(ต่อ6) วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานภาพยนตร์ The Last Samurai - newswit

กรุงเทพฯ--23 ธ.ค.--วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส จอห์น โลแกน (ผู้เขียนบทภาพยนตร์ / เรื่อง) มีผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมทั้ง Gladiator ซึ่งเขาได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง และเรื่อง Any Given Sunday, The Time Machine, Sinbad, Star Trek: Nemisis and RKO 281 ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของโลแกน คือเรื่อง The Aviator กำกับการแสดงโดยมาร์ติน สกอร์เซสซี และแสดงโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ เป็น โฮเวิร์ด ฮิวจ์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการถ่ายทำเพื่ออกฉายในปี 2004 release เขากำลังมีงานที่ทำร่วมกัลป์ริดลีย์ สก็อตใน Gladiator II และกับผู้กำกับฯ แซม เมนเดสในงานหนังดัดแปลงจากงานของสตีเฟน ซอนด์ไฮม์ เรื่อง Sweeney Toddโลแกนเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนักเขียนบทละคร ละครของเขาเรื่อง Never The Sinner เปิดรอบปฐมทัศน์ในปี 1985 ที่ชิคาโก้ และต่อมาได้แสดงที่เวที West End ในลอนดอนและที่นิวยอร์ค งานดัดแปลงของเขาสำหรับเฮนริค อิบเสน เรื่องThe Master Builder จะแสดงที่ West End ตอนซัมเมอร์นี้ เท็ด ฟิลด์ (ผู้อำนวยการบริหาร) รั้งตำแหน่ง Chairman และ CEO ของ Radar Pictures มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 1982 ในฐานะผู้ก่อตั้งและ Chairman ของ Interscope Communications ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างหรืออำนวยการบริหารมาให้กับหนังกว่า 50 เรื่องที่ทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกรวมแล้วกว่า $2.5 พันล้านเหรียญ รวมทั้งเรื่องRunaway Bride, Jumanji, Pitch Black, Mr. Holland's Opus, The Hand That Rocks the Cradle, Three Men and a Baby, Bird on a Wire, Bill & Ted's Excellent Adventure, Outrageous Fortune และ Cocktail นับแต่ก่อตั้ง Radar เมื่อปี 1999 ฟิลด์และทีมงานของเขาได้สร้างผลงานภาพยนตร์รวมแล้วกว่า 25 เรื่อง ที่มีหลากหลายรูปแบบและเป็นผลงานของผู้สร้างภาพยนตร์มือดีที่ยังคงทำงานอยู่ในปัจจุบัน ผลงานสร้างของ Radar รวมถึงงานของ Merchant-Ivory เรื่อง Le Divorce นำแสดงโดยเคท ฮัตสัน และนาโอมิ วัตส์ ; เรื่อง How to Deal นำแสดงโดยแมนดี้ มัวร์; The Texas Chainsaw Massacre อำนวยการสร้างโดยไมเคิล เบย์ และเรื่อง The Chronicles of Riddick, กำกับการแสดงโดย เดวิด ทูฮีย์ และแสดงโดย วิน ดีเซล ในปี 1990 ฟิลด์และจิมมี่ เออร์ไวน์ ได้สร้างชื่อ Interscope Records หนึ่งในบรรดาค่ายเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การรวมกิจการของ Universal กับทาง PolyGram ในปี 1999 ยกระดับทีมงานให้กลายเป็นผู้นำของกลุ่มบันทึกเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก และการรวมกับบริษัทชื่อดังอย่าง A&M และ Geffen ภายใต้การนำของ Interscope จึงกลายเป็นต้นสังกัดของศิลปินที่มียอดจำหน่ายอัลบั้มติดอันดับแพลทตินัม อย่างเช่น U2, Eminem, Sting, NIN, The Wallflowers, Dr. Dre, No Doubt, Limp Bizkit, Hole, Beck, Marilyn Manson, Garbage และ Sheryl Crow ในปี 2001 ฟิลด์ได้กลายเป็น Chairman/CEO ของ ARTISTdirect และสร้างชื่อใหม่ของค่าย ARTISTdirect Records ซึ่ง ARTISTdirect เป็นบริษัทเพลงและสื่อที่รวมงานเน็ทเวิร์คเพลงออนไลน์ เข้ากับงานลิขสิทธิ์ออฟไลน์ เพื่อให้บริการแบบซิงเกิ้ลสต็อพแก่แฟนเพลง, ศิลปิน, ค่ายเพลง และผู้โฆษณา จนถึงปี 1984 เขาได้ร่วมเป็นเจ้าของ Field Enterprises, Inc., บริษัทสื่อโฆษณายักษ์ใหญ่ที่มีสถานีโทรทัศน์อยู่ในสังกัดเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง Chicago Sun Times ซื้อกิจการ Panavision จาก Warner Communications และลงทุนเป็นหุ้นส่วนในบริษัทมหาชนอย่าง Crown Zellerback โตในชิคาโก้และแองเคอเรจ ฟิลด์ลงหลักปักฐานในแคลิฟอร์เนียใต้ตอนอายุ 21 ที่ซึ่งเขาเป็นนักขับรถแข่ง ในปี 1979 เป็นสมาชิกของทีมสามหนุ่ม ที่ได้รับรางวัลwas 24 Hours of Daytona ความใจบุญของเขารวมถึงการให้ความสนับสนุนแก่ American Foundation for AIDS Research (AMFAR),Alzheimer's Disease และ Related Disorders Association, L.A. Music Center, The Sundance Institute, U.S. Holocaust Memorial Museum, Rainforest Foundation และ Rape Treatment Center ริชาร์ด โซโลมอน (ผู้อำนวยการบริหาร) เข้าร่วมงารที่ Bedford Falls Company เมื่อปี 1997 ในตำแหน่งหุ้นส่วนโปรดิวเซอร์ และประธานกรรมการของบริษัท ระหว่างการทำงานของเขา Bedford Falls ได้สร้างและจำหน่ายเรื่อง The Siege, Dangerous Beauty และหนังได้รับรางวัลเรื่อง Traffic ซึ่งเขาได้อำนวยการบริหาร ล่าสุดเขาได้อำนวยการสร้างให้กับ New Line Cinema ในเรื่อง I Am Sam นำแสดงโดยฌอน เพนน์และมิเชล ไฟเฟอร์ และเป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับหนังคอมเมดี้ Lone Star State of Mind และหนังโรแมนติคคอมเมดี้ของแชซ พาล์มินทรี - Women Vs. Men ทางโทรทัศน์ก่อนร่วมงานที่ Bedford Falls Company, โซโลมอนเคยเป็นประธานฯ ของ Donner-Shuler Productions ซึ่งเขาได้ร่วมอำนวยการสร้างเรื่อง Radio Flyer, Free Willy, Free Willy 2: The Adventure Home, Assassins และ Conspiracy Theory, และดูแลเรื่อง Dave, Maverick และ Any Given Sunday, รวมทั้งทำงานให้กับซีรีส์เรื่อง Lethal Weapon series วินเซนท์ วอร์ด (ผู้อำนวยการบริหาร) ล่าสุดทำงานกำกับฯ หนังแฟนตาซีโรแมนติคเรื่อง What Dreams May Come, นำแสดงโดยโรบิน วิลเลียมส์ เข้าชิงสองรางวัลตุ๊กตาทองและได้รับรางวัลด้าน Visual Effects ในปี 1984 วอร์ดได้เขียนและกำกับฯหนังดราม่าเรื่อง Vigil ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล Best Original Screenplay จาก New Zealand Film and Television Awards ที่ประเทศบ้านเกิดและได้รับเลือกอย่างเป็นทางการให้ "เข้าประกวด" ที่ Cannes Film Festival และต่อมาได้รับรางวัล Best Director Award จาก Australian Film Institute จากหนังผจญภัยข้ามเวลาเรื่อง The Navigator: A Mediaeval Odyssey ซึ่งเขาได้เป็นผู้เขียนด้วย ภาพยนตร์ยังได้เข้าชิงรางวัล Golden Palm เมื่อปี 1988 ที่ Cannes Film Festival และได้รับรางวัล Best Director และ Best Original Screenplay จาก New Zealand Film and Television Awards รวมรางวัลทั้งในและต่างประเทศแล้วกว่า 25 รางวัลในปี 1992 เขาได้กำกับฯ อำนวยการสร้างและเขียนเรื่องให้กับ Map of the Human Heart, หนังดราม่าโรแมนติคของ Miramax ที่ได้เข้าชิงรางวัล Australian Film Institute - Best Film and Best Director วอร์ดยังได้เป็นผู้เขียนเรื่องให้กับภาพยนตร์ไซไฟระทึกขวัญของปี 1992 เรื่อง Alien 3 ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทำงานหนังเรื่องใหม่ของเขา River Queen โตในฮอนโนลูลู ชาร์ลส มัลฟ์ฮิล (ผู้อำนวยการบริหาร) เริ่มทำงานเมื่อปี 1965 เป็นผู้ช่วยโปรดักชั่นในเรื่อง Hawaii และ The Hawaiians ภายในเวลาห้าปีเขาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายโปรดักชั่นของ Mirisch Company และระหว่างการทำงานที่นั้นได้ควบคุมการทำงานเรื่อง The Landlord, กำกับการแสดงโดย ฮัล แอชบี้, ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมทำงานด้วยกันที่ยาวนานและมีผล และมัลฟ์ฮิลกำลังทำงานสร้างหนังคลาสสิคร่วมสมัยของแอชบี้ เรื่อง Harold and Maude ต่อมาได้ทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างเรื่อง Being There, Coming Home, Bound For Glory, และ The Last Detail และ ร่วมอำนวยการสร้างหนังของแอชบี้ Ashby เรื่อง Eight Million Ways to Die ในช่วงทศวรรษ 1980 มัลฟ์ฮิลได้สร้างหนังของบ็อบ ราฟาเอลสันเรื่อง The Postman Always Rings Twice แสดงโดย เจสสิก้า แลงก์ และแจ็ค นิโคลสัน เขายังคงทำงานร่วมกับแลงก์ในเรื่อง Frances ซึ่งเขาได้เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้าง และเรื่อง Sweet Dreams ซึ่งเขาร่วมสร้าง เขายังได้ร่วมอำนวยการสร้างเรื่อง Swing Shift แสดงโดยโกลดี้ ฮอว์น และกำกับฯ โดย โจนาธาน เดมม์, ร่วมอำนวยการสร้างให้กับหนังของโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เรื่อง The Milagro Beanfield War และอำนวยการบริหารให้กับหนังของนอร์แมน จิววิสันในเรื่อง In Country นำแสดงโดยบรูซ วิลลิส ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มัลฟ์ฮิลได้สร้างภาพยนตร์ที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมทุกวัยอย่างต่อเนื่อง เขาได้อำนวยการบริหารให้กับเรื่อง Frankie and Johnny นำแสดงโดยมิเชล ไฟเฟอร์ และอัล ปาชิโน และต่อมาได้ร่วมกับฟรานซิส ฟอร์ด คอพโพล่า และเฟรด ฟุคส์ ในงานสร้างเรื่อง Bram Stoker's Dracula สืบเนื่องจากการทำงานร่วมกันมาก่อน ในหนังเรื่อง The Godfather, Part III ซึ่งเขาได้ร่วมอำนวยการสร้าง เขายังอำนวยการสร้างเรื่อง Only You, นำแสดงโดยโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และมริสา โทเมอิ, Malice, นำแสดงโดยอเล็ค บอลด์วิน และนิโคล คิดแมน, City Hall, นำแสดงโดยอัล ปาชิโน, Red Corner, นำแสดงโดยริชาร์ด เกียร์ และเรื่อง Blue Eyes, นำแสดงโดยฮิวจ์ แกรนท์ มัลฟ์ฮิลร่วมทีมกับผู้กำกับฯ เทย์เลอร์ แฮกฟอร์ดในปี 1995 เพื่อสร้างเรื่อง Dolores Claiborne, นำแสดงโดยเคธี่ เบตส์ และเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ และอีกครั้งในปี 2000 กับ Proof of Life, แสดงโดยเม็ก ไรอัน และรัสเซล โครว์ จอห์น โทล, A.S.C. (ผู้กำกับภาพ) โดดเด่นกับการได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง Best Cinematography ถึงสองปีซ้อน : ตัวแรกเมื่อปี 1995 กับหนังโรแมนติคดราม่าของเอ็ดเวิร์ด ซวิค เรื่อง Legends of the Fall, และตัวที่สองในปี 1996 จากดราม่าแห่งตำนานในหนังของเมล กิ๊บสัน เรื่อง Braveheart, ซึ่งยังได้ทำให้เขาได้รับรางวัล BAFTA อีกด้วย ผลงานของเขาในหนังดราม่าสงครามโลกครั้งที่สองของเทอเรนส์ มาลิค The Thin Red Line ทำให้เขาได้รับทั้งรางวัลจาก New York Film Critics Circle และ Chicago Film Critics Association สาขา Best Cinematography และรางวัล Jury Special Mention จาก Berlin Film Festival, รวมทั้งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ และ British Society of Cinematographers ร่วมงานถึงสองครั้งกับนักเขียน/กำกับการแสดง คาเมรอน โครว์ ในเรื่อง Almost Famous และ Vanilla Sky เขาเป็นผู้ถ่ายทำหนังโรแมนติคดราม่าเรื่อง Captain Correlli's Mandolin ในบรรดาหนังที่เขาเป็นผู้กำกับภาพ ได้แก่ เรื่อง Simpatico, หนังสองเรื่องของฟรานซิส ฟอร์ด คอพโพล่า The Rainmaker and Jack, และหนังของแครอล บาลลาร์ด เรื่อง Wind ลิลลี่ คิลเวิร์ท (ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์) เคยทำงานกับเอ็ดเวิร์ด ซวิค ในเรื่อง Legends of the Fall ซึ่งเธอได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองรวมทั้งกับหนังของซวิคเรื่อง The Siege และไม่นานมานี้ได้ออกแบบให้กับหนังสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อง Hart's War, นำแสดงโดยบรูซ วิลลิส และคอลลิน ฟาร์เรล และยังได้ร่วมงานสี่ครั้งกับผู้สร้างอย่าง ร็อบ ไรเนอร์, ออกแบบฉากให้กับ The Story of Us, The American President, The Ghosts of Mississippi และ The Sure Thin ผลงานหนังเรื่องอื่นๆของเธอ ได้แก่ Heart Breakers; หนังของแบรด ไซเบอลิงค์ เรื่อง City of Angels; หนังของนิโคลัส ฮิตเนอร์ The Crucible, ซึ่งเธอได้เข้าชิงรางวัล Art Directors Guild Award; หนังระทึกขวัญของแคธรีน บิกเกอโลว์ Strange Days; หนังของวูลฟ์กัง ปีเตอร์ สันเรื่อง In the Line of Fire; หนังของมาร์แชล เฮิร์สโควิทซ์ Jack The Bear; หนังของดับบลิว ดี ริทเชอร์ เรื่อง Late for Dinner; หนังของลอว์เรนส์ แคสเดน I Love You To Death; หนังของพี่น้องซุกเกอร์ และหนังคอมเมดี้ของจิม อับราฮัม เรื่อง Ruthless People และหนังของวิลเลียม ไฟรด์คิน เรื่อง To Live and Die in L.A. เธอเกิดที่โร้ด ไอร์แลนด์ แต่เริ่มทำงานในนิวยอร์ค และเป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับหนังอิสระหลายเรื่อง เธอนับถือ ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ เมล บอร์น ผู้ล่วงลับ ว่าเป็นปรมาจารย์ของเธอ สตีเวน โรเซนบลุม, A.C.E. (ผู้ลำดับภาพ) เป็นผู้ได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองถึงสองครั้ง จากผลงานในหนังของเมล กิ๊บส้น เรื่อง Braveheart และหนังของเอ็ดเวอร์ด ซวิค เรื่อง Glory และยังได้รับรางวัล American Cinema Editors Award ถึงสามครั้ง จากเรื่อง Braveheart, Glory และงานหนังตอนอย่าง thirtysomething (ร่วมกับวิคเตอร์ ดู บัวร์), หนังซีรีส์โทรทัศน์เรื่องดัง จากการทำงานร่วมกันของเอ็ดเวิร์ด ซวิค และมาร์แชล เฮิร์สโควิทซ์ ทำงานร่วมกันมานานกับผู้สร้าง เอ็ดเวิร์ด ซวิค ซึ่งเริ่มตั้งแต่เมื่อทั้งสองได้พบกันที่ American Film Institute ระหว่างปี 1976-77 นอกจากเรื่อง Glory และ thirtysomething, ผลงานสร้างสรรค์ร่วมกันของทั้งสอง ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง The Siege, Courage Under Fire, และ Legends of the Fall ในบรรดาภาพยนตร์หลาเรื่องที่เป็นผลงานลำดับภาพของเขา The Four Feathers; หนังแอ็คชั่นตำนานเรื่อง Pearl Harbor; หนังฮิตระดับโลกเรื่อง X-Men; Dangerous Beauty และ Jack the Bear, ทั้งสองเรื่องกำกับฯ โดยมาร์แชล เฮิร์สโควิทซ์ เกิดในเม็กซิโก วิคเตอร์ ดู บัวร์ (ผู้ลำดับภาพ) และอพยพมายังสหรัฐฯพร้อมกับครอบครัวเมื่ออายุ 7 ขวบและโตในลอสแอนเจลิส เริ่มต้นด้วยการเป็นสถาปนิกและนักเรียนถ่ายภาพ และในที่สุดก็ได้พบความชอบด้านงานภาพยนตร์ของตนเอง และได้ไปศึกษาต่อทั้งที่ California Institute of the Arts และ American Film Institute ในฐานะนักถ่ายภาพเมื่อจบการเรียนโปรแกรม AFI ดูบัวร์เข้าร่วมงานกับ Hal Ashby Productions เป็นลูกน้องของ พาโบล เฟอร์โร และทำงานโฆษณาให้กับ Being There และ Second Hand Hearts เขายกย่อง Ashby "ที่ปูทาง" ให้เขาได้เข้าทำงานกับแผนกตัดต่อและเป็นสมาชิกของ Editors Guild ต่อมาดูบัวร์ยังได้ร่วมงานอีกครั้งกับเพื่อนเก่าจาก AFI และผู้กำกับการแสดงสตีเวน โรเซนบลุม ในหนังซีรีส์ของเอ็ดเวิร์ด ซวิค/มาร์แชล เฮิร์สโควิทซ์ เรื่อง thirtysomething ซึ่งเขาได้เข้าชิงรางวัล Emmy Award ด้านลำดับภาพสเปเชียล เอ็ฟเฟ็ค และร่วมรับรางวัล American Cinema Editors Eddie Award ต่อมายังได้เข้าชิงรางวัล Emmy หลังจากที่ทำงานกำกับอย่างต่อเนื่องให้กับงานซีรีส์เรื่องดัง ดูบัวร์เพิ่งลำดับภาพให้กับ USA Network ในเรื่อง Rudy: The Rudy Giuliani Story ในบรรดาผลงานของเขา ได้แก่ Braveheart และ Leo Tolstoy's Anna Karenina ใหกับ Icon Productions ของเมล กิ๊บสัน; เรื่อง Cahoots; หนังของเอ็ดเวิร์ด ซวิค เรื่อง Leaving Normal; RFK และ Sins of the Father ให้กับ FX; หนังซีรีส์ That's Life, Profiler และ Roswell; หนังของ HBO Soul of the Game; และหนังโทรทัศน์หลายเรื่อง ในฐานะผู้กำกับฯ เขามีผลงานหนังหลายตอนอย่างเรื่อง thirtysomething, Sirens, My So-Called Life, Second Noah และในปี 1992 กับ ABC Special Rock the Vote The Last Samurai นับเป็นผลงานดนตรีประกอบเรื่องที่ 100 ของนักประพันธ์ผู้มีพรสวรรค์หลายหลาก ฮันส์ ซิมเมอร์ ซึ่งเคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Original Score จากเรื่อง The Lion King ของดิสนีย์ และรางวัลลูกโลกทองคำ สองรางวัลแกรมมี่ และรางวัล Tony Award (ในการนำมาทำใหม่บนละครบรอดเวย์ในภายหลัง) ผลงานประพันธ์ที่โดดเด่นของเขาในหนังของริดลีย์ สก็อต เรื่อง Gladiator ทำให้เขาได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและ Broadcast Film Critics Award และเข้าชิงรางวัลออสการ์อีกหนึ่งรางวัล อัลบั้มนี้สร้างยอดขายถึง 3,000,000 หน่วยทั่วโลก จนทำให้มีอัลบั้มที่ตามมาในชื่อ "Gladiator: More Music From the Motion Picture" นักประพันธ์ชื่อดังยังได้สะสมอีก 5 รางวัลตุ๊กตาทอง จากผลงานเพลงของเขาในเรื่อง Rain Man, As Good As It Gets, The Thin Red Line, The Preacher's Wife and The Prince of Egypt ผลงานมากมายของเขา ได้แก่ Driving Miss Daisy, Mission: Impossible 2, The Road To El Dorado, Green Card, Spirit: Stallion of the Cimarron, Crimson Tide, The Rock, Pearl Harbor และล่าสุด Ridley Scott's Matchstick Men เป็นที่รู้จักมานานในวงการฮอลลีวู้ด ถึงความเป็นหนึ่งในบรรดาผู้มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดนตรี ศิลปินชาวเยอรมันผู้นี้ประสบความสำเร็จกับงานดนตรีป็อพ ในฐานะสมาชิกวง The Buggles ซิงเกิลที่ฮิตไปทั่วโลกของวงในปี 1982 "Video Killed the Radio Star" มีส่วนในการบุกเบิกสู่ยุคใหม่ของความบันเทิงทั่วโลก ด้วยการเป็นมิวสิควิดีโอชิ้นแรกที่ออกอากาศทาง MTV ในปีเดียวกันซิมเมอร์ได้ก้าวสู่อาณาจักรแห่งภาพยนตร์เพลง โดยการร่วมงานกับนักประพันธ์ชื่อดัง แสตนลีย์ แมร์ส (The Deer Hunter) ในหนังดราม่าเรื่องดัง Moonlighting เขายังคงร่วมงานต่อไปอีกกับแมร์ส ในงานภาพยนตร์อย่าง หนังของสตีเฟน เฟรียร์ส เรื่อง My Beautiful Launderette และหนังของนิโคลัส เริร์ก เรื่อง Insignificance ได้เรียนรู้พลังของการผสมผสานการตีจังหวะเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เข้ากับท่วงทำนองของเพลงคลาสสิค หลังจากการร่วมงานถึง 15 ครั้งกับแมร์ส ซิมเมอร์จึงได้เริ่มการทำงานแต่งเพลงของตนเองโดยลำพังในปี 1988 ในเรื่อง A World Apart ต่อมาเขาได้ทำงานให้กับบรรดาผู้สร้างที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่าง รอน โฮเวิร์ด (Backdraft), ปีเตอร์ เวียร์ (Green Card), ไมค์ นิโคลส์ (Regarding Henry), จอห์น ชเลซิงเจอร์ (Pacific Heights), เจมส์ แอล บรุ๊กส์ (As Good As It Gets, I'll Do Anything), จอห์น บัวแมน (Beyond Rangoon) และมิมิ เลเดอร์ (The Peacemaker) เขายังเป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับฯ อย่าง เพนนี มาร์แชล (A League of Their Own, Riding in Cars With Boys, Renaissance Man) และพี่น้อง ริดลีย์ สก็อต (Hannibal, Thelma & Louise, Black Rain, Black Hawk Down, Gladiator) และโทนีย์ สก็อต (Days of Thunder, Crimson Tide, True Romance, The Fan) ซิมเมอร์เดินหน้าต่อไปกับการสร้างควมแปลกใหม่ให้กับโลกของเพลงภาพยนตร์ เป็นผู้บุกเบิกการใช่ดนตรีสังเคราะห์ดิจิตัล คีย์บอร์ดอีเลคโทรนิค และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ล่าสุด เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งการบูรณาการเสียงอีเลคโทรนิค เข้ากับการเรียบเรียงเสียงประสานด้วยวงออเคสตร้า หนึ่งในบรรดาความสำเร็จล่าสุดของเขาสามารถหาฟังได้จากดนตรีประกอบของเรื่อง Hannibal ซึ่งใช้เซลโลจำนวน 28 ตัวและเสียงเบสเพื่อสร้างผลงานโอเปร่าที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อภาพยนตร์โดยเฉพาะ อัลบั้มซาวนด์แทร็คนั้นติดอันดับต้นของ Billboard's Classical Crossover Chart รวมทั้ง Top Soundtrack Chart. กีล่า ดิคสัน (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) สร้างสรรค์เครื่องแต่งกายที่เหลือเชื่อให้กับหนังของปีเตอร์ แจ็คสัน ในไตรภาค Lord of the Rings และได้รับรางวัล BAFTA Award และ Saturn Award ร่วมกับริชาร์ด เทย์เลอร์จากตอน The Two Towers และได้เข้าชิงทั้งรางวัลออสการ์และ BAFTA จากตอน The Fellowship of the Ring ภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings เป็นการร่วมงานครั้งที่สองของเธอกับแจ็คสัน ; ก่อนหน้านี้เธอออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์ที่สะเทือนอารมณ์และน่าทึ่งของเขาใน Heavenly Creatures เกิดที่เมืองดูนาดิน ประเทศนิวซีแลนด์ และได้รับรางวัล Best Contribution to Design Award จาก New Zealand Television Awards ในปี 1997 และ 1998 สำหรับผลงานโทรทัศน์ของเธอในซีรีส์เรื่อง Xena: Warrior Princess เธอได้รับรางวัล Best Costume Award จาก 4th Annual International Cult TV Awards ผลงานภาพยนตร์ ได้แก่ Jack Be Nimble, Crush, นำแสดงโดยมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน, Grampire, Ruby and Rata และ User Friendly, รวมทั้งหนังสั้นเรื่อง Peach, นำแสดงโดยลูซี่ ลอว์เลส ทางโทรทัศน์ ผลงานของเธอรวมถึงการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับซีรีส์ Hercules, High Tide, Mrs. Piggle Wiggle and The Ray Bradbury Series รวมทั้งงานเทเลฟิล์ม The Rainbow Warrior--จบ-- -รก-

ข่าว แคลิฟอร์เนีย ล่าสุด