพ จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน--จบ-- -นห-