(ต่อ5) วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานภาพยนตร์ The Last Samurai
กรุงเทพฯ--23 ธ.ค.--วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ซิชิโนสูเกะ นากามูระ (พระจักรพรรดิ์) เป็นหนึ่งในบรรดานักแสดงคาบูกิรุ่นเยาว์ ของศตวรรษที่ 21 ที่มีอนาคตไกล เป็นลูกชายคนที่สองของคันคูโร นากามูระที่ 5 และน้องชายของคันทาโร่ นากามูระ ที่ 2 สองนักแสดงคาบูกิที่มีชื่อเสียง เขาได้แสดงละครเวทีครั้งแรกในเรื่อง Ori (Cage) ในชื่อคันคิชิ ในช่วงเทศกาลเมื่อปี 1986 ต่อมาในเดือนมกราคมเขาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ซิชิโนซูเกะ นากามูระที่ 2 และได้แสดงเป็นครั้งแรกที่ Kabuki-za (โรงละครคาบูกิในโตเกียว) แสดงเป็น โมโมทาโร่ ในเรื่อง Kadonde Futari Momotaro. เขาได้แสดงในหลายบทบาทในเวทีคาบูกิ อย่างเช่นในเรื่อง Odorizuru Setsugetsuka (Crane Dance), Renjishi (Lion Dance) และ Yoshitsune Senbonzakura (Yoshitsune and the Thousand Cherry Trees) และได้แสดงในละครต่างปะเทศมากมาย ต่อมาในปี 1994 เขาได้แสดงในละครประวัติศาสตร์ยุคกลางเรื่อง Sukapan เขายังได้แสดงในซีรีส์ดราม่าทาง NHK TV เรื่อง Shingen Takeda แสดงเป็นลูกชายคนโตของชินเจนชื่อ ทาโร่และเรื่อง Genroku Ryoran แสดงเป็น ชิคารา โออิชิ นากามูระจบการศึกษาจากไฮสคูลในเดือนมีนาคม ปี 2002 The Last Samurai เป็นการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ชุน ซูกาตะ (นากาโอะ) ถูกค้นพบโดยฮิโรชิเกะ ชุนโดะ ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์สุดฮิต Ninkyo ในตอนที่ เป็นตัวประกอบให้กับ Toei Movie Company ในครั้งนั้นเขาจึงได้รับชื่อสำหรับงานแสดงบนเวทีว่า ชุน ซูกาตะ ผลงานแสดงของซุกาตะมีหลากหลาย นับแต่บท ยากูซ่าหัวแข็ง (อันธพาลญี่ปุ่น) ไปจนถึงบทตลก ล่าสุดเขาเพิ่งเสร็จจากงานหนังเรื่องล่าสุดของเควนติน ทารันติโน Kill Bill และ ผลงานนอกเหนือนั้น ได้แก่ Abunai Keiji (Dangerous Cop), Ningen Gokaku (Acceptance as a Human Being), Tomie replay, (Tomie Replayed), Gohatto (Taboo), Kairo (Circuit), Koroshiya (Murderer), Mumondai 2 (No Problem, 2), Aah, Kireta Keiji V (An Impatient Cop), Onihei Hanka Cho (Onihei Detective Stories) และ OUT และยังได้แสดงบนเวทีละครญี่ปุ่นอย่าง Jokyo Gekijyo และ Tokyo Kandenchi เซอิโซะ ฟูกูโมโตะ (The Silent Samurai) เริ่มทำงานเมื่ออายุ 16 กับ Kyoto Film Studio แห่ง Toei Movie Company เขามีประสบการณ์แสดงกับบทตัวประกอบและตัวแสดงสตันท์ และภาพยนตร์เรื่องแรก ได้แก่ Kurama Tengu ในปี 1959 นับแต่นั้นมาเขาได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดานักแสดงที่มีชื่อเสียงของคิราเรยากุ (ซามูไรที่ถูกฟันโดยพระเอกและตาย) อัตถชีวประวัติของเขา ได้รับการขนานนามว่า "Someone Somewhere Watches Me - Japan's Best Kirareyaku" ฟูกูโมโตะ มีผลงานแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้แก่ Shin Jinginaki Tatakai-Kumicho no Kubi (Fight Without Loyalty-Gang Leader's Head), เวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่ของซีรี่ส์หนังยากูซ่า (มาเฟียญี่ปุ่น) เรื่องฮิต, Ryusei Ichizoku no Inbo (Conspiracy, Formed by the Ryusei Family), Iga Ninpo Cho (The Story of the Art of Iga Ninja), Gokudo no Tsumatachi (Gangster's Wives), Toy และ Red Shadow Akakage เขายังได้แสดงในงานดราม่าทางโทรทัศน์ อย่างเรื่อง Echizen Ooka, Samurai Momotaro Heiji Zenigata, Abarenbo Shogun (Violent Shogun) และ Sanbiki ga Kiru (Three Samurai Cut by a Sword) มาซาโตะ ฮาราด้า (โอมูระ) ชื่นชมภาพยนตร์มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และใฝ่ฝันมาตลอดถึงการเป็นผู้กำกับการแสดงในวันหนึ่ง ในขณะที่เรียนอยู่ที่ลอนดอนเมื่อปี 1972 เขาได้เขียนบทวิจารณ์ให้กับ The Last Picture Show ซึ่งตีพิมพ์ในแม็กกาซีน Kinema Jumpo และเป็นจุดเริ่มตันอาชีพนักวิจารณ์ภาพยนตร์ของเขา จนกระทั่งถึงช่วงที่มาอยู่ลอสแอนเจลิสในฐานะนักวิจารณ์ เมื่อกลับมาญี่ปุ่นในปี 1979 เขาได้ทำงานกำกับฯ เป็นครั้งแรกกับภาพยนต์กึ่งอัตถชีวประวัติเรื่อง Saraba Eiga no Tomoyo (Farewell to My Friend in the Movies - Indian Summer), หรือเรียกอีกอย่างว่า Goodbye Flickmania ในเวลาต่อมาเขายังได้กำกับเรื่อง Kamikaze Taxi ซึ่งได้ถูกคัดเลือกให้เข้ารอบรองสุดท้ายของรางวัล Grand Prix ที่ Valencienne Movie Festival; Bounce Kogals ซึ่งได้รับรางวัล และเป็นภาพยนตร์เรื่องฮิตที่สร้างชื่อให้กับเขาในต่างประเทศ และจะออกฉายในสหรัฐฯ โดย Media Blaster; Spellbound; Jubaku หนังฮิตติดบ็อกซ์ออฟฟิศในญี่ปุ่นซึ่งได้รับหลายรางวัลเมื่อปี 2000; Rowing Through (The Amateurs) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างผู้สร้างชาวอเมริกัน แคนาดา และญี่ปุ่น ; Inugami (God of the Dog) ได้ฉายที่ Berlin Film Festival; และ The Choice of Hercules และอีกมาก ฮาราด้ายังคงทำงานสร้าง เขียนบท และกำกับฯ หนังอีกหลายเรื่อง และในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายของเขา ยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีทั้งด้านการงานและส่วนตัว กับโฮเวิร์ด ฮอกส์ และเสตนลีย์ คูบริค ปัจจุบันร่วมงานกับผู้อำนวยการสร้าง มาซาโตะ ฮาระ ซึ่งสร้างหนังกับอากิระ คุโรซาว่าด้วย ชิน โคยามาดะ (โนบุทาดะ) รักหนังแอ็คชั่นฮ่องกงและอเมริกันมาตั้งแต่ยังเด็ก และโตขึ้นมาพร้อมกับความฝันที่จะเป็นดาราหนังแอ็คชั่น ถึงแม้ว่าทางครอบครัวและเพื่อนๆ จะไม่เห็นด้วยกับเขา แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะเติมเต็มความฝันของตนตั้งแต่อายุยังน้อย และทุ่มเทพลังกายในการฝึกฝนยิมนาสติค, ลู่, การแข่งจักรยานทางไกล และว่ายน้ำ เมื่ออายุ 16 เขาเริ่มเรียนคาราเต้ และอีกสองปีต่อมา ก็ได้รับสายดำและมีคุณวุฒิในเป็นอาจารย์การสอนคาราเต้ หลังจากมาถึงญี่ปุ่นไม่นาน เขาก็เริ่มศึกษาภาษาอังกฤษเมื่ออายุ 18 และยื่นขอวีซ่านักเรียนถาวรในการสมัครเข้าเรียนที่ Theater of Arts Performing Arts Academy ในปี 2000 พอถึงปี 2001 เขาก็ได้ออกแบบท่าแอ็คชั่นและแสดงศิลปะป้องกันตัว และต่อสู้บนเวทีให้กับงานเรื่อง Coriolanus ที่ Knight-sbridge Theater และได้แสดงในหนังแอ็คชั่นสำหรับเด็ก Power Rangers เขาฝึกวิชากังฟูกับ Harmonious Fist Chinese Athletic Association และที่อื่นๆ และต่อมาได้ลงแข่ง National Martial Arts Tournaments หกครัง้ในเวลาห้าเดือนและได้รับรางวัลชนะเลิศทุกครั้งยกเว้นหนึ่งการแข่ง - ซึ่งได้เป็นที่สอง เขายังคงฝึกฝนกับอาจารย์หลายคน รวมทั้งบรรดาผู้ประสานงานสตันท์ชั้นเยี่ยมของวงการ โดยไม่มีตัวแทนหรือผู้จัดการ เขาเดินตามรอยของผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจของเขา อย่างเช่นดาราดัง บรูซ ลี และแจ็คกี้ ชาน และส่งชื่อตัวเองเพื่อหางานแสดงมากมายผ่านทางเว็บไซท์เสาะหาตัวแสดง และทำให้ได้แสดงในภาพยนตร์เรื่องแรกกับ The Last Samurai ระหว่างการทำงานถ่ายทำ เขายังได้เพิ่ม Kyudo (กีฬายิงธนูญี่ปุ่น) เป็นความสามารถของเขาอีกอย่างหนึ่ง ทีมงาน เอ็ดเวิร์ด ซวิค (ผู้กำกับการแสดง / อำนวยการสร้าง / เขียนบท ) เริ่มทำงานกำกับกฯ และแสดงตั้งแต่ยังเรียนอยู่มัธยม และได้ฝึกงานกับ Academy Festival ในเลคฟอเรสท์ รัฐอิลลินอยส์ และเมื่อไปเรียนวรรณคดีที่ฮาร์วาร์ด เขาก็ยังคงเขียนบทและกำกับฯ ละคร เมื่อเรียนจบเขาได้รับทุน Rockefeller Fellowship เพื่อศึกษาในยุโรปกับบริษัทนวัตกรรมทางการละครใหญ่ๆ หลายแห่ง ซวิคได้รับเลือกเข้าทำงานเป็น Directing Fellow ที่ American Film Institute ในปี 1975 หนังเรื่อง Timothy and the Angel หนังสั้น AFI ของซวิค ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดภาพยนตร์นักเรียนปี 1976 ที่ Chicago Film Festival และเป็นที่สะดุดตาของผู้อำนวยการสร้างซีรีส์โทรทัศน์ เรื่อง Family เขาได้เป็นผู้ลำดับเรื่องให้กับ Family และต่อมาภายหลังก็ได้เป็นผู้กำกับฯ และผู้อำนวยการสร้าง สำหรับผลงานภาพยนตร์โทรทัศน์ของเขาเรื่อง Special Bulletin (เป็นผู้กำกับฯ, อำนวยการสร้าง และร่วมเขียนบท) ซวิคได้รับรางวัลเอ็มมี่สองรางวัล และยังนับเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมงานของเขากับมาร์แชล เฮิร์สโควิทซ์ ซึ่งต่อมาพวกเขาได้ร่วมกันสร้างผลงานซีรีส์โทรทัศน์ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ เรื่อง thirtysomething เฮิร์สโควิทซ์และซวิคยังได้ร่วมกันก่อตั้ง The Bedford Falls Company ให้เป็นแหล่งผลิตงานภาพยนตร์โทรทัศน์ รวมทั้งซีรีส์โทรทัศน์เรื่องดัง My So-Called Life, Relativity และซีรีส์ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่และลูกโลกทองคำอย่าง Once and Again ซวิคเริ่มทำงานภาพยนตร์ด้วยการกำกับฯ เรื่อง About Last Night และต่อมาได้กำกับฯ ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองเรื่อง Glory และ Legends of the Fall รวมทั้ง Leaving Normal และ Courage Under Fire ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของซวิค คือ The Siege นำแสดงโดยเดนเซล วอชิงตัน และแอนเน็ตต์ เบนนิ่ง ซวิคและเฮิร์สโควิทซ์ได้อำนวยการสร้างเรื่อง Traffic ซึ่งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสองรางวัล และตุ๊กตาทองสี่รางวัล จากการกำกับฯ ของสตีเวน โซเดอเบิร์ก ภายใต้ชื่อ Bedford Falls พวกเขาได้สร้างเรื่อง I Am Sam ซวิคได้รับรางวัลเอ็มมี่สามรางวัล, รางวัล Humanitas Prize, รางวัล Writers Guild of America Award, สองรางวัล Peabody Awards, รางวัล Directors Guild of America Award, และรางวัล Franklin J. Schaffner Alumni Award จาก American Film Institute เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทองตัวแรกในการเป็นผู้อำนวยการสร้างในปี 1999 สาขา Best Picture จากเรี่อง Shakespeare in Love มาร์แชล เฮิร์สโควิทซ์ (ผู้อำนวยการสร้าง / เขียนบทภาพยนตร์) สนใจงานด้านภาพยนตร์ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่ Brandeis University ในตอนนั้นเขาได้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Beowulf เป็นงานวิทยานิพนธ์ขั้นสูงในปี 1973 หลังจบการศึกษาเขาได้เขียนบท อำนวยการสร้าง และกำกับฯ หนังสั้นในชื่อ In Footsteps ซึ่งทำให้เขาได้เข้าเรียนที่ American Film Institute ในปี 1975 ซึ่งเขาได้รับปริญญา MFA oxu 1978 เฮิร์สโควิทซ์ได้ใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้นเขียนบท และกำกับฯให้กับหนังเป็นตอนทางโทรทัศน์ รวมทั้งรายการโชว์อย่าง Family และ The White Shadow ก่อนร่วมทีมกับเอ็ดเวิร์ด ซวิค ในการสร้างภาพยนตร์โ?รทัศน์ที่ได้รับหลายรางวัล เรื่อง Special Bulletin เฮิร์สโควิทซ์ได้รับรางวัลเอ็มมี่สองรางวัล ด้านภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม, รางวัล Writers Guild Award และรางวัล Humanitas Award จากงานของเขา ในปี 1985 เฮิร์สโควิทซ์และซวิคได้ก่อตั้ง The Bedford Falls Company ซึ่งใช้ชื่อในเมืองว่า It's a Wonderful Life ให้เป็นแหล่งผลิตงานภาพยนตร์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรกของบริษัทในอีกสองปีให้หลัง คืองานซีรีส์โทรทัศน์เรื่องดัง thirtysomething. สำหรับผลงานซีรีส์นี้ทำให้เฮิร์สโควิทซ์ได้เข้าชิงสองรางวัลเอ็มมี่, สองรางวัล Directors Guild Awards, รางวัล Writers Guild Award, รางวัล Humanitas Award, รางวัลลูกโลกทองคำ, รางวัล People's Choice Award, รางวัล Peabody Award, และอื่นๆ อีกมาก หลังจากเรื่อง thirtysomethin, เฮิร์สโควิทซ์ได้กำกับหนังในปี 1992 เรื่อง Jack The Bear นำแสดงโดยแดนนี่ เดอ วีโต้ และต่อมาได้สร้างเรื่อง Legends of the Fall นำแสดงโดยแบรด พิตต์ และแอนโทนี ฮอพกินส์ ในปี 1993 และในปีถัดมา เฮิร์สโควิทซ์ลัซวิคได้ร่วมกันสร้างหนังซีรีส์บันลือโลก เรื่อง My So-Called Life นำแสดงโดยแคลร์ เดนส์ ตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ตามมาด้วยเรื่อง Relativity ในปี 1995 เมื่อถึงปี 1996 เฮิร์สโควิทซ์สร้างและกำกับฯ ภาพยนตร์ตำนานประวัติศาสตร์เรื่อง Dangerous Beauty เขายังได้สร้างเรื่อง Traffic ซึ่งได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสองรางวัล และสี่รางวัลตุ๊กตาทอง จากการกำกับฯ ของสตีเวน โซเดอเบิร์ก และแสดงโดย ไมเคิล ดักกลาส, แคธรีน ซีต้า-โจนส์ และ เบนิซิโอ เดล โทโร ; I Am Sam, นำแสดงโดย ฌอน เพนน์ และมิเชล ไฟเฟอร์ ; และ Women vs. Men, นำแสดงโดย พอล ไรเซอร์ และโจ มอนเทน่าล่าสุด เฮิร์สโควิทซ์และซวิคได้สร้างสรรค์และอำนวยการบริหารให้กับซีรีส์ได้รับรางวัลเรื่อง Once and Again ให้กับ ABC ทอม ครูซ (ผู้อำนวยการสร้าง) โปรดอ่านประวัติในส่วนของนักแสดง พอลล่า แวกเนอร์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ร่วมหุ้นกับ ทอม ครูซ ใน Cruise/Wagner Productions เมื่อปี 1993 ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกภายใต้ชื่อบริษัท C/W คือหนังระดับโลกของบ็อกซ์ออฟฟิศ เรื่อง Mission: Impossible เมื่อปี 1996 ทั้งสองได้รับความสำเร็จเช่นเดียวกันในหนังภาคต่อที่ผู้ชมตั้งตาคอยกับ Mission: Impossible 2, ภาพยนตร์ที่ทำรายได้รวมสูงสุดของปี 2000 ซึ่งทั้งสองตอนมีรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศรวมกันแล้วมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ ในการสร้างชื่อเสียงต่อมา Cruise/Wagner ยังได้สร้างเรื่อง Without Limits กับผู้เขียน/กำกับฯ โรเบิร์ต ทาวน์ และได้รับการจัดอันดับโดยแม็กกาซีน Premiere ให้เป็นหนึ่งในบรรดาหนังที่ได้รับคำชมมากที่สุดจากนักวิจารณ์ของปี 1998, และยังติดอันดับ "ท็อปเท็น" ของหนังสือ Time ในปี 2001 ครูซและแวกเนอร์ได้อำนวยการบริหารให้กับหนังของอเลจันโดร อาเมนาบาร์ เรื่อง The Others ซึ่งได้รับรางวัล Goya Awards เจ็ดรางวัล รวมทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผลงานของ C/W ในปี 2002 ได้แก่หนังของผู้เขียนบท/กำกับฯ แคเมรอน โครว์ เรื่อง Vanilla Sky นำแสดงโดยทอม ครูซ และทำรายได้ทั่วโลกกว่า $200 ล้านเหรียญ และได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสองรางวัล และเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง เพื่อสนับสนุนนักสร้างภาพยนตร์มือใหม่ แวกเนอร์และครูซ ได้อำนวยการปริหารให้กับ เรื่อง Narc และร่วมกับ Paramount Pictures สร้างความสำเร็จในการจัดแคมเปญการจำหน่ายเพื่อทำให้ผลงานที่มีพลังจากการกำกับฯ ของโจ คาร์นาแฮน และผลงานแสดงของเจสัน แพทริค และดรย์ โลลิต้า เป็นที่รู้จักอย่างแร่หลาย ปีนี้ แวกเนอร์และครูซได้อำนวยการบริหารให้กับงานกำกับฯ เรื่องแรกของบิลลี่ เรย์ เรื่อง Shattered Glass นำแสดงโดยเฮย์เดน คริสเต็นเซน ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด โคโล เซวินนี สตีฟ ซาห์น และ แฮงค์ อาซาเรีย ขณะนี้ครูซและแวกเนอร์กำลังอยู่ในระหว่างการทำงานก่อนการถ่ายทำของภาคต่อไปของ Mission: Impossible ร่วมกับโจ คานาฮาน ซึ่งจะเป็นผู้ดูแล และผลงานเรื่องต่อไปของ แคเมรอน โครว์ เรื่อง Elizabethtown ทั้งสองเรื่องมีกำหนดเริ่มถ่ายทำในปี 2004 หลังจากนั้น C/W ก็จะได้ร่วมทำงานอีกครั้งกับสหายเก่าแก่ โรเบิร์ต ทาวน์ ในเรื่อง Ask the Dust นำแสดงโดย โคลิน ฟาร์เรล นอกจากงานอำนายการสร้างแล้ว แวกเนอร์ยังเป็นผู้ดูแลงานประจำวันของ C/W Productions ซึ่งตอนนี้ก้าวขึ้นปีที่ 10 แล้ว บริษัทฯ ได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก และได้กลายเป็นชื่อหนึ่งที่ได้รับการยอมรับนับถือในวงการบันเทิง C/W มองอนาคตข้างหน้าว่าจะมีโครงการภาพยนตร์หลากหลาย ซึ่งจะยังคงไว้ซึ่งคุณภาพที่ทุกคนรู้จักดี ร่วมกับบรรดาผู้มีพรสวรรค์ที่เป็นที่เสาะหาของวงการ แวกเนอร์เป็นกรรมการของสถานศึกษาเดิมที่ Carnegie Mellon University เป็นเวลาหกปีแล้ว ที่เธอยังคงสนับสนุน Carnegie Mellon School of Drama และเป็นสื่อให้กับการพัฒนา Digital Arts Degree Program ซึ่งเป็นการผสมผสานบันลือโลกของศิลปะการละครและความเชี่ยวชาญ เธอยังเคยเล็คเชอร์ที่ Harvard Business School, Stanford, NYU และ AFI และเป็นผู้บรรยายหลักให้กับงานเมื่อปี 1996 ของ Toronto Film Festival รวมทั้งงานประชุมเช้าของ The Hollywood Reporter's 2001 "Women in Entertainment" ในปี 1997 แวกเนอร์และครูซได้รับรางวัลเกียรติยศจาก Producers Guild Nova Award แวกเนอร์ยังได้รับรางวัลจากแม็กกาซีน Premiere ให้เป็น "Women in Hollywood Icon Award" ของปี 2001 และในปีนี้กับรางวัล "Women on Top" จาก Bravo ซึ่งเป็นงานสารคดีเกี่ยวกับประวัติของผู้หญิงชั้นนำในวงการบันเทิง ในปีนี้เธอยังร่วมเป็นประธานในการทำงานให้กับ Hollywood Film Festival และเมื่อไม่นานยังได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของ American Cinematheque's Board of Directors ก่อนหน้าที่จะสร้างภาพยนตร์ แวกเนอร์ใช้เวลาเกือบ 15 ปีกับการเป็นผู้เสาะหาผู้มีความสามารถและพรสวรรค์ให้กับเอเจนซี่ชั้นนำของวงการที่ CAA ซึ่งนอกจากทอม ครูซ แล้ว เธอยังเป็นผู้ชี้ทางการทำงานให้กับ โอลิเวอร์ สโตน, เดมี่ มัวร์, โรเบิร์ต ทาวน์, และวาล คิมเมอร์ กับคนอื่นๆอีกมากมาย ก่อนทำงานกับเอเจนซี่ แวกเนอร์เคยเป็นนักแสดงชื่อดังบนเวทีละครกับคณะ Yale Repertory Theater รวมทั้งในและนอกเวทีบรอดเวย์ และยังเป็นผู้เขียนบทละครมีชื่อ ซึ่งเธอเคยร่วมเขียนเรื่อง Out of Our Father's House เธออยู่ที่ลอสแอนเจลิสกับสามี ริค นิซิต้า ประธานกรรมการร่วมแห่ง CAA และบุตรชาย ซาคารี มือกลองของวง Royal Orange ที่มีชื่อเสียง สก็อต กรูพฟ์ (ผู้อำนวยการสร้าง) เป็น President และ COO แห่ง Radar Pictures นับแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อสี่ปีก่อนร่วมกับ Chairman/CEO เท็ด ฟิลด์ ได้สร้างผลงานภาพยนตร์รวมแล้วกว่า 25 เรื่อง ที่มีหลากหลายรูปแบบและเป็นผลงานของผู้สร้างภาพยนตร์มือดีที่ยังคงทำงานอยู่ในปัจจุบัน ผลงานสร้างของ Radar รวมถึงงานของ Merchant-Ivory เรื่อง Le Divorce นำแสดงโดยเคท ฮัตสัน และนาโอมิ วัตส์ ; เรื่อง How to Deal นำแสดงโดยแมนดี้ มัวร์; The Texas Chainsaw Massacre อำนวยการสร้างโดยไมเคิล เบย์ และเรื่อง The Chronicles of Riddick, กำกับการแสดงโดย เดวิด ทูฮีย์ และแสดงโดย วิน ดีเซล Radar ก่อตั้งขึ้นจากพื้นฐานของ Interscope Communications ซึ่งนับแต่ปี 1985 ถึง 1999 กรูพฟ์ได้เริ่มต้นจากการเป็นอินเฮาส์โปรดิวเซอร์ ผู้บริหารงาน และต่อมาก็ได้กลายเป็น President ทาง Interscope ได้สร้างภาพยนตร์กว่า 50 เรื่องระหว่างการทำธุรกิจในช่วงเวลา20 ปี อาทิเช่น Jumanji, Bill and Ted's Excellent Adventure, Pitch Black, Runaway Bride, Very Bad Things, Gridlock'd, Mr. Holland's Opus, The Hand That Rocks the Cradle, Three Men and a Baby และ Outrageous Fortune ที่ Interscope กรูพฟ์ได้เป็นหัวหอกในการสร้างผลงานมากมาย ทั้งที่เป็นตำนาน จนกระทั่งถึงแอ็คชั่นผจญภัย ไปถึงงานอินดี้ ผู้กำกับการแสดงอย่าง สตีเฟน เฮเร็ค, โจ จอห์นสตัน, แกรี่ มาร์แชล, และบรรดานักแสดงอย่าง จูเลีย โรเบิร์ตส, ริชาร์ด เกียร์ และโรบิน วิลเลียมส์ ต่างรู้จักเขาถึงความเป็นผู้เต็มใจให้ความสนับสนุนในการสร้างภาพยนตร์ ตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำไปจนถึงงานการตลาด กรูพฟ์ยังได้สร้างชื่อเสียงในด้านการเสาะหาและสร้างบรรดาผู้มีพรสวรรค์หลายคน ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพของพวกเขา หนึ่งในนั้นได้แก่ นักเขียนบทที่กลายมาเป็นผู้กำกับการแสดง เคอร์ติส แฮนสัน, ปีเตอร์ เบิร์ก, เดวิด ทูฮีย์, คริส แมทธีสัน, โจ คานาแฮน และเอ็ด โซโลมอน และนักแสดงหนุ่ม คีนู รีฟส์ และวิน ดีเซล ก่อนร่วมงานกับ Interscope กรูพฟ์เป็น Executive in Charge of Production ให้กับ Embassy Pictures ตั้งแต่ 1982 ถึง 1985 ซึ่งเขาได้ดูแลงานสร้างของภาพยนตร์เรื่อง Stand by Me, The Sure Thing และ A Chorus Line เขาเริ่มทำงานภาพยนตร์ที่ Robe-Ackerman, บริษัทผลิตงานสารคดีทางโทรทัศน์ กรูพฟ์ได้รับปริญญาด้านการแสดงจาก University of California ที่เออร์วิน และยังมีประสบการณ์กว้างขวางกับงานจัดแสดงเวที และการออกแบบฉากและกำกับฯ ละครเรื่อง The Don Juan and the Non Don Juan นำแสดงโดย คีธ คาร์ราดีน ที่ Groundlings Theatre ในแอลเอ ทอม เอ็งเกิลแมน (ผู้อำนวยการสร้าง) ทอม เอ็งเกิลแมน เป็นผู้อำนวยการสร้างของนักเขียนบท ที่สร้างความสมดุลย์ให้ความดึงดูดใจของวัตถุดิบที่ท้าทาย กับความรู้สึกที่ชื่นชอบของผู้ชม เกิดและโตในลอสแอนเจลิส เอ็งเกิลแมนทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฯ ที่หนึ่งและสองก่อนที่จะได้รับปริญญา MFA สาขาการแสดงจากเมื่อปี 1983. ในระหว่างการเรียน เขาได้เขียนบทภาพยนตร์ซึ่งกลายเป็นเสมือนนามบัตรของเขาในการทำงานระดับที่เหนือชั้นขึ้นไป ในปี 1986 เขาได้เลื่อนเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาที่ Lawrence Mark Productions ในกลุ่มฟ็อกซ์ ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งผู้สนับสนุนงานเขียนบทให้กับบรรดาผู้มีพรสวรรค์ใหม่ๆ อย่าง โทนี่ กิลรอย, เวสลีย์ สตริค และสก็อต แฟรงค์ สามปีต่อมาเขาได้เติบโตในอาชีพจนเป็นผู้อำนวยการสร้างอิสระ และผลิตผลงานหนัง "unTV" ให้กับr Fox Television และขายงานละครเวทีหลายเรื่อง เขาเป็นผู้เขียนเรื่องและอำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Temp ในปี 1991 เอ็งเกิลแมนได้เข้าทำงานกับ Interscope Communications ผลงานเรื่องแรกของเขาคือหนังแอ็คชั่นคอมเมดี้เรื่อง Terminal Velocit, ตามมาด้วยงานเทเลฟิล์มเรื่อง Snow White: A Tale of Terror ซึ่งเขาได้เข้าชิงรางวัล Sigourney Weaver Emmy และ SAG และต่อมางานชีวประวัติตำนานของ ABC เรื่อง The Three Stooges และเรื่องที่ประสบความสำเร็จ Pitch Black และภาพยนตร์เรื่องโด่งดังของเขาที่ทำให้วิน ดีเซล ได้เริ่มต้นอาชีพ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของเอ็งเกิลแมนอย่างแท้จริง เอ็งเกิลแมนสร้างเรื่อง Wes Craven Presents They, หนังเรื่องแรกของ Radar Pictures ที่ได้กิจการของ Interscope ไปครอง เอ็งเกิลแมนเป็นสมาชิกของ Academy of Motion Pictures Arts and Sciences และ Producers Guild of America เขาเป็นพ่อที่ทุ่มเทให้กับลูกสองคนที่อยู่ด้วยกันในลอสแอนเจลิส (ยังมีต่อ) -รก-