รายงานภาวะความเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ไทยเดือนมิถุนายน 2546
กรุงเทพฯ--8 ก.ค.--ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงอย่างมาก หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง - ภาวะการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย ตลาดตราสารหนี้ยังคงคึกคัก ๆ ด้วยปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงกว่า 12 พันล้านบาท ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในเดือนมิถุนายน 2546 รวมทั้งสิ้น 255.8 พันล้านบาท คิดเป็นปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 12.18 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.07 จากเดือนที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ส่วนใหญ่มาจากธุรกรรมการซื้อขายแบบ Outright คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67.24 ด้านธุรกรรมเพื่อการกู้ยืมและอื่นๆ (Financing and Other Transactions) ลดลงจากร้อยละ 38.76 เป็นร้อยละ 32.76 เมื่อพิจารณาสัดส่วนการซื้อขาย พบว่า สัดส่วนการซื้อขายส่วนใหญ่ยังเป็นพันธบัตรรัฐบาล โดยมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.4 เป็นร้อยละ 56.66 ด้านพันธบัตร ธปท. และกองทุนฟื้นฟูฯเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24.7 มาเป็นร้อยละ 26.59 ด้านการซื้อขายตั๋วเงินคลังมีสัดส่วนการซื้อขายลดลงจากร้อยละ 14.5 มาอยู่ที่ร้อยละ 8.93 พันธบัตรรัฐวิสาหกิจมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.3 เป็นร้อยละ 2.58 ด้านหุ้นกู้ภาคเอกชนมีสัดส่วนการซื้อขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 5.2 มาเป็น 5.23 อัตราผลตอบแทนทุกช่วงอายุปรับตัวลดลงอย่างมาก สำหรับการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลตามเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน อัตราผลตอบแทนตลอดทั้งเดือนถือว่าอยู่ในช่วงขาลง มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้างในช่วงประมาณกลางเดือน แต่ก็กลับมาปรับตัวลดลงอย่างมากอีกครั้งหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย RP 14 วันลง 0.5% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนทุกช่วงอายุปรับลดลงมากกว่า 20 bp. ทั้งนี้แยกตามอายุของตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนระยะสั้นตั้งแต่ 1 เดือนถึง 6 เดือนปรับตัวลดลงประมาณ -24 ถึง -30 bp. อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ช่วงอายุ 1 ถึง 3 ปี ปรับตัวลดลงประมาณ -28 ถึง -29 pb อัตราผลตอบแทนระยะกลาง 5-10 ปี ปรับลดลงประมาณ -34 ถึง -44 bp และระยะยาวปรับตัวลดลงมากถึง -30 ถึง -46 bp. อัตราผลตอบแทนที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นมิถุนายน เปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลวัดจากดัชนีผลตอบแทนสุทธิของพันธบัตรรัฐบาลในเดือนมิถุนายน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.04 ต่อปี ด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ดัชนีหุ้นกู้เอกชนยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.97 ต่อปี ตารางแสดงอัตราผลตอบแทนของดัชนีตราสารหนี้ย้อนหลัง อัตราผลตอบแทน (% ต่อปี) 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน สะสมตั้งแต่ต้นปี พันธบัตรรัฐบาล 27.04 18.65 13.27 13.27 หุ้นกู้ภาคเอกชน 10.97 8.68 10.25 10.25 - ตราสารหนี้ที่มีการซื้อขายสูงสุด พันธบัตรระยะกลางครองแชมป์ พันธบัตรรัฐบาลที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรระยะกลางที่มีอายุคงเหลือประมาณ 5-10 ปี ได้แก่ LB12NA, LB113A, LB03OA, LB11NA และ LB08DA ส่วนพันธบัตรรัฐวิสาหกิจและกองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก เป็นพันธบัตรธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย 1 รุ่น และ พันธบัตร ธปท. 4 รุ่น หุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีการซื้อขายสูงสุดในเดือนมิถุนายนเป็นหุ้นในกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงในระดับ A 4 หุ้นได้แก่ หุ้นกู้ บมจ.โทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น (TAC09OA (A-)), (TAC064A (A-) หุ้นกู้มีประกัน บมจ. ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง (UTT07DA (AAA))และหุ้นกู้ บมจ. รอยัลการ์เด้น รีซอร์ท (RGR078A (A-)) และอีก 1 รุ่นได้แก่ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ไม่มีประกันของ บมจ. เงินทุน เอกชาติ (NB08OA) - ประเภทของผู้ซื้อขาย สัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนสถาบันเพิ่มสูงขึ้น หากพิจารณาเฉพาะธุรกรรมประเภทซื้อขายขาด (Outright Transactions) ปริมาณ 171.97 พันล้านบาท พบว่าธุรกรรมการซื้อขายในเดือนมิถุนายน ระหว่างกลุ่มสถาบันการเงินซึ่งมีใบอนุญาตค้าตราสารหนี้ (Inter dealer Transactions) ปรับเพิ่มสัดส่วนจากเดือนที่แล้วที่ร้อยละ 30.93 มาอยู่ที่ร้อยละ 31.37 คิดเป็นปริมาณการซื้อขาย 53.94 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือร้อยละ 68.63 หรือ 118.03 พันล้านบาทของปริมาณการซื้อขายรวม เป็นธุรกรรมซื้อขายระหว่างผู้ค้าตราสารหนี้กับผู้ลงทุนประเภทต่างๆ ธุรกรรมการซื้อขายระหว่างสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตและผู้ลงทุนประเภทต่างๆนั้น แบ่งเป็นธุรกรรมกับผู้ลงทุนในกลุ่มต่างๆ ดังนี้ กลุ่มกองทุนรวมร้อยละ 29 (34.53 พันล้านบาท) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26 กลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่มีใบอนุญาตค้าตราสารหนี้ร้อยละ 33 (39.32 พันล้านบาท) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 กลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ร้อยละ 19 (22.10 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17 กลุ่มประกันภัยร้อยละ 7 (8.02 พันล้านบาท) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6 และกลุ่มนักลงทุนอื่นๆ ร้อยละ 12 (14.07 พันล้านบาท) ลดลงจากร้อยละ 20 ของเดือนก่อนหน้า - มูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียนในศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย มูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียนในศูนย์ซื้อขายฯ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2546 มีจำนวนรวม 506 รุ่น เพิ่มขึ้นจากจำนวน 503 รุ่นในเดือนที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าทั้งสิ้น 1,671.51 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.25 จาก ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ในตลาดแรกมีการประมูลตั๋วเงินคลังรวมมูลค่า 5 พันล้านบาท โดยเป็นตั๋วเงินคลังอายุ 6 เดือน จำนวน 5 รุ่น พันธบัตรรัฐบาลมีการประมูลเพียง 1 รุ่น ได้แก่ LB22NA มูลค่า 4 พันล้านบาท ลดลง 0.5 พันล้านจากเดือนก่อน ด้านพันธบัตรรัฐวิสาหกิจในเดือนมิถุนายน มีการประมูล 2 รุ่น ซึ่งเป็นพันธบัตรการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มูลค่ารุ่นละ 1 พันล้านบาท ได้แก่ MRTA116A อายุ 8 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.24% และ MRTA136A อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.62% ในเดือนมิถุนายนนี้การประมูลพันธบัตร ธปท มีเพียงอายุ 1 ปีเท่านั้น จำนวน 5 รุ่น รวมมูลค่า 26 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากจำนวน 14 พันล้านในเดือนที่ผ่านมา ในเดือนมิถุนายน หุ้นกู้ภาคเอกชนที่ออกใหม่และนำมาขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ซื้อขายฯ จำนวน 4 รุ่น รวมมูลค่า 16.4 พันล้านบาท ได้แก่ หุ้นกู้ หุ้นกู้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กระทรวงการคลังค้ำประกัน) รุ่น IFCT 065B อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.77% หุ้นกู้ไม่มีประกันชนิดทยอยคืนเงินต้น บมจ. อาร์ ซี แอล รุ่น RCL096A (BBB) อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 4% หุ้นกู้มีประกันชนิดทยอยคืนเงินต้น บมจ. วนชัยกรุ๊ป รุ่น VNG086A(BBB+) อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.85% และ หุ้นกู้มีประกันของบริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด รุ่น NTH086A(AAA) อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.16% - แนวโน้มตลาดตราสารหนี้เดือนกรกฎาคม ในเดือนกรกฎาคม 2546 การซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้ไทยคาดว่าจะยังคงความคึกคักต่อเนื่องจากเดือนมิถุนายน และปริมาณการซื้อขายน่าจะอยู่ในระดับเดียวกับเดือนที่ผ่านมา จากปัจจัยที่ธนาคารพาณิชย์ออกมาประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย RP 14 วัน ลงอีก 0.5% ซึ่งสูงกว่าที่นักลงทุนหลาย ๆ กลุ่มคาดไว้นั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนในช่วงเดือนมิถุนายนปรับตัวลงมาอย่างมาก สำหรับเดือนกรกฎาคมนี้ คาดว่าอัตราผลตอบแทนมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงปรับตัวลงได้อีก แต่น่าจะไม่ลดลงไปมากเหมือนเดือนมิถุนายน สำหรับภาวะในตลาดแรกจะมีการออกตั๋วเงินคลังมูลค่า 40 พันล้านบาท พันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 1.5 พันล้านบาท พันธบัตร ธปท.มูลค่า 24 พันล้านบาท ด้านหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีข่าวการออกในช่วงนี้ได้แก่ หุ้นกู้ของ บมจ. จี อี แคปปิตอล ออโต้ลิส มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 6 พันล้าน อัตราดอกเบี้ยคงที่ อายุ 4 ปี--จบ-- -นห-