เริ่มต้นการลดน้ำหนักด้วยการปรึกษาแพทย์ ทางเลือกที่ถูกต้อง ปลอดภัย และได้ผลอย่างถาวร
กรุงเทพฯ--9 มิ.ย.--เวเบอร์ แชนด์วิค (ประเทศไทย) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะโรคอ้วน ออกโรงเตือนผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ควรเริ่มต้นจากการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอรับคำแนะนำวิธีการเริ่มลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและปลอดภัย สถานการณ์โรคอ้วน รวมถึงผลกระทบจากภาวะโรคอ้วนในปัจจุบันนับวันยิ่งทวีความรุนแรง โรคอ้วนไม่ใช่ปัญหาทางภาวะโภชนาการแต่อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ลุกลามเป็นปัญหาของเศรษฐกิจและสังคมสถิติของผู้ที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ระบุไว้ในรายงาน Reducing Risks, Promoting Healthy Life เมื่อปลายปี 2545 ว่า "โรคอ้วนติด 1 ใน 10 โรคที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ทั่วโลก" ศ.น.พ.อภิชาติ วิชญาณรัตน์ ประธานชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศไทย กล่าวว่าโรคอ้วนคือภาวะที่ร่างกายมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติโดยมีการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังและอวัยวะภายใน ผลของโรคอ้วนทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตลอดจนกระทบถึงปัญหาทางด้านจิตใจ ด้านสังคม และสุขภาพ ปัจจุบันวิธีการลดน้ำหนักในวงการแพทย์มีการพัฒนาไปมาก โดยการลดน้ำหนักจะต้องเป็นโปรแกรมที่มีการติดตามผลอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การให้ความรู้เรื่องการเลือกรับประทานอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวร ซึ่งไม่เหมือนแต่ก่อนที่ประชาชนที่ขาดความรู้ความเข้าใจต่อโรคอ้วน อาจซื้อยามารับประทานเองโดยที่แพทย์อาจไม่ได้ให้คำปรึกษาหรือข้อมูลที่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก ซึ่งคลินิกเหล่านั้นก็จ่ายยาให้ผู้ป่วยโดยไม่ได้มีการติดตามประเมินผล ซึ่งท้ายสุดผู้ป่วยเหล่านั้นก็กลับมาอ้วนมากกว่าเดิมหรือที่เราเรียกว่า Yo-Yo Effect การลดน้ำหนักที่ดีควรใช้ระยะเวลาที่เหมาะสมและมีการติดตามประเมินผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน ร.ศ.ดร.ภญ. จุฑามณี สุทธิสีสังข์ รองประธานฝ่ายวิชาการของชมรมโรคอ้วนแห่งประเทศ-ไทย กล่าวเสริมถึงแนวทางการลดน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัยว่า จะต้องอาศัยความร่วมมือในการปฏิบัติตนของผู้ที่จะลดน้ำหนัก และท้ายสุดควรจะอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการรักษาที่ไม่ถูกหลักการอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ การรักษาโรคอ้วนหรือลดความอ้วนไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนอ้วนหรือผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หากต้องการลดน้ำหนักลงเพื่อสุขภาพที่ดีมีหลักปฏิบัติที่สำคัญ คือ 1. การควบคุมอาหารที่รับประทานแต่ละมื้อ 2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 3. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเรื่องการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานอาหารให้ช้าลงเพื่อให้สมองได้รับรู้ถึงความรู้สึกอิ่ม และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์ เป็นต้น ในความเป็นจริง การปฏิบัติในข้อดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความตั้งใจจริงของตนเองเป็นหลัก จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะชนะจิตใจตัวเองได้มากน้อยเพียงใด หากเราพยายามด้วยตนเองมาแล้วไม่ได้ผล ทางเลือกต่อมาคือการใช้ยา ส่วนการผ่าตัด (Bariatric Surgery) จะใช้ในกรณีของผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีดัชนีมวลกายสูงมาก เช่น มากกว่า 40 กก./ม. กำลังสอง หรือมีอาการของโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น (การผ่าตัดดูดไขมัน (Aesthetic Surgery) ไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนัก) ปัจจุบันมีการใช้ยาลดความอ้วนกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยรุ่นและวัยทำงาน ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มีการใช้ยาอย่างถูกวิธี ได้ผลในการควบคุมน้ำหนัก รวมถึงได้รับคำแนะนำในการเลือกรับประทานอาหาร การเพิ่มกิจกรรมที่ใช้พลังงาน และการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล โดยปกติ แพทย์มักพิจารณาให้ใช้ยาลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกายระหว่าง 25 - 30 กก./ม. กำลังสอง และมีโรคต่างๆ ร่วมด้วย เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดผิดปกติ โรคข้อ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งโรคเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ หรือพิจารณาให้ยากรณีที่ผู้นั้นอ้วนมาก เช่น มีดัชนีมวลกายระหว่าง 30 กก./ม. กำลังสอง ยาที่ใช้ในการควบคุมน้ำหนักมีหลายประเภท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มที่ออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีฤทธิ์แรง ในกลุ่มนี้จะมีผลยับยั้งความหิวและลดความอยากอาหารโดยไปมีผลเพิ่มสารสื่อสมอง ได้แก่ โดปามีนและนอร์อิพิเนฟรีนในสมอง เช่น phentermine diethylpropion, phenmetrazine มีผลทำให้น้ำหนักตัวลดลง แต่จะมีฤทธิ์ข้างเคียงอื่นๆ เช่น ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ ส่วนในผู้ป่วยบางรายที่มีความไวต่อยามาก อาจทำให้เกิดอาการหวาดระแวง และประสาทหลอนได้ ยากลุ่มนี้ควรใช้ระยะสั้น เช่น 3 เดือน เพราะการใช้ติดต่อกันในระยะยาวอาจทำให้เกิดการขาดสารสื่อสมอง ซึ่งอาจส่งผลให้ฤทธิ์ในการลดความอยากอาหารลดลงด้วย นอกจากนี้ อาจมีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น เหงื่ออก ความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสุงหรือโรคหัวใจอยู่แล้ว ยาในกลุ่มนี้ยังมีฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร ที่พบบ่อยคือท้องผูก ส่วนกลุ่มที่มีฤทธิ์ปานกลาง เช่น Sibutramine จะมีผลเพิ่มนอร์อิพิเนฟรีนและซีโรโตนินในสมอง จึงยับยั้งความหิวและลดความอยากอาหาร ช่วยให้น้ำหนักตัวลดลง แต่ยานี้สามารถคงฤทธิ์ในการคุมน้ำหนักอยู่ได้นาน ยานี้มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางน้อยกว่ากลุ่มแรก เนื่องจากไม่มีผลเพิ่มสารสื่อประเภท โดปามีน แต่ยังมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด คือทำให้ใจสั่น ความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงต้องระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้และต้องดูดีตามค่าความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเป็นระยะ 2. กลุ่มที่ออกฤทธิ์ในการเพิ่มการใช้พลังงานของร่างกาย เช่น ฮอร์โมน thyroxin ควรใช้ด้วย ความระมัดระวังเพราะมีผลรบกวนระบบฮอร์โมน ตามปกติของร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้ใจสั่นและ มีการสลายโปรตีนของกล้ามเนื้อลายอีกด้วย (ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาลดน้ำหนัก) 3. กลุ่มที่ออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ทางเดินอาหาร ไม่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น orlistat มีผลยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไลเปส ซึ่งใช้ย่อยอาหารจำพวกไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ มีผลลดการดูดซึมไขมันเข้าสุ่ร่างกายได้บางส่วน จึงมีผลในการช่วยควบคุมน้ำหนัก อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ มีไขมันออกมาจากอุจจาระ สืบเนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจะประสบความสำเร็จ ผู้ป่วยก็จะต้องปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายด้วย อ้วน โรคอ้วน น้ำหนักเกิน ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น วิธีเลือกปฏิบัติเพื่อจะขจัดสิ่งเหล่านี้มีให้เลือกมากมาย ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล "ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีและได้ผลอย่างถาวร" แพทย์และผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตอบคำถามของคุณ "น้ำหนักเกิน แพทย์ไม่ใช่ส่วนเกินอีกต่อไป" ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คุณเจนสิรี อีศพรรค์ / คุณทิพวรรณ วอทอง โทร: 02 257-0300 ต่อ 333-334 โทรสาร: 02 257 0312-13 อีเมลล์: [email protected]จบ-- -พห-