(ต่อ1) เรื่องย่อ ภาพยนตร์เรื่อง DOWN WITH LOVE
เบื้องหลัง เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพที่มีสไตล์อย่างเต็มรูปแบบของสคริปท์ ทั้งฉาก เครื่องแต่งกาย และภาพ ท่วงท่าลีลา ดนตรี การแต่งหน้าและทรงผมของเรื่อง DOWN WITH LOVE นั้นจะต้องคงความต่อเนื่องไว้ตลอดทั้งเรื่อง "สิ่งที่โดดเด่นในสคริปท์นั้นคือการรักษาอารมณ์อันสมจริง ร่วมกับภาพและการแสดงที่มีสไตล์" เพย์ตัน รีดกล่าว "สคริปท์นั้นเหมือนเป็นงานดนตรีที่ไม่มีดนตรี มีจังหวะคำพูดที่โดดเด่น และผมรู้สึกว่าควรมีจังหวะภาพที่สมจริงในแนวทางที่หนังถูกนำเสนอ" หนังเรื่อง DOWN WITH LOVE มิได้เพียงเกิดขึ้นในช่วงปี 1962 แต่ได้ถูกเขียนและออกแบบให้ดูเหมือนถูกสร้าง ในปี 1962 เลยทีเดียว การแบ่งฉาก การจัดฉากจำนวนมาก สต็อคฟุตเตจ และเพลงยุคซิกส์ตี้ ทั้งหมดนี้ปลุกชีวิตให้กับหนัง "ผู้ชมจะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูหนังที่สร้างในยุคซิกส์ตี้" รีดส์กล่าว สคริปท์เรื่องนี้รักษากฎทุกอย่างของช่วงปี 1962 อย่างเคร่งครัด "เราจะไม่ใส่อะไรก็ตามใน DOWN WITH LOVE ที่จะไม่มีผลกับอารมณ์หนังโรแมนติค คอมเมดี้ ในต้นยุคซิกส์ตี้" อาห์เลิร์ตกล่าว "ไม่มีภาพเซ็กส์โป๊เปลือย แต่มีไดอาล็อคที่เซ็กซี่ และอาการคลั่งแจ๊ซ" ในช่วงต้นยุคซิกส์ตี้ นิวยอร์คซิตี้มีทั้งความสั่นสะเทือน และความเบิกบานซึ่งงานศิลปะเบ่งบานอยู่ภายใน ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมภาพยนตร์ รุ่นดอริส เดย์ - ร็อค ฮัดสัน ถึงใช้ฉากเมืองนิวยอร์คเดินเรื่อง ทว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ดีเลิศซึ่งทุกคนอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ตกแต่งอย่างหรูเลิศ มองเห็นวิวงดงาม และสภาพอากาศที่แสนจะเพอร์เฟ็ค และทุกคนสามารถเรียกแท็กซี่คันสีเหลืองลออ กับซาวนด์สเตจของฮอลลีวู้ดและสรรพสิ่งย้อนยุค อะไรก็เกิดขึ้นได้ DOWN WITH LOVE ยังเติมแต้มความมหัศจรรย์สมัยใหม่ด้วยดีไซน์ของยุคซิกส์ตี้ตอนต้น "สิ่งที่น่าสนใจก็คือเราได้เรียกความเป็นยุคต้นซิกส์ตี้กลับคืนมามากเท่าไหร่" โคเฮนออกความเห็น "คุณแทบจะยอมฆ่าใครเพื่อให้ได้มาซึ่งอพาร์ทเมนท์กับเสื้อผ้าสไตล์ต้นยุคซิกส์ตี้ คุณอยากได้ยินเพลงเหล่านั้นทางสเตอริโอที่บ้าน นับเป็นความร่วมมือกันอย่างแท้จริง ที่ทำให้เรามีโอกาสสร้างหนังย้อนยุคที่ทั้งทันสมัยและเข้ายุคอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคนจะหลงรักความงามเหล่านั้นในช่วงนี้" เช่นเดียวกับการร่วมงานหลายครั้งของเดย์-ฮัทสันใน "Pillow Talk" และ "Lover Come Back," หนังเรื่อง DOWN WITH LOVE ได้ถ่ายทำทั้งเรื่องที่สเตจ 4 ใน Hollywood Center Studios ใช้เวลาไม่กี่วันสำหรับการถ่ายทำนอกสถานที่ ที่ Universal Studios "เราทาสีแบ็กดร็อพ และไม่ได้ใช้ไฟ เราจึงไม่ได้ปิดบังว่าการจัดฉากไม่สมจริง" เจฟ โครเนนเวธ ผู้กำกับภาพบอก "หนังยุคซิกส์ตี้มีความสวยงามอย่างคลาสสิค และเต็มไปด้วยสีสัน แต่ถ่ายทำอย่างเรียบง่าย และผมอยากให้ความเคารพกับสไตล์นั้น ผมสร้างเฟรมและการเคลื่อนไหวที่ทันสมัยเข้าไปให้ และยังใช้สัดส่วนของไวด์สกรีน เพื่อทำให้เกิดองค์ประกอบที่น่าสนใจเข้าไปด้วย"แอนดรู ลอว์ส ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ นับเป็นอีกผู้หนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์ยุคต้น 60 และกระหายที่จะได้พบกับความท้าทายในงานออกแบบฉากทั้ง 55 ฉากของเรื่อง DOWN WITH LOVE "การทำงาานกับเรื่อง DOWN WITH LOVE ทำให้ผมมีโอกาสได้สร้างผลงานสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบกึ่งศตวรรษสมัยใหม่ และบรรดาสถาปนิกในดวงใจของผม อย่าง Mi?s Van der Rohe, Eero Saarinen, Richard Neutra และ Alvar Aalto และการได้สร้างโลกที่ไม่ธรรมดา กับชิ้นส่วนที่เป็นตัวอย่างของยุคนั้น" ลอว์สบอก "ในเวลาเดียวกัน เราได้เล่นกับสถาปัตยกรรม และไม่ได้ผูกมัดกับแบบแผนของการเคลื่อนไหว หรือตรรกของใคร" ภาพพาโนรามา 120 องศาผ่านกำแพงกระจกสูงแปดฟุตครึ่ง ในมุมมองของบาร์บาร่า โนแว็ค รวมถึงภาพพื้นหลังที่เห็นตึกเอ็มไพร์สเตท อนุสาวรีย์เทพีแห่งเสรีภาพ และอาคารไครสเลอร์ ลอว์สสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดูโปร่ง บางเบา ในแนวตั้ง ส่วนอพาร์ทเมนท์ของแคทช์นั้นจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ดูเหมือนถ้ำสัตว์ในแนวนอน - งานศิลป์ชายโสดของแท้ ที่ตกแต่งด้วยอุปกรณ์ทุกชนิด เท่าที่จะจินตนาการได้ว่าเป็นเครื่องช่วยสนองความต้องการทางเพศ ด้านอื่นที่ช่วยส่งให้ผลงานตกแต่งฉากดูมีสไตล์ ได้แก่เครื่องแต่งกายที่ออกแบบโดย แดเนียล ออแลนดี "ยุคซิกส์ตี้เป็นช่วงที่เสื้อผ้าดูทันสมัยที่สุด และในหนังทุกเรื่อง เสื้อผ้าก็จะได้รับการออกแบบโดยเน้นให้เข้ากับดารา" ออแลนดีกล่าว "การออกแบบเครื่องแต่งกายนั้นเป็นเหมือนการใช้เครื่องดนตรี ; ทุกอย่างมีสีสันที่สอดคล้องกับตัวดารา" ออแลนดีออกแบบเสื้อผ้ามากกว่า 100 ชุด รวมถึงหมวก เสื้อเชิ้ต และเนคไท ซึ่งใช้ผ้าที่งดงามของยุค ด้วยแรงบันดาลใจจากนักออกแบบแฟชั่นอย่าง Jean-Louis, Ray Aghayian, Oleg Cassini, Givenchy และ Balenciaga งานออกแบบของออแลนดีนั้นดูโก้ มีสีสัน และเซ็กซี่ โดยถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์คนแรกของเขา บ็อบ แม็กกี้ และออแลนดีได้จัดเสื้อผ้าหลากหลายให้กับทีมดารา รวมทั้งทำการค้นคว้าอย่างมาก และยังร่างแบบสเก็ตช์จำนวนมากอีกด้วย "เสื้อผ้าเป็นอะไรที่ย้อนยุค - สดใหม่ มีอารมณ์ขันและสีสัน บางครั้งอ่อนโยน บางครั้งเป็นทางการ ออแลนดีกล่าว "เราทำชาร์ตสีขึ้นมาเพื่อให้ต่อเนื่องกับฉากของบาร์บาร่า เพื่อมิให้สีซ้ำกันในแต่ละฉาก เมื่อตัวละครเปลี่ยนไปในหนังและเธอกลายเป็นคนใหญ่คนโตมากขึ้น เราก็เพิ่มหมอนหนุนไหล่เข้าไป เธอไม่เคยสวมถุงมือ หมวก หรือรองเท้าที่ซ้ำกันไม่ว่าจะเป็นแบบหรือสี ซึ่งเป็นการรักษาความเป็นหนังในยุคต้น 60 เอาไว้"บาร์บาร่าและวิกกี้เป็นผู้แสดง "แฟชั่นโชว์" ในการเปิดตัวเข้าสู่เรื่องของ DOWN WITH LOVE ทั้งสองแต่งกายด้วยชุดที่เต็มไปด้วยสีสันตระการตา และพวกเธอเดินวางท่าอย่างมีสไตล์ในแต่ละฉากที่ทยอยผ่านมา ในความเป็นหนุ่มเนื้อหอมของบรรดาสาวๆ / หนุ่มๆ / คนทั้งเมือง แคทช์ ดูเป็นคนกรุงที่ทันสมัย ดูเหมือนร็อค ฮัทสัน, แครี่ แกรนท์, บ็อบบี้ แดริน และดีน มาร์ติน รวมเป็นหนึ่งเดียว เครื่องแต่งกายจำนวนมากมายของ อีวาน แม็กเกรเกอร์ จึงมีทั้งสูทที่เข้ารูป ชาร์กสกินของอิตาลี ผ้าฝ้ายผสมขนแพะ และไหม ส่วนตัวละครปีเตอร์ของเดวิด ไฮด์ เพียร์ซ ซึ่งแต่งกายคล้ายกับโทนี่ แรนดัล ในหนังที่แรนดัลแสดงกับเดย์และฮัทสัน ในชุดกางเกงผ้าสักหลาดและเสื้อกั๊กสีฉูดฉาด ดนตรีประกอบของผู้ประพันธ์ มาร์ค ไชแมน นั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรสชาดให้กับยุคสมัย อย่างที่เพย์ตัน รีดกล่าวไว้ว่า : "ดนตรีประกอบนำมาซึ่งเสียงและอารมณ์ ของยุคปลายปี 50 และต้นปี 60 เมื่อรวมเข้าด้วยกันและผสมผสานกัน … เวลาที่ได้ยินดนตรีเหล่านั้น คุณจะรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในอดีต" นอกจากนั้นเพลงที่แต่งโดยไชแมน และสก็อต วิทแมนยังเสริมความรู้สึกแห่งอดีต โดยการขับร้องของเรเน่ เซลเวเกอร์ และอีวาน แม็กเกรเกอร์ อย่างเพลงแจ๊ซของซินาตร้า "Here's to Love" is ซึ่งเล่นด้วยเครื่องดนตรีจำนวนน้อยชิ้น อย่างที่เคยเห็นในรายการโชว์มากมายในอดีต นักแสดง เรเน่ เซเวลเกอร์ (บาร์บาร่า โนแวค) ภาพยนตร์เรื่องดังที่เพิ่งผ่านสายตา คือ "Chicago" ซึ่งเธอแสดงคู่กับแคธรีน ซีต้า-โจนส์ และริชาร์ด เกียร์ กำกับการแสดงโดย ร็อบ มาแชล เป็นฉากที่เกิดขึ้นในชิคาโกช่วงปี 1920 เซลเวเกอร์รับบทโรซี ฮาร์ต ผู้ไขว่คว้าชื่อเสียงทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีอื้อฉาวหรือคำโกหก เธอได้รับรางวัล ลูกโลกทองคำในปี 2003 - Lead Actress in a Motion Picture Musical or Comedy จากบทโรซี่ รวมทั้งสองรางวัล Screen Actors Guild Awards (Outstanding Performance by a Female Actor in a Leading Role, และ Outstanding Performance by the Cast of a Theatrical Motion Picture) และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ทั้งออสการ์, BAFTA, Golden Satellite Awards สำหรับผลงานในเรื่องนี้ รวมทั้งได้รับรางวัล Best Picture Academy Awardผลงานแสดงในบทบาท Bridget กับภาพยนตร์ดังของปี 2001 เรื่อง "Bridget Jones's Diary" ซึ่งสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก และทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองปี 2002 - Best Actress in a Leading Role, และรางวัล BAFTA - Best Performance by an Actress in a Leading Role, รางวัลลูกโลกทองคำ - Best Performance by an Actress in a Musical or Comedy, รางวัล Golden Satellite Award, รางวัล Empire Award, รางวัล MTV Movie Award และรางวัล Screen Actor's Guild Award ซึ่งเธอได้ร่วมแสดงกับฮิวจ์ แกรนท์ ในหนังคอมเมดี้เกี่ยวกับสาวอังกฤษผู้ตั้งใจจะปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น เพื่อหาความรัก ในขณะเดียวกันก็จดความคิดและประสพการณ์ของตนเองไว้ในบันทึกประจำวัน เมื่อปีกลายเธอมีผลงงานแสดงในเรื่อง "White Oleander" ซึ่งสร้างจากนิยายขายดีของเจเน็ท ฟิทช์ เรื่องราวของชีวิตของสาววัยรุ่น ที่ต้องระหกระเหินไปตามบ้านเด็กกำพร้าหลายแห่ง หลังจากที่มารดาของเธอต้องโทษคุมขัง ร่วมแสดงโดย โรบิน ไรท์-เพนน์, มิเชล ไฟเฟอร์ และอลิสัน โลห์แมน เซลเวเกอร์เพิ่งเสร็จจากทำงานให้กับดราม่าเรื่อง "Cold Mountain" ซึ่งเธอร่วมแสดงกับจูด ลอว์ และนิโคล คิดแมน กำกับการแสดงโดยแอนโทนี มิงเกลล่า ในเรื่องราวการเดินทางกลับบ้านของนายทหารของสมาพันธ์ หลังจากสงครามกลางเมือง หนังเรื่องนี้มีกำหนดออกฉายในตอนปลายปี 2003 ในปี 2004 จะเป็นผู้ให้เสียงพากย์ ในงานหนังแอนิเมชั่นคอมเมดี้ของดรีมเวิร์ค เรื่อง "Sharkslayer" ซึ่งผู้ร่วมทีมพากย์ดารามากมายในเรื่อง ประกอบด้วย แจ็ค แบล็ค, เจมส์ แกนโดลฟินี, แอนเจลินา โจลี่, มาร์ตอน สกอร์เซสซี และวิล สมิธ กับเรื่องราวของมาเฟียฉลาม ใต้ท้องทะเลลึก นับแต่ได้จบศึกษาด้านการแสดงครั้งแรกที่ The University of Texas โดยได้รับปริญญาทางวรรณคดี เซลเวเกอร์ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ความเป็นดารานำอย่างรวดเร็ว อย่างพลิกความคาดหมาย หลังจาก หลังจากมีผลงานทางโทรทัศน์อย่างเช่น เทเลฟิล์มเรื่อง "A Taste for Killing" และซีรี่ส์ทางเคเบิลทีวีเรื่อง "Shake, Rattle and Rock," เธอจึงได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในหนังของริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ เรื่อง "Dazed and Confused" ตามมาด้วยหนังของเบน สติลเลอร์เรื่อง "Reality Bites," และ "Love and a .45" (ซึ่งทำให้ได้เข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award เป็นครั้งแรก) "8 Seconds," "The Return of the Texas Chainsaw Massacre," "Empire Records" และ "My Boyfriend's Back" ผลงานหนังเรื่องอื่นของเธอ ได้แก่ "Me, Myself, and Irene" กำกับการแสดงโดยพี่น้องฟาร์เรลลี ร่วมแสดงโดย จิม แครี่, เรื่อง "The Bachelor," หนังโรแมนติคคอมเมดี้ ซึ่งเธอแสดงคู่กับคริส โอดอนเนล และจากการกำกับการแสดงโดย นีล ลาบิวต์ ในหนังแบล็คคอมเมดี้เรื่อง "Nurse Betty" กับคริส ร็อค และมอร์แกน ฟรีแมน ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในปี 2000 - Best Actress in a Comedy or Musical เซลเวเกอร์ยังได้ร่วมแสดงในเรื่อง "One True Thing" กับวิลเลียม เฮิร์ต และเมริล สตรีพ เธอยังได้รับเสียงชื่นชมจากผลงานแสดงที่หาตัวจับยาก ร่วมกับทอม ครุยส์ ในเรื่อง "Jerry Maguire" กำกับการแสดงโดยแคเมรอน โครว์ ซึ่งเธอรับบทแม่ม่าย ผู้เข้าร่วมกระบวนการกับสายลับ ในการเสาะหาตัวแทนกฎของเขา จากผลงานของเธอในเรื่องนี้ ทำให้ได้รับการขนานนามเป็น Best Breakthrough Performer of 1996 จาก The National Board of Review และได้รับรางวัล Blockbuster Award for Best Supporting Actress in a Comedy ซึ่งเสนอชื่อให้กับ SAG Award อีวาน แม็กเกรเกอร์ (แคทเชอร์ บล็อก) เกิดเมื่อปี 1971 ที่เมืองครีฟ สก็อตแลนด์ แม้ว่าจะโตขึ้นมาจากเมืองเล็กๆ แต่เขากลับต้องมนต์เสน่ห์แห่งโลกมายาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ด้วยแรงบันดาลใจจากลุงของเขาซึ่งเป็นนักแสดง เดนิส ลอว์สัน (โด่งดังจาก Local Hero และ Star Wars) หกเดือนก่อนจบการศึกษาจาก Guildhall School of Music and Drama แห่งลอนดอน แม็กเกรเกอร์ได้รับการเสนอบท Private Mick Hopper ในหนังซีรี่ส์คอมเมดี้เพลงโทรทัศน์หกตอนจบของของเดนิส ฮอปเปอร์ เรื่อง "Lipstick on Your Collar" (อำนวยการผลิตโดย โรสแมรี่ วิทแมน) อีกไม่นานหลังจากผลงานแจ้งเกิดของเขา แม็กเกรเกอร์ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ในหนังของบิล ฟอร์ซิธ เรื่อง "Being Human" ซึ่งผู้อำนวยการสร้าง ลอร์ด เดวิด พัตแนม ประทับใจมากกับความสามารถของแม็กเกรเกอร์ จนถึงกับเพิ่มซีนให้ในระหว่างการถ่ายทำ นับตั้งแต่รับบทในละครเรื่อง "What the Butler Saw" และในงานผลิตของ BBC เรื่อง "Scarlet and Black" แม็กเกรเกอร์ก็ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ชนะรางวัล BAFTA เรื่อง "Shallow Grave" ซึ่งได้ส่งให้นักแสดงหนุ่มชาวสก็อตพุ่งขึ้นสู่แสงไฟเจิดจ้า และจากการรับบท Alex Law นี้ทำให้เขาได้รับรางวัล Hitchcock D'Argent Best Actor Award และเข้าชิงรางวัล Best Actor จาก BAFTA Scotland Awards รวมไปถึงการวางรากฐานของความเป็นหุ้นส่วนที่ประสพความสำเร็จของเขาและแดนนี่ บอยล์ แม็กเกรเกอร์ได้รับบทนำเดี่ยวเป็นครั้งแรกในหนังอีโรติคร่วมสมัยของผู้กำกับ ปีเตอร์ กรีนอเวย์ ใน "The Pillow Book" แม้ว่า "Shallow Grave" จะเป็นการแจ้งเกิดในวงการหนังให้กับแม็กเกรเกอร์ก็ตาม แต่บทบาท Mark Renton หนุ่มติดยาในหนังของเออไวน์ เวลช์ เรื่อง "Trainspotting" นับเป็นเรื่องที่เป็นแรงส่งให้แม็กเกรเกอร์เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ในการตระเตรียมการเพื่อรับบทนั้น แม็กเกรเกอร์ทำงานอย่างใกล้ชิดกับบรรดาผู้ที่เคยติดยาที่ให้ข้อมูล ซึ่งช่วยให้เขาสามารถถ่ายทอดทางกายภาพของผู้เสพและเลิกยา ภาพยนตร์เรื่อง "Trainspotting" นั้นได้รับรางวัลทรงเกียรติมากมาย รวมทั้ง BAFTA Scotland - Best Feature Film ในขณะที่แม็กเกรเกอร์เองนั้นได้รับเกียรติ BAFTA Scotland - Best Actor และเป็นเวลาสองปีติดต่อกันที่แม็กกาซีน Empire ให้รางวัล Best British Actor รวมทั้ง London Film Critics' Circle Award หลังจากที่ประสพความสำเร็จจากเรื่อง "Trainspotting" แม็กเกรเกอร์ก็ได้ร่วมงานกับ กวินเน็ธ พังทโธรล ในงานดัดแปลงจากนิยายของเจน ออสเตน เรื่อง "Emma" และต่อมากับทารา ฟิตเจอรัลด์ ในหนังของมาร์ค เฮอร์แมน ที่ได้รับรางวัล C?sar Award เรื่อง "Brassed Off" ซึ่งรวมอารมณ์ขันและความน่าสงสารด้วยการถ่ายทอดโชคชะตาของแตรวงของชุมชนเล็กๆ ซึ่งถูกข่มขู่ด้วยการปิดเหมือง ด้วยเหตุผลทางการเมืองในช่วงต้นทศวรรษปี 1980s. ผลงานภาพยนตร์อเมริกันเรื่งอแรกของแมกเกรเกอร์ คือ "Nightwatch," ซึ่งเขทได้รับบทนำเป็น มาริน เบลอส นักศึกษาวิชากฎหมายซึ่งทำงานพิเศษเป็นคนเฝ้าสุสานกะกลางคืน และรบทในซีรี่ส์ทาง BBC เรื่อง "Karaoke" และ "Cold Lazarus" ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้กลับมายังวงการบันเทิงอังกฤษ ก่อนได้รับบทศิลปินหนุ่มหล่อชาวดัทช์ ในภาพยนตร์ของฟิลลิปเป้ รุสเซลล็อต เรื่อง "The Serpent's Kiss" หลังจากหนังสั้นเรื่องที่สองของผู้กำกับ จัสติน แชดวิค "Swimming with Fishes," แมกเกรเกอร์ได้ร่วมงานกับแคเมริน ดิแอซ ในหนังแฟนตาซีโรแมนติค เรื่อง "A Life Less Ordinary," ซึ่งเป็นการร่วมงานอีกครั้งของเขาและผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ ตัวละครโรเบิร์ตของแมกเกรเกอร์ทำให้เขาได้รับรางวัล Best British Actor ในงาน 1997 Empire Movie Awards - ติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม แมกเกรเกอร์ได้รับรางวัล Emmy Award จากการเป็นแขกรับเชิญในเอพิโซดของเรื่อง "ER" ต่อจากนั้นเขาได้รับบทร็อคสตาร์แห่งยุค 70 ในภาพยนตร์ร็อคเรื่อง"Velvet Goldmine," ซึ่งไมเคิล สไตพ์ แห่ง REM เป็นผู้อำนวยการบริหาร แมกเกรเกอร์รับบท นิค ลีสัน เทรดเดอร์ผู้อื้อฉาว ใน "Rogue Trader" คูกับแอนนา ฟรีล และได้ร่วมทีมอีกครั้งกับผู้กำกับ มาร์ค เฮอร์แมน ใน "Brassed Off" ในหนังที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ เรื่อง "Little Voice" ซึ่งร่วมแสดงโดยเจน แฮร์ร็อคส์และไมเคิล เคน แมกเกรเกอร์ยังได้รับบทอันเป็นที่ปรารถนาของทุกคนอย่าง โอบี-วัน เคโนบี ใน "Star Wars: Episode I The Phantom Menace" และยังได้รับบทเดียวกันใน "Star Wars: Episode II Attack of the Clones" และยังได้กลับมาเป็น โอบี-วัน ใน "Star Wars: Episode III," ซึ่งมีกำหนดออกฉายในปี 2005 ในปี 1998 แมกเกรเกอร์ได้ก่อตั้ง Natural Nylon ร่วมกับเพื่อนๆ ของเขา ได้แก่ จู๊ด ลอว์ , แซดี ฟรอสต์, จอนนี่ ลี มิลเลอร์ และฌอน เพิร์ทวี แมกเกรเกอร์ยังได้ร่วมอำนวยการสร้างหนังของ Natural Nylon เรื่อง"Nora" อันเป็นเรื่องราวความรักระหว่างนักประพันธ์ เจมส์ จอยซ์ (แมกเกรเกอร์) และนอร่า เบอร์นาเคิลand (ซูซาน ลินช์) ในภาพยนตร์ของ แบซ เลอห์แมน เรื่องที่ได้รับรางวัลออสการ์และ BAFTA เรื่อง "Moulin Rouge" แมกเกรเกอร์ได้รับบท คริสเตียน กวีซึ่งตกหลุมรักกับ แซทีน (นิโคล คิดแมน) หญิงงามเมืองในละครโศกแห่ง Moulin Rouge - ด้วยบทเพลงป็อบแห่งยุคปี 2000 ในปี 2001 แมกเกรเกอร์ได้รับบทผู้เชี่ยวชาญทหารพราน ในหนังของริดลีย์ สก็อต เรื่อง "Black Hawk Down" ล่าสุด แมกเกรเกอร์ เพิ่งเสร์จากการถ่ายทำเรื่อง "Young Adam" ซึ่งเป็นหนังระทึกขวัญสไตล์ดั้งเดิมจากเค้าโครงนวนิยายของนักประพันธ์ชาวสก็อต อเล็กซานเดอร์ ทร็อคคี เดินเรื่องในคลองระหว่างกลาสโกว์ และ เอดินเบิร์ก แมกเกรเกอร์รับบทโจ หนุ่มน้อยพเนจร ซึ่งทำงานในเรือซึ่งเป็นของเลส (ปีเตอร์ มุลแลน) และเอลล่า ภรรยา (ทิลด้า สวินตัน) ขณะนี้เข้ากำลังทำงานอยู่ในอลาบาม่า ในหนังของทิม เบอร์ตัน เรื่อง "Big Fish" นิทานแฟนตาซีเกี่ยวกับชีวิตของชายที่ใกล้ตาย ซึ่งเล่าเรื่องด้วยการย้อนภาพ ร่วมกับอัลเบิร์ต ฟินนีย์, เจสสิก้า แลงก์ และบิลลี่ ครูดับ ผลงานเวทีเรื่องล่าของแมกเกรเกอร์ ได้แก่ละครของเดวิด ฮัลลิเวล เรื่อง "Little Malcolm and His Struggle Against the Eunuchs" ซึ่งทำให้เขาได้กลับมาทำงานร่วมกับลุงของเขา เดนิส ลอว์สัน ซึ่งเป็นผู้กำกับการแสดงทั้งที่ Hampstead และ Comedy Theatre เขายังได้แสดงในเรื่อง "The Play What I Wrote" ในการฉลองเพื่อรำลึกถึงผลงานโด่งดังของศิลปินตลกชาวอังกฤษ Morecambe and Wise--จบ-- -นห-