(ต่อ2) วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ภูมิใจเสนอผลงานของ Malpaso เรื่อง Mystic River - newswit
กรุงเทพฯ--29 ต.ค.--วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ทีมงาน คลินท์ อีสต์วู้ด (ผู้กำกับการแสดง, อำนวยการสร้าง, ดนตรี) เป็นผู้สร้างภาพยนตร์สมบูรณ์แบบ ทำงานมาเป็นเวลาถึงสี่ทศวรรษ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมภาพยนตร์หลายต่อหลายรุ่น เขาเป็นหนึ่งในบรรดาศิลปิน ที่สมบูรณ์แบบและมีความสามารถสารพัดในแวดวงสื่อบันเทิง เข้าสู่วงการครั้งแรกด้วยการเป็นนักแสดง และต่อมาได้เป็นผู้กำกับการแสดง และผู้อำนวยการสร้าง ความสำเร็จในระดับสูงของอีสท์วู้ด มีแรงผลักดันจากผลงานในระดับบ็อกซ์ออฟฟิซ และเช่นเดียวกับแรงสะท้อนของความชื่นชมที่เขาได้รับ ความนับถือที่เขาได้รับจากวงการภาพยนตร์นั้น เทียบได้เท่ากับคำชมของสาธารณชนทั่วไป งานที่เขาทำนั้นนับได้ว่าไม่มีการแบ่งชนชั้น และคลินท์ อีสท์วู้ดถือว่าเป็นสัญญลักขณ์ของภาพยนตร์ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ว่า บุรุษผู้นี้เริ่มเข้าสู่การแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ด้วยการเป็นนักแสดงชั่วคราวของ Universal Pictures เมื่อปี 1955 ซึ่งเป็นจุดเริ่มตันที่ไม่หรูหราอะไรนัก แต่ผลงานที่ตามมาของอีสท์วู้ดก็สร้างชื่อเสียงอันยาวนานให้เขาจน กระทั่งล่วงมาถึงสหัสวรรษใหม่ เขาได้แสดงในภาพยนตร์ถึง 45 เรื่อง (ปรากฎตัว 56 เรื่อง), กำกับการแสดง 24, และอำนวยการสร้าง 19 เรื่อง เอกลักษณ์ของอีสท์วู้ดคือ การที่เขามักจะทำงานหลายตำแหน่งหน้าที่ในเวลาเดียวกัน ทั้งอำนวยการสร้าง กำกับการแสดง และร่วมแสดงไปด้วย เขาผ่านการทำงานแบบนี้มาถึง 12 ครั้งแล้ว และยังได้กำกับและแสดง ในหนังอีก 9 เรื่อง และเคยอำนวยการสร้างควบไปกับงานกำกับและแสดงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 13 ครั้ง ที่น่าภูมิใจไม่น้อยไปกว่า ก็คือรางวัลทรงเกียรติมากมาย ที่อีสท์วู้ดได้รับในช่วงเวลาหลายปี ในเดือนมีนาคม 2003 เขาได้รับรางวัล Screen Actor's Guild Life Achievement Award และในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกันทาง Henry Mancini Institute ได้มอบรางวัล Hank Award ให้กับเขา ในฐานะการทำงานเพลงที่โดดเด่น ในเดือนมกราคม ปี 2000 อีสท์วู้ดได้รับรางวัล Lifetime Career Achievement Award จาก New York's National Board of Review และเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน เขาได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ (Honorary Doctorate) สาขา Fine Arts จาก Wesleyan University และในเดือนธันวาคมก็ได้รับรางวัล Kennedy Center Honors Award เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Favorite All-Time Movie Star in 1999 จาก People's Choice Awards (จากการที่เขาเคยได้รับรางวัล Favorite Motion Picture Actor เมื่อปี 1981, 1984, 1985, 1987 และ 1998) นอกจากนั้นยังได้รับรางวัล Cesar Honorary Award (Honneur) จาก French Film Society for Career Achievement ในปี 1998 และะรางวัล Golden Laurel Lifetime Achievement Award จาก Producer's Guild of America ในปีเดียวกัน และเขายังได้รับรางวัล Life Achievement Award จาก American Film Institute และ Film Society at Lincoln Center ในปี 1996 และยังได้รับรางวัลทรงเกียรติ Irving G. Thalberg Memorial Award เมื่อปี 1995 จาก Academy of Motion Pictures Arts and Sciences ในปี 1993 ภาพยนตร์ตะวันตกแหวกแนวสมัยใหม่ของราวคลินท์ อีสท์วู้ด เรื่อง Unforgiven ได้เข้าชิงถึง 9 รางวัลตุ๊กตาทอง (Best Picture, Best Director, Best Actor, Best Supporting Actor, Best Screenplay, Best Cinematography, Best Production Design, Best Editor และ Best Sound) และสี่รางวัลออสการ์ (Best Picture, Best Director, Best Supporting Actor Best Editor) ในปีเดียวกันนั้น Unforgiven ยังได้รับรางวัล Director's Guild Award, รางวัลลูกโลกทองคำ - Best Director, รางวัล National Society of Film Critics Award - Best Picture, Best Director, Best Supporting Actor และ Best Screenplay, และรางวัล New York Film Critics Award - Best Supporting Actor หนังเรื่องนี้ยังได้เข้าชิงรางวัล Best Direction และ Best Film from the British Academy of Film and Television Arts และ ShoWest Award for Director of the Year จาก National Association of Theater Owners (ซึ่งทำให้อีสท์วู้ดได้รับรางวัล Male Star of the Decade Award ในปี 1982 อีกด้วย) ที่น่าประทับใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือการได้เข้าชิงรางวัล Cesar - Best Foreign Film (Meilleur film etranger) จากเรื่อง The Bridges of Madison County ในปี 1996, รางวัล Douglas Sirk - Career Achievement และรางวัลจากทั้ง American Cinema Editors และ Publicists Guild ในปี 1992, California Governor's Award for the Arts ในปี 1992, และรางวัล Man of the Year Award จาก Harvard's Hasty Pudding Theatrical Society ในปี 1991 เขามิใช่คนแปลกหน้าสำหรับ Cannes Film Festival อีสท์วู้ดเคยเป็นประธานคณะกรรมการในปี 1994 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Best Picture Golden Palm จากเรื่อง White Hunter, Black Heart ในปี 1990, Bird ในปี 1988 (ซึ่งได้รางวัล Best Actor และ Best Sound), และ Pale Rider ในปี 1985 เขายังได้รับรางวัล Best Director Golden Globe จากเรื่อง Bird ในปี 1989, รางวัล Hollywood Foreign Press Cecil B. DeMille Career Achievement ในปี 1988, และรางวัลลูกโลกทองคำ - Male World Film Favorite ในปี 1971 อีสท์วู้ดมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ Museum of Modern Art แห่งนิวยอร์ค ซึ่งเป็นผู้เก็บบันทึกข้อมูลที่ทำให้เขาได้รับรางวัล Honorary Retrospective เป็นครั้งแรกในปี 1980 และขยายฐานผลงานจนได้รับรางวัลเป็นครั้งที่สองในปี 1993 และเช่นเดียวกันกับที่ French Cinematheque ในปี 1985 และ Walker Art Center แห่งมินิอาโปลิส ในปี 1990, และ British Film Institute, ซึ่งรับอีสท์วู้ดเข้าร่วมในปี 1992 การได้รับการยอมรับทั้งหมดนี้ มีพื้นฐานมาจากความจริงที่ว่าคลินท์ อีสท์วู้ดเป็นดาราภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ในอันดับต้น จากอาชีพของเขา เราไม่อาจมองข้ามความสามารถที่ทำให้เขาเปลี่ยนจากการเป็นนักแสดงไปสู่การกำกับและอำนวยการสร้างได้โดยง่ายดาย นั่นคืออีสท์วู้ดแต่เพียงผู้เดียว หากไม่ใช่เพราะขั้นตอนการทำงาน ก็คงสืบเนื่องมาจากผลงานที่เหลือเชื่อของเขาและอันดับในบ็อกซ์ออฟฟิซ ผลงานล่าสุดของปี 2002 ของเขาคือเรื่อง Blood Work ซึ่งเขารับบท Terry McCaleb, อดีตเอฟบีไอผู้ไม่ยอมอ่อนข้อ และไม่อาจเทียบในความสำเร็จในการตามล่า และจับกุมอาชญากร เรื่อง Blood Work นับเป็นเรื่องที่ 12 ของการแสดงและยังกำกับและอำนวยการสร้าง และนับเป็นหนังเรื่องที่ 44 ในการแสดงของเขา จากจำนวน 55 เรื่องที่เขาปรากฎอยู่ ผลงานเรื่องที่ผ่านมา ได้แก่ Space Cowboys (2000), True Crime (1998), Absolute Power (1996), The Bridges of Madison County (1995), Unforgiven (1992), White Hunter, Black Heart (1989), Heartbreak Ridge (1987), Pale Rider (1985), Sudden Impact (1983), Honkytonk Man (1982), และ Firefox (1982) หนังจำนวนเก้าเรื่องที่อีสท์วู้ดได้แสดงในขณะที่เป็นผู้กำกับฯด้วย ได้แก่ Blood Work (2002), A Perfect World (1983), The Rookie (1990), Bronco Billy (1980), The Gauntlet (1977), The Outlaw Josey Wales (1976), The Eiger Sanction (1975), High Plains Drifter (1973), และ Play Misty For Me (1971) มีภาพยนตร์จำนวน 24 เรื่องซึ่งอีสท์วู้ดแสดงแต่ไม่ได้กำกับการแสดง ได้แก่ In the Line of Fire (1993), Pink Cadillac (1989), The Dead Pool (1988), City Heat (1984), Tightrope (1984), Any Which Way You Can (1980), Escape from Alcatraz (1979), Every Which Way But Loose (1978), The Enforcer (1976), Thunderbolt and Lightfoot (1974), Magnum Force (1973), Joe Kidd (1972), Dirty Harry (1971), The Beguiled (1971), Two Mules for Sister Sarah (1970), Kelly's Heroes (1970), Paint Your Wagon (1969), Where Eagles Dare (1969), Coogan's Bluff (1968), Hang 'Em High (1968), The Witches (1967), The Good, the Bad and the Ugly (1966), For a Few Dollars More (1965), และ A Fistful of Dollars (1964) ในระยะเริ่มแรกของอาชีพ อีสท์วู้ดได้แสดงในภาพยนตร์ 11 เรื่อง ในฐานะนักแสดงชั่วคราวของ Universal Pictures, including Lafayette Escadrille (1957), Ambush at Cimarron Pass (1957), Escapade in Japan (1957), Star in the Dust (1956), The First Traveling Saleslady (1956), Away All Boats (1956), Never Say Goodbye (1956), Tarantula (1955), Lady Godiva (1955), Francis in the Navy (1955), และ Revenge of the Creature (1955). อีสท์วู้ดมีผลงานครั้งแรกในซีรี่ส์ TV เรื่อง Rawhide (1958) ซึ่งเขารับบทเป็น Rowdy Yates คนตีตราวัว เป็นเวลาถึง 6 ปี ในระหว่างนั้นเขาได้เป็นแขกรับเชิญ 4 ครั้ง ในรายการโชว์โทรทัศน์อย่าง West Point (1957), Highway Patrol (1958), Maverick (1959), และ Mister Ed (1962) และที่น่าสนใจยิ่งก็คือ อีสท์วู้ดมิได้กลับมาทำงานโทรทัศน์อีกจนกระทั่งปี 1985 เมื่อเขาได้กำกับการแสดงให้กับ สตีเวน สปีลเบิร์ก ใน Amazing Stories ซีรี่ส์ ตอน Vanessa in the Garden ในตำแหน่งผู้กำกับการแสดงและอำนวยการสร้าง โดยมิได้ร่วมแสดงด้วยนั้น อีสท์วู้ดได้ทำเรื่อง Midnight in the Garden of Good and Evil (1996) และ Bird (1988) ในการเป็นเพียงผู้กำกับการแสดง เขาทำ Breezy (1973) และเป็นผู้อำนวยการสร้างกับแสดง ใน Tightrope (1984) เขาได้อำนวยการสร้างหนังสามเรื่อง ซึ่งไม่ได้กำกับหรือแสดง: The Last of the Blue Devils (1987), Thelonious Monk: Straight, No Chaser (1989) และ The Stars Fell on Henrietta (1995) ความสัมพันธ์ของอีสท์วู้ดกับเพลงแจ๊ซนั้น ได้รับการเรียบเรียงไว้เป็นอย่างดี หากว่าเขามิได้ประสบความสำเร็จในการแสดง กำกับฯ หรืออำนวยการสร้างแล้ว เขาคงเลือกที่จะเป็นนักดนตรี เขาเติบโตและใช้ชีวิตวัยหนุ่มในโอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย และเคยเล่นเปียโนในคลับเล็กๆ ที่นั่น ช่วงเวลาที่นับว่าเป็นแรงบันดาลใจที่สุดของเขา เห็นจะเป็นในสมัยทีเขาได้ชมการแสดงดนตรีแจ๊ซสดของนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ อย่างชาร์ลี พาร์กเกอร์ ดังนั้น ในหนังเรื่อง Bird จึงมีเพลงรีมิกซ์ออริจินัลของพาร์กเกอร์ ซึ่งบรรเลงโดยวงออเคสตร้า โดยนักแต่งเพลง เลนนี่ ไนเฮาส์ รวมทั้งนิตยสารที่เป็นสมบัติส่วนตัวของอีสท์วู้ดอย่าง Downbeat อีกหลายฉบับ Play Misty for Me เป็นผลงานกำกับการแสดงเรื่องแรกของเขา และถูกคัดสรรให้ใช้เพลงเดินเรื่องโรแมนติคอย่าง First Time Ever I Saw Your Face, ซึ่งคัดเลือกโดดยอีสท์วู้ดและขับร้องโดย โรเบิร์ต้า แฟล็ค ตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้จัก เช่นเดียวกับ Misty ซึ่งเป็นเพลงหลักของเรื่อง ที่ได้รับการเรียบเรียงโดยมือหนึ่งของเพลงแจ๊ซ Erroll Garner และสิ่งที่ควรจดจำก็คือ ในภาพยนตร์คลาสสิคเรื่อง Dirty Harry ทั้งห้าเรื่องนั้น ใช้ซาวนด์แทร็คแจ๊ซเมืองใหญ่ทั้งสิ้น เลโล ชิฟริน ได้ประพันธ์เพลง Dirty Harry, Magnum Force, Sudden Impact and The Gauntlet, รงมทั้ง Escape from Alcatraz อัลบั้มซาวนด์แทร็คที่ประสบความสำเร็จ และประทับตรารับรองโดยอีสท์วู้ดสำหรับหนังของเขา มักจะเป็นผลงานแจ๊ซเสียส่วนใหญ่ (Bird, The Bridges of Madison County, Midnight in the Garden of Good and Evil, และหนังหลากหลายที่อ้างถึง Clint Eastwood Live At Carnegie Hall) หรือคันทรี่ (Every Which Way But Loose, Bronco Billy, Any Which Way You Can, และ Honkytonk Man) และยังมีอีกสองตัวอย่างที่เขาร่วมทำงานกับผู้ประพันธ์อย่าง เลนนี่ ไนเฮาส์ และอีสท์วู้ดเป็นผู้เขียนทำนองให้กับ Unforgiven (Claudia's Theme) และ The Bridges of Madison County (Doe Eyes) สารคดีเรื่องใหม่ของอีสท์วู้ด Piano Blues, อำนวยการสร้างโดยบรูซ ริคเคอร์ จะปิดท้ายให้กับซีรีส์ของมาร์ติน สกอร์เซซี ใน The Blues ทางสถานีโทรทัศน์เสรีของอเมริกา ในวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2003 ในเรื่องนี้ อีสท์วู้ดจะค้นหาความปรารถนาแห่งชีวิตของเขากับ Piano Blues โดยใช้ฟุตเตจหายากของ Art Tatum and Professor Longhair กับการสัมภาษณ์ใหม่และการแสดงโดย Ray Charles, Pinetop Perkins, Dave Brubeck, Marcia Ball, Jay McShann, Dr. John และ Pete Jolly อีสท์วู้ดเป็นนักกอล์ฟขาประจำ เขามีบ้านอยู่ที่คาร์เมล แคลิฟอร์เนีย และได้รับตำแหน่งนายกเทศมนตรีระหว่างปี 1986 ถึง 1988 และเขายังเป็นเจ้าของกิจการ Mission Ranch Inn และ Tehama Golf Club ซึ่งมีทิวทัศน์แสนงดงาม เขายังเป็น Pebble Beach Golf Course ที่โด่งดังและเพิ่งได้รับตำแหน่ง Commissioner ของ California State Board of Parks and Recreation เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2002 เมื่อแรกเกิดมีชื่อว่า คลินตัน อีสท์วู้ด จูเนียร์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ปี 1930 ที่ซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย และมาโตที่โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย หลังจากย้ายตามพ่อไปหลายต่อหลายเมือง เพื่อหางานทำในระหว่างช่วง Great Depression ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถลบล้างออกจากใจเขาได้ และอย่างที่เขายอมรับว่า เป็นรากฐานที่มีคุณค่าต่อระบบและจริยธรรมในการทำงานของเขา คลินท์ อีสท์วู้ด น่าจะเป็นคนสร้างหนังที่มีรอบคอบที่สุดเท่าที่เคยมี ในการทำงานหลังกล้อง เขาไม่ยอมใช้เวลาหรือเงินอย่างทิ้งขว้าง เขาสร้างหนัง รักขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละวันและแต่ละดอลลาร์เป็นของเขา เมื่อไม่ได้อยู่ระหว่างการทำงาน เขาจะใช้ชีวิตอยู่บ้านเงียบๆ กับภรรยา - ไดน่า รูอิซ อีสท์วู้ด (แต่งงานเมื่อ 31 มีนาคม 1996) และลูกสาว - มอร์แกน (เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1996) ในคาร์เมล โรเบิร์ต ลอเรนซ์ (ผู้อำนวยการสร้าง) เมื่อไม่นานมานี้ได้เป็นผู้อำนวยการบริหาร ให้กับภาพยนตร์ของ คลินท์ อีสท์วู้ด ในปี 2002 เรื่อง Blood Work ลอเรนซ์ ยังเป็นผู้ช่วยผู้กำกับการแสดงที่หนึ่ง ให้กับเรื่องนี้ด้วย และยังร่วมรับผิดชอบในการทำงาน ในธุรกิจของคลินท์ อีสท์วู้ด ลอเรนซ์เริ่มทำงานกับ Malpaso Productions ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับที่สอง ในภาพยนตร์เรื่อง The Bridges of Madison County สามารถก้าวขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้กำกับที่หนึ่ง อย่างรวดเร็วในภาพยนตร์เรื่อง Absolute Power และในตำแหน่งเดียวกันในเรื่อง Midnight in the Garden of Good and Evil, True Crime, และ Space Cowboys ลอเรนซ์มีหน้าที่ดูแลในส่วนของฝ่ายผลิตของบริษัท Malpaso ทำงานใกล้ชิดกับอีสท์วู้ด หน้าที่ของเขาก็คือ การถ่ายทอดตัวอักษรในสคริปท์ลงสู่แผ่นฟิล์ม จัดการเตรียมการถ่ายทำ จัดตารางสถานที่และนักแสดง จนจบการทำงานอย่างสมบูรณ์ ร่วมทำงานกับคลินท์ อีสท์วู้ด มานาน ในหน้าที่ผู้ช่วยบริหารที่ Malpaso Productions, จูดี้ จี ฮอยท์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ร่วมกันสร้างภาพยนตร์ทั้งหมดในบริษัทของอีสท์วู้ด เช่นเรื่อง The Outlaw Josey Wales, The Enforcer, The Gauntlet, Sudden Impact, Tightrope, City Heat, Pale Rider, Heartbreak Ridge และ Bird หลังจากที่ได้ลาออกจากเพื่อไปทำงานด้านอื่นในปี l988 ฮอยท์ได้ถูกทาบทามโดย อีสท์วู้ดให้กลับมา Malpaso Productions ในปี 2001 ในตำแหน่งร่วมอำนวยการสร้างในเรื่อง Blood Work หน้าที่รับผิดชอบของเธอคือการดูแลงานประจำวันทุกอย่างของบริษัทอีสท์วู้ด ควบคุมการจัดการ บริหารเวลา และรายละเอียดเส้นตายของการถ่ายทำ จบการศึกษาจาก Bennington College ในเวอร์มอนท์และ California Institute of the Arts Film School บรูซ เบอร์แมน (ผู้อำนวยการบริหาร) จบวุฒิ Magna Cum Laude จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ในปี 1975 ในสาขาวิชาเอกประวัติศาสตร์ เขากลับไปศึกษาที่ Georgetown Law School ในปี 1978 และได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่ California Bar ในปีเดียวกัน เบอร์แมนเริ่มทำงานในธุรกิจภาพยนตร์กับ แจ็ค วาเลนติ ที่ Motion Picture Association of America (MPAA) ในวอชิงตันดีซี เป็นผู้ช่วยให้กับ แจ็ค วาเลนติขณะที่เรียนกฎหมายอยู่ หลังจากจบการศึกษาเขากลับไปที่ลอสแองเจลิสและเริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับ ปีเตอร์ กูเบอร์ ที่ Casablanca Filmworks ในเดือนกันยายนปี 1978 เขาไปทำงานเป็นผู้ช่วยให้กับ ฌอน แดเนียล และ โจเอล ซิลเวอร์ ที่ Universal Pictures ในเดือนกรกฏาคมปี1979 จนได้เป็น Vice President ที่ Universal ในปี 1982 ในปี 1984 เบอร์แมนได้มาทำงานที่วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ในตำแหน่ง Production VP และได้เลื่อนตำแหน่งเป็น Senior VP of Production ในปี 1988 เขาได้ถูกแต่งตั้งให้เป็น President of Theatrical Production ในเดือนกันยายนปี 1989 และได้เป็น President of Worldwide Theatrical Production ในปี 1991 จนถึงเดือนพฤษภาคมปี 1996 ภายใต้การบริหารงานของเขาในช่วงนั้น วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์สได้อำนวยการสร้างและจัดจำหน่ายภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้แก่ Presumed Innocent, GoodFellas, Robin Hood, Driving Miss Daisy, Batman Forever, Under Siege, Malcolm X, The Bodyguard, JFK, The Fugitive, Dave, Disclosure, The Pelican Brief, Outbreak, The Client, A Time to Kill และ Twister ในเดือนพฤษภาคมปี 1996 Berman ได้เริ่มก่อตั้ง Plan B Entertainment ซึ่งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์อิสระ ของวอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส เบอร์แมนได้รับตำแหน่ง Chairman และ CEO ของวิลเลจ โรดโชว์ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1998 ในส่วนของ Village Roadshow Ltd เป็นบริษัทของออสเตรเลีย โดยวิลเลจ โรดโชว์ จะสร้างภาพยนตร์รวม 60 เรื่องร่วมกับวอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส นับจากนี้ไปอีก 5 ปี (ถึงปี 2007) ภาพยนตร์ทั้งหมดจะจัดจำหน่ายไปทั่วโลกโดยวอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส เริ่มต้นด้วยเรื่องแรก คือเรื่อง Practical Magic แสดงโดย แซนดร้า บุลล็อค และ นิโคล คิดแมน เรื่อง Analyze This แสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร และ บิลลี่ คริสทัลเรื่อง The Matrix แสดงโดย คีนู รีฟส์และ ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น เรื่อง Deep Blue Sea แสดงโดย แซม แจ็คสัน เรื่อง Three Kings แสดงโดย จอร์จ คลูนีย์ เรื่อง Space Cowboys แสดงโดย คลินท์ อีสต์วู้ด และ ทอมมี่ ลี โจนส์ เรื่อง Miss Congeniality แสดงโดย แซนดร้า บุลล็อค และ เบนจามิน แบรทท์และเรื่อง Cats & Dogs และที่ตามมาภายหลังก็คือ เรื่อง Training Day แสดงโดย ดาราตุ๊กตาทอง เดนเซล วอชิงตัน และ อีธาน ฮอว์ค เรื่อง Ocean's Eleven แสดงโดย จอร์จ คลูนีย์, แบรด พิท์ และ จูเลีย โรเบิร์ตส เรื่อง Analyze That; Two Weeks Notice แสดงโดย แซนดร้า บุลล็อค และ ฮิว แกรนท์และเรื่อง The Matrix Reloaded ภาพยนตร์ที่กำลังจะสร้างของ วิลเลจ โรดโชว์ ซึ่งแบอร์แมน จะรับตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร ได้แก่เรื่อง The Matrix Revolutions ซึ่งเป็นภาค 3 และเป็นตอนสุดท้ายของ Matrix ไตรภาค ภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง Taking Lives แสดงโดย แอนเจลินา โจลี และ อีธาน ฮอว์ค เรื่อง Ocean's Twelve, ภาคสองของ Ocean's Eleven และเรื่อง Catwoman แสดงโดย ฮัลลี แบรี่ โดยทั้งหมดจะออกฉายในปี 2004 ไบรอัน เฮลเกแลนด์ (Screenplay) เป็นผู้เขียนบทและผู้กำกับการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Order, A Knight's Tale, และ Payback เรื่อง Mystic River เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ที่เขาทำงานดัดแปลงให้กับคลินท์ อีสท์วู้ด และเขายังหวังว่าจะได้ทำอีกครั้งในเรื่องที่ 3 เดนนิส เลเฮน (นิยาย) เกิดและโตใน Dorchester, Massachusetts เขาเขียนนวนิยายทั้งหมด 7 เรื่องคือเรื่อง A Drink Before the War, Darkness, Take My Hand, Sacred, Gone Baby Gone, Prayers For Rain, Mystic River และเรื่องที่กำลังจะวางแผงคือเรื่อง Shutter Island. Mystic River ได้เข้ารอบสุดท้ายในการเข้าชิงรางวัล PEN/Winship Award และได้รับรางวัล Anthony Award และ Barry Award for Best Novel รวมไปถึงรางวัล Massachusetts Book Award In Fiction โดย Massachusetts Center for the Book Mystic River ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นภาพยนตร์โดย คลินท์ อีสท์วู้ด ในปี 2002 ก่อนที่จะมาเป็นนักเขียนเต็มตัว เลเฮนเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับเด็กพิการทางสมอง และถูกประทุษร้าย, รับจ้างเสริฟอาหาร, เป็นคนจอดรถ, คนขับรถลิมูซีน, ทำงานในร้านหนังสือ และพนักงานขนของขึ้นรถบรรทุก และที่เขาผิดหวังคือการที่ไม่มีใครยอมจ้างเขาเป็นคนผสมเหล้า ทอม สเติร์น เป็นผู้กำกับภาพใน Mystic River จากที่เขาเคยทำหน้าที่เดียวกัน ในภาพยนตร์เรื่อง Blood Work สเติร์น ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจาก คลินท์ อีสท์วู้ด ให้เป็นผู้กำกับภาพ ภายหลังจากที่ทำงานให้กับ Malpaso Productions เป็นเวลาหลายปี ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายจัดแสง ผลงานที่สร้างชื่อของสเติร์นที่ได้ทำร่วมกับอีสท์วู้ด คือเรื่อง Space Cowboys, A Perfect World, Unforgiven และ The Rookie เขายังมีผลงานที่ทำเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดแสง ในภาพยนตร์เรื่อง Bird และหัวหน้าทีมงาน ในภาพยนตร์เรื่อง Heartbreak Ridge, Pale Rider, Tightrope, Sudden Impact และ Honkytonk Man นอกเหนือจากการทำงานในหนังของอีสท์วู้ด สเติร์นยังทำในตำแหน่ง ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายจัดแสงในภาพยนตร์เรื่อง Road to Perdition, American Beauty, The Phantom (ยูนิตในลอสแอนเจลิส), Dangerous Minds, Class Action และ Impulse ในตำแหน่งหัวหน้าทีมงาน เขามีผลงานของในเรื่อง Spaceballs, Twice in a Lifetime, All the Right Moves, White Dog และ Harper Valley P.T.A. และในตำแหน่งตากล้องที่สอง Running Scared เฮนรี่ บัมสเต็ด (ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์) เป็นผู้ออกแบบฉากในภาพยนตร์เรื่อง Mystic River เคยได้รับรางวัลตุณกตาทองด้านออกแบบฝ่ายศิลป์ถึง 2 รางวัล และยังได้รับรางวัลออสการ์ จากเรื่อง The Sting และเรื่อง To Kill A Mockingbird ผลงานของเขาในการทำงานภาพยนตร์ที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของฮอลลีวู้ด ในการทำงานเป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์อย่างเช่น เรื่อง Come Back Little Sheba, The Bridges at Toko-Ri, และเรื่อง The Man Who Knew Too Much และ Vertigo ทำให้เขาได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับผลงานเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมาต่อไป ผลงานโดดเด่นในอาชีพการงานของบัมสเต็ด คือ ได้รับรางวัลออสการ์ 2 รางวัล ผลงานภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาคือ Topaz, Joe Kidd, High Plains Drifter, Slaughterhouse Five, The Great Waldo Pepper, Front Page, Family Plot, Slapshot, Father Goose, Same Time Next Year, A Little Romance, The World According to Garp, The Little Drummer Girl, Knock on Wood, A Time of Destiny, Funny Farm, Her Alibi, Ghost Dad, House Calls และ Cape Fear กับมาร์ติน สกอร์เซสซี ในส่วนที่ได้มาทำงานกับ Malpaso Productions ของอีสท์วู้ดนั้น บัมสเต็ด ได้ทำในภาพยนตร์เรื่อง Unforgiven ซึ่งทำให้เขารับเสนอเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองอีกครั้ง และในภาพยนตร์เรื่อง A Perfect World, The Stars Fell on Henrietta, Absolute Power, Midnight in the Garden of Good and Evil, True Crime, Space Cowboys และ Blood Work. ผู้ลำดับภาพ โจเอล ค็อกซ์ เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งทำงานที่ประสบความสำเร็จ ร่วมกับคลินท์ อีสท์วู้ด ในภาพยนตร์เรื่อง Blood Work, Space Cowboys, True Crime, Midnight in the Garden of Good and Evil, Absolute Power, The Bridges of Madison County, A Perfect World และเรื่อง Unforgiven ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Editor ค็อกซ์ได้ใช้เวลาทำงานที่ วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส มาโดยตลอด และมีชื่อเสียงมากในภาพยนตร์ของอีสท์วู้ด ความสัมพันธ์เริ่มขึ้นในปี 1975 เมื่อค็อกซ์ ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ลำดับภาพในภาพยนตร์เรื่อง The Outlaw Josey Wales ตั้งแต่นั้นมาค็อกซ็ก็ได้ทำงานตัดต่อภาพยนตร์มากกว่า 20 เรื่อง ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นภาพยนตร์ที่ ร่วมแสดง อำนวยการสร้างและกำกับโดยคลินท์ อีส์วู้ด ผลงานของค็อกซ์ในตำแหน่งร่วมลำดับภาพกับอาจารย์ของเขาซึ่งเป็นผู้ลำดับภาพชื่อดังเฟอร์ริส เวบสเตอร์ ได้แก่ The Enforcer, The Gauntlet, Every Which Way But Loose, Escape from Alcatraz, Bronco Billy และ Honkytonk Man Sudden Impact คือผลงานลำดับภาพเรื่องแรกของค็อกซ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมทั้งในเรื่อง Tightrope, Pale Rider, Heartbreak Ridge, Bird, The Dead Pool, Pink Cadillac, White Hunter, Black Heart และ The Rookie ผลงานการทำงานด้านภาพยนตร์โทรทัศน์ของ เลนนี ไนเฮาส์ (ผู้ประพันธ์เพลง) ที่ได้ทำร่วมกับ คลินท์ อีสท์วู้ดมาเกินกว่า 12 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง Tightrope, City Heat, Pale Rider, Heartbreak Ridge, Bird ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Score ของ British Film Institute, White Hunter, Black Heart, The Rookie, Unforgiven, A Perfect World, The Bridges of Madison County, Absolute Power, Midnight in the Garden of Good and Evil, True Crime, Space Cowboys และเมื่อเร็วๆนี้ในเรื่อง Blood Work ไนเฮาส์เป็นผู้ประพันธ์เพลงที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ จากการประพันธ์เพลงให้รายการโทรทัศน์ประจำสัปดาห์ เรื่อง Lush Life และผลงานที่สร้างชื่อเสียงทางด้านภาพยนตร์โทรทัศน์คือเรื่อง Amazing Stories (ในตอน Vanessa in the Garden, ซึ่ง Clint Eastwood เป็นผู้กำกับ), The Child Saver, Crazy Horse, Titanic, The Fixer, The Jack Bull และของ Clint Eastwood เรื่อง Out of the Shadows--จบ-- -รก-