สรุปแผนปรับโครงสร้างทางการเงินของทีพีไอ

กรุงเทพฯ--26 ธ.ค.--โอเอซิส มีเดีย สรุปแผนปรับโครงสร้างทางการเงินของทีพีไอที่เสนอโดยนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีพีไอ ที่เสนอต่อคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการทีพีไอชุดใหม่ ที่มาจากตัวแทนของกระทรวงการคลัง หลังจากที่คณะผู้บริหารฟื้นฟูกิจการทีพีไอแผนชุดใหม่ ซึ่งเป็นตัวแทนจากกระทรวงการคลัง ที่มีพล.อ.มงคล อัมพรพิสิฎฐ์ เป็นประธานเข้ามาบริหารแผนฟื้นกิจการทีพีไอ ซึ่งนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีพีไอ ได้เสนอแผนปรับโครงสร้างทางการเงินของทีพีไอให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวพิจารณาดังต่อไปนี้คือ 1.เสนอให้ลดหนี้ของทีพีไอจาก 2,640 ล้านเหรียญสหรัฐให้เหลือเพียง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.หนี้ทีพีไอที่หายไป 1,440 ล้านเหรียญสหรัฐ(หนี้2,640-1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ) พร้อมกับดอกเบี้ยจำนวน 752 ล้านเหรียญสหรัฐ ในระหว่างปี 1988-2000 จึงเป็นหนี้รวมทั้งหมด 2,192 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น เสนอให้แปลงเป็นทุนในราคา 15 บาทต่อหุ้น หรือเท่ากับจำนวน 5,845 ล้านหุ้น(รวมสัดส่วน 75%) เพื่อมาแทนที่เจ้าหนี้ได้แปลงดอกเบี้ยค้างชำระไปแล้ว ซึ่งในช่วงนั้นราคาต่ำเพียง 5.52 บาทต่อหุ้น 3.เสนอให้จ่ายดอกเบี้ย 3.50 % หรือเท่ากับ MLR -1 สำหรับเงินกู้สกุลบาท และ LIBOR+1 สำหรับเงินกู้สกุลต่างประเทศ 4.กำหนดให้ชำระหนี้คืนภายในระยะเวลา 8 ปี โดยผ่อนชำระปีละ 150 ล้านเหรียญสหรัฐหรือตามประมาณการอาจจะชำระคืนได้เร็วกว่ากำหนด 6 ปี 5.การกลั่นน้ำมันควรจะกลั่นถัวเฉลี่ย 180,000 บาร์เรลต่อวัน แต่อาจจะเพิ่มปริมาณการผลิตได้อีก 35,000 บาร์เรลต่อวันก็ได้ 6.เสนอให้สิทธิผู้ถือหุ้นทีพีไอเดิมซื้อคืนได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน มีกำหนดระยะเวลา 8 ปีคือ -50 % แรกของหุ้นทั้งหมด(2,950 ล้านหุ้น) จะซื้อในราคา 15 บาทต่อหุ้น บวกดอกเบี้ย MLR -ส่วนที่เหลือ 50% ให้ซื้อในราคาเดิมที่แปลงบวกดอกเบี้ย MLR หรือซื้อคืนในราคาตามตลาด โดยพิจารณาว่าราคาไหนจะสูงกว่ากัน 7.ธนาคาร IFC หรือเจ้าหนี้รายอื่น เสนอให้หนี้ที่แปลงแล้วให้เป็นหุ้นแปลงสภาพ โดยมีกำหนดระยะเวลา 8 ปี ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี หรือจะเป็นหุ้นในราคา 50 บาทต่อหุ้นก็ได้ 8.หลังจากได้ดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างทางการเงินดังกล่าวแล้ว ภายในระยะเวลา 6 ปี ทีพีไอจะกลายเป็นบริษัทที่น่าลงทุนอย่างมาก โดยพิจารณาจากอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย(ICR21.7)เท่ากับ 21.7 และอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้น(DSCR 2.1)เท่ากับ 2.1 ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.37 บาทต่อหุ้น โดยวัดจากวิธีการประเมินราคาจากกระแสเงินสดส่วนลด กล่าวโดยสรุป ถ้าหากผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการชุดปัจจุบันได้ดำเนินการตามแผนปรับโครงสร้างทางการเงินที่เสนอโดยนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีพีไอดังกล่าว ก็ไม่จำเป็นต้องลดทุนทีพีไอตามที่เป็นข่าวทุกวันนี้ เพราะบริษัทมีเงินสดหมุนเวียนเพียงพออยู่แล้ว โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มจากธนาคารพาณิชย์ และที่สำคัญเจ้าหนี้ทีพีไอจะได้รับการชำระหนี้คืนเกิน 100 % และรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอุ้มทีพีไอเช่นปัจจุบัน อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทีพีไอต้องการอย่างมากขณะนี้ก็คือ การสนับสนุนจากรัฐบาลให้เป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างทางการเงินดังกล่าว และหวังว่านายกฯทักษิณ ชินวัตร จะสนับสนุนให้เป็นไปตามแนวทางนี้ เพื่อให้กิจการของทีพีไออยู่รอดและช่วยขับเคลื่อนภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป--จบ-- -รก-

ข่าว ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ล่าสุด