บทบาทของผู้นำท้องถิ่นในการจัดการน้ำ - newswit
กรุงเทพฯ--10 มิ.ย.---Visage ปัญหาเรื่องน้ำในประเทศไทย มักเป็นปัญหาที่ถูกมองข้าม เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่เหลือเฟือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยเป็นประเทศที่มีพื้นที่ลุ่มน้ำมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด ดังนั้นปัญหาเรื่องน้ำจึงดูห่างไกลเกินกว่าจะสร้างความวิตกกังวล ผิดกับประชากรในส่วนอื่นของโลกที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2546 นี้จึงได้กำหนดเป็นคำขวัญที่ว่า "รักษ์น้ำเพื่อสรรพชีวิตก่อนวิกฤตจะมาเยือน" (Water-Two Billion People are Dying for It)ด้วยความตระหนักถึงปัญหาเรื่องน้ำซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และสหสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดอภิปรายพิเศษ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก เรื่อง "บทบาทของผู้นำท้องถิ่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : การจัดการน้ำ" วันที่ 5 มิถุนายน 2546 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารสถาบัน 2 สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้สอดคล้องกับคำขวัญและกิจกรรมรณรงค์ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี รอง ผอ.สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ และเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวถึงสภาพปัญหาโดยรวมของทรัพยากรน้ำในประเทศและการจัดการน้ำในระดับนโยบายไว้ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ลุ่มน้ำมากถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมด แบ่งเป็น 25 ลุ่มน้ำใหญ่ หรือ 256 ลุ่มน้ำย่อย จากทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ดังกล่าวทำให้คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่เหลือเฟือ ไม่มีวันหมด ใครจะใช้เท่าไร อย่างไรก็ได้ เพราะทุกคนคิดว่าปริมาณน้ำที่ถูกนำมาใช้ไม่มีต้นทุน แต่จากความเจริญและการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย ไม่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ ความขัดแย้งในด้านความต้องการปริมาณน้ำ ความขัดแย้งในด้านผลประโยชน์ที่ได้รับจากแหล่งน้ำ และความขัดแย้งในด้านคุณภาพน้ำ นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมีมากถึง 30 หน่วยงานภายใต้ 8 กระทรวง และ 2 คณะกรรมการ ซึ่งในทางปฏิบัติมักก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนและเกิดปัญหาการติดต่อระหว่างหน่วยงานเสมอ อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการจัดการน้ำที่ผิดพลาด และที่สำคัญที่สุดคือ โดยภาพรวมของปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงปัญหาทางด้านกายภาพหรือปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอ แต่เป็นปัญหาการจัดสรรน้ำหรือการจัดการน้ำ (water allocation) ที่ไม่เหมาะสม เป็นการจัดการแบบแยกส่วน ไม่เป็นในลักษณะภาพรวมหรือบูรณาการทั้งในเชิงนโยบาย และเชิงสถาบันหรือองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการจัดการน้ำ ปัญหาการบังคับใช้กฏหมายที่เกี่ยวข้อง และปัญหาความตระหนักถึงคุณค่าและการประหยัดในการใช้น้ำของหน่วยงานต่าง ๆ และประชาชน แม้ว่า มีการเสนอแนวความคิดที่จะเก็บค่าใช้น้ำ ซึ่งจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้คนไทยรู้จักประหยัดในการใช้น้ำ ไม่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย แต่อย่างไรก็ตามในการตีราคาค่าน้ำนั้นต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า น้ำเป็นทรัพยากรไม่ใช่สินค้า และต้องพิจารณาถึงต้นทุนต่าง ๆ ที่จะทำให้ทรัพยากรนี้อยู่อย่างยั่งยืนและถูกใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องคำนึงถึงค่าบริหารจัดการน้ำทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ การบริหารจัดการต้นน้ำ ค่าก่อสร้างที่กักเก็บน้ำ การจัดการผลกระทบระบบระบายและส่งน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องแยกระบบการจัดการน้ำระหว่างชุมชนเมืองและชุมชนชนบทออกจากกัน เพราะทั้ง 2 ชุมชนมีความต้องการน้ำที่แตกต่างกันทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ นอกจากนี้ ที่จะละเลยไม่ได้สำหรับแนวโน้มการจัดการน้ำในอนาคตก็คือ การลดบทบาทภาครัฐ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของการจัดการโดยภาคเอกชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการจัดการน้ำต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่จะตามมา กรณีของชาวบ้าน ต.ปากแพรก จ.กาญจนบุรี ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการร่วมมือร่วมใจกันจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ โดยนายวินิจ กิตติธงชัยกุล ผู้ใหญ่บ้าน ต.ปากแพรก จ.กาญจนบุรี กล่าวถึงประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำว่า ระบบการจัดการน้ำขนาดเล็กที่ท้องถิ่นสามารถทำได้เองและมีประสิทธิภาพระบบหนึ่งคือ ระบบการทำฝายน้ำล้นกั้นลำห้วยขนาดเล็กต่าง ๆ ซึ่งที่ ต.ปากแพรก จ.กาญจนบุรี มีลำห้วยความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร เดิมชาวบ้านจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง แต่พอถึงฤดูฝนกลับเผชิญกับภาวะน้ำท่วม ซึ่งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด สาเหตุหนึ่งมาจากความตื้นเขินของลำห้วย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ชุมชนจึงเกิดแนวคิดที่จะขุดลอกลำห้วยและทำฝายกั้นน้ำ 2 ช่วง เพื่อขยายพื้นที่กักเก็บน้ำ และชะลอความเร็วของกระแสน้ำ โดยใช้งบประมาณจากสำนักงบประมาณไปทั้งสิ้น 1.6 ล้านบาท จากงบประมาณจริง 1.9 ล้านบาท ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการทำฝายนี้ ปรากฏว่าชาวบ้านมีน้ำใช้อุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี ไม่มีปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำมาแล้วถึง 2 ปีติดต่อกัน ผู้ใหญ่บ้านวินิจ ยังฝากข้อคิดเรื่องการจัดการน้ำไว้ว่า หากทุกพื้นที่ในชนบททั่วประเทศมีระบบการจัดการน้ำเช่นนี้ ประเทศไทยจะสามารถลดปัญหาการขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วมได้มากทีเดียว โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครจะไม่มีปัญหาน้ำท่วมดังที่ผ่าน ๆ มาแน่นอน แต่ทั้งนี้ต้องมีมาตรการในการดูแลรักษาพื้นที่ต้นน้ำให้สมบูรณ์ด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 0-2218-8136-7--จบ-- -พห-