เอสวีโอเอ รุกหนักธุรกิจเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจร คว้าธนาคารอิสลามเป็นลูกค้ารายใหญ่
กรุงเทพฯ--24 ธ.ค.--คอร์ แอนด์ พีค เอสวีโอเอ เปิดเกมบุกธุรกิจเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจร ล่าสุดคว้าโปรเจ็กต์ให้บริการระบบเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจรให้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมประกาศเดินหน้าคว้าลูกค้าแบงก์เพิ่ม มั่นใจ 3 ปี รายได้เพิ่มเป็น 50% ของธุรกิจเอสไอ นายสมพล เอกธีรจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เอสวีโอเอ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทยได้ให้ความไว้วางใจเอสวีโอเอ เป็นผู้จัดหาและดูแลระบบเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจร เพื่อให้ธนาคารบริการแก่ลูกค้าของธนาคารและบุคคลทั่วไป โดยลักษณะการบริการจะเป็นระบบเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจร คือ เอสวีโอเอ เป็นผู้จัดหา บริการ บริหารจัดการ และดำเนินการระบบรีเทล แบงกิ้ง, ระบบเอทีเอ็ม และการให้บริการบัตรเครดิต รวมทั้งเครือข่ายการสื่อสารต่างๆ สถานที่ ตลอดจนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญดูแลและให้บริการ การเลือกใช้เอาท์ซอร์ส จะทำให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ การซ่อมบำรุง การบริหารและการจัดการตลอดจนลดความเสี่ยงในเรื่องของเทคโนโลยีลงได้อย่างมาก โดยธนาคารจะเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนให้กับเอสวีโอเอ ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มทางธุรกิจต่อไปในอนาคตที่จะหันมาใช้การเอาท์ซอร์สระบบไอทีมากขึ้น ทั้งนี้ เอสวีโอเอมีนโยบายมุ่งธุรกิจการให้บริการจัดหาและดูแลระบบไอที หรือเอาท์ซอร์สมากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่า อีก 3 ปีข้างหน้าธุรกิจบริการดังกล่าวจะเป็นตัวสร้างรายได้ให้กับเอสวีโอเอเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของกลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาและวางระบบหรือ Systems Integration Strategic Business Unit (SISBU) สำหรับกลุ่มเป้าหมายการให้บริการเอาท์ซอร์สของเอสวีโอเอ เน้นไปที่กลุ่มธุรกิจการเงินและธนาคาร กลุ่มโทรคมนาคม หรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่มีแนวโน้มการใช้งานไอทีในลักษณะการจ้างงานภายนอกมากกว่าจะลงทุนเอง ด้านนายอดิศร แก้วบูชา ผู้อำนวยการบริหารกลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาและวางระบบ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง การให้บริการเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจรของเอสวีโอเอ ว่า เอสวีโอเอให้บริการเอาท์ซอร์สซิ่งกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยใน 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ 1. ระบบรีเทล แบงกิ้ง เพื่อใช้ในธุรกิจเงินฝากและสินเชื่อ 2. ระบบเอทีเอ็ม 3. การให้บริการบัตรเครดิต นอกจากนี้ยังให้บริการศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประกอบด้วยการบริหารจัดการ, การปฎิบัติการ, ระบบเครือข่ายการสื่อสารต่างๆ ที่สามารถทำงาน 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน ของบริษัท ดาต้าวัน (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ด้วยประสบการณ์งานด้านวางระบบไอทีของเอสวีโอเอที่มีมากกว่า 20 ปี และการนำเสนอโซลูชั่นระบบไอทีที่เหมาะสมกับธุรกิจของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สามารถรองรับการเติบโตทางธุรกิจของธนาคารได้อีก 3-5 ปีข้างหน้า รวมถึงบุคลากรผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและให้คำปรึกษา และการให้บริการศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้บริษัทฯได้รับความไว้วางใจจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยในการเลือกใช้บริการระบบเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจรจากเอสวีโอเอ และเอสวีโอเอยังถือเป็นบริษัทไอทีของคนไทยเพียงรายเดียวในขณะนี้ ที่มีความพร้อมในการให้บริการระบบเอาท์ซอร์สซิ่งแบบครบวงจร นายอนันต์ ตังทัตสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "การที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเลือกใช้บริการของบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) นั้น เพราะเป็นบริษัทที่มีการทำงานที่รวดเร็วและคล่องตัวในการจัดหาโปรแกรม มีโปรแกรมที่ดี มีการเชื่อมโยงที่ดี และทางบริษัท เอสวีโอเอนั้นมีเครือข่ายเอทีเอ็มทั่วประเทศ ซึ่งเครือข่ายเอทีเอ็มเป็นเครือข่ายที่ธนาคารเองสนใจและต้องการที่จะมีระบบนี้ไว้ใช้ในธนาคาร โดยเห็นว่าเป็นระบบที่มีความปลอดภัย และช่วยลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการดำเนินงานของธนาคาร" บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอทีชั้นนำระดับในประเทศไทย นอกจากนั้นยังให้บริการโซลูชั่นด้านไอทีที่ครบวงจร ซึ่งประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ การติดตั้งการวางระบบตามความต้องการของลูกค้า และการบริการด้านเครือข่ายให้กับระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงระดับใหญ่สู่ลูกค้าองค์กรและหน่วยงานต่างๆ โดยผ่านกลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาและวางระบบ หรือ Systems Integration Strategic Business Unit (SISBU) ที่มีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินและธนาคาร หน่วยงานราชการ และโทรคมนาคม สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาและวางระบบของเอสวีโอ เป็นผู้นำตลาดด้านการติดตั้งระบบและให้บริการโซลูชั่นด้านเอทีเอ็มให้กับธนาคารในประเทศไทยกว่า 10 ธนาคาร ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารออมสิน, ธนาคารนครหลวงไทย, ธนาคารทหารไทย และธนาคารยูโอบี รัตนสิน ธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจัดตั้งเพื่อให้คนไทยมุสลิมสามารถปฎิบัติตนได้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม และเป็นช่องทางในการระดมเงินออมของคนไทยมุสลิมเพื่อมาพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น โดยเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคม 2546 มีสาขาคลองตันเป็นแห่งแรก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ คุณศรีสุพัฒ เสียงเย็นและคุณนภาพร ไชยขันแก้ว บริษัท คอร์ แอนด์ พีค จำกัด ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ โทร. 0-2439-460 ต่อ 8300, 8204 [email protected], [email protected]จบ-- -รก-