(ต่อ1) วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ภูมิใจเสนอผลงานของ Malpaso เรื่อง Mystic River

กรุงเทพฯ--29 ต.ค.--วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส นักแสดง ฌอน เพนน์ (จิมมี่ มาร์คัม ) กลายมาเป็นสัญญลักขณ์ของหนังอเมริกัน ด้วยการทำงานในอาชีพนักแสดงที่ยาวนานเกินกว่า 2 ทศวรรษ เขาถูกเสนอชื่อ 3 ครั้งเพื่อชิงรางวัลตุ๊กตาทอง - Best Actor ในปี 1995 ในภาพยนตร์ของทิม ร็อบบิ้นส์ ในเรื่อง Dead Man Walking และในปี 1999 ในภาพยนตร์ของวู้ดดี้ อัลเลน เรื่อง Sweet and Lowdown จากการแสดงในเรื่องนี้เขาได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และล่าสุดในปี 2001 กับการรับบทนำของผู้ที่ถูกท้าทายในการใช้สมองที่ต่อสู้เพื่อปกป้องลูกสาวของเขา ในภาพยนตร์ของเจสซี เนลสัน เรื่อง I Am Sam เพนน์ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ลูกโลกทองคำเป็นครั้งแรกในปี 1994 สำหรับการแสดงในภาพยนตร์ของไบรอัน เดอ พาลมา เรื่อง Carlito's Way เพนน์แสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในปี 1981 ในภาพยนตร์ของ แฮโรลด์ เบ็คเกอร์ เรื่อง Taps ในปี 1982 เขาได้ทำงานแสดงในหนังประวัติศาสตร์อิงวัฒนธรรมสมัยใหม่ในบท "เจฟ สปิโคลี" ในภาพยนตร์ของ เอมี่ เฮคเคอร์ลิง เรื่อง Fast Times at Ridgemont High เพนน์ได้แสดงภาพยนตร์ในบทที่หลากหลายและอยู่ในความทรงจำอย่างเช่น ในภาพยนตร์ของจอห์น ชเลซิงเจอร์ เรื่อง The Falcon and the Snowman, ของ เจมส์ โฟลีย์ เรื่อง At Close Range, ของเดนนิส ฮอพเปอร์ เรื่อง Colors, ของ ไบรอัน เดอ พาลมา เรื่อง Casualties of War, ของฟิล โจอานาว เรื่อง State of Grace, ของ เดวิด ฟินเชอร์ เรื่อง The Game และภาพยนตร์ดัดแปลงจากละครเวทีของแอนโทนี เดรเซน เรื่อง Hurlyburly เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เขาได้รับรางวัล Best Actor ในปี 1998 ที่ Venice Film Festival เพนน์ได้ขยายบทบาทของเขาในงานด้านภาพยนตร์โดยตั้งบริษัทภาพยนตร์ของเขาขึ้นมาเองชื่อ Clyde Is Hungry Films และภายใต้ชื่อบริษัทนี้ เพนน์เป็นผู้อำนวยการสร้างและแสดงในภาพยนตร์ของเอริน ดิกแนม เรื่อง Loved เป็นผู้อำนวยการบริหารและแสดงนำในภาพยนตร์ของนิค แคสซาเวทส์ เรื่อง She's So Lovely แสดงในภาพยนตร์ของโอลิเวอร์ สโตน เรื่อง U-Turn และอำนวยการสร้างและกำกับการแสดง ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมเรื่อง The Pledge นำแสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน เพนน์กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาในปี 1991 เรื่อง The Indian Runner ซึ่งเขาเขียนบทและอำนวยสร้างเอง ในปี 1995 เขากำกับการแสดงให้ แอนเจลิก้า ฮุสตัน จนได้ถูกเสนอชื่อเข้ารางวัลลูกโลกทองคำ และ Screen Actor's Guild Award ในเรื่อง The Crossing Guard ซึ่งเพนน์เป็นผู้เขียนบทและอำนวยการสร้างด้วย ภาพยนตร์เรื่องที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากนี้ ร่วมแสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน และเดวิด มอร์ส เมื่อไม่นานมานี้ เพนน์ได้เขียนและกำกับการแสดงให้กับงานภาพยนตร์สารคดี ซึ่งเป็นการอุทิศโดยสหรัฐอเมริกา ในเรื่อง 11'09"01 เป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก และได้รวบรวมผู้กำกับการแสดงที่มีเชื่องเสียงทั่วโลก 11 คนมาสร้างภาพยนตร์สั้นในเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 เพนน์มีผลงานการแสดงละครเวทีที่แสดงให้กับอัลเฟรด เฮย์ส ในเรื่อง Girl on the Via Flaminia และของ อัลเบิร์ต อินนาวเรโต เรื่อง Earthworms in Los Angeles และบนเวทีบรอดเวย์ เพนน์ได้แสดงให้กับ เควิน ฮีแลน เรื่อง Heartland และของจอห์น เบิร์น เรื่อง Slab Boys เขาได้แสดงให้ เดวิด เรเบ เรื่อง Hurlyburly ที่ Westwood Playhouse และเรื่อง Goose and Tom Tom แสดงที่ Lincoln Center ทั้งสองเรื่องกำกับการแสดงโดยผู้ประพันธ์เรื่อง เมื่อเร็วๆนี้ เพนน์แสดงคู่กับ นิค โนลเต้ และ วู้ดดี้ แฮเรลสัน ในเรื่อง The Late Henry Moss ซึ่งเขียนและกำกับการแสดงโดย แซม เชพาร์ด นักเขียนที่ได้รับรางวัลพูลิทเซอร์ ในปี 2002 ฌอน เพนน์ได้รับรางวัล Modern Master Award ในงาน Santa Barbara International Film Festival เพนน์จะมีผลงานให้ชมในปีนี้ในภาพยนตร์ของ อเลจันโดร กอนซาเลซ อินอาริตุ เรื่อง 21 Grams คู่กับ เบเนซิโอ เดล โทโร และ นาโอมิ วัตส์ เมื่อเร็วๆนี้ เพนน์ได้แสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเรื่อง The Assassination of Richard Nixon กำกับการแสดงโดย นีลส์ มูเอลเลอร์ ทิม ร็อบบิ้นส์ (เดฟ บอยล์) มีผลงานมากมายที่สร้างชื่อเสียง่ในวงการภาพยนตร์ กับบทบาทนักแสดง และงานอื่นๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงโดดเด่น ได้แก่ การเขียนบท การสร้างและกำกับการแสดง ผลงานในการแสดงภาพยนตร์ที่สำคัญก็มีเช่นเรื่อง The Truth About Charlie, Human Nature, The Player, Bull Durham, Bob Roberts, Jacob's Ladder, High Fidelity, The Hudsucker Proxy, Short Cuts, และภาพยนตร์ที่ต้องจารึกเอาไว้อย่างเรื่อง The Shawshank Redemption ร็อบบิ้นส์ยังแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Austin Power : The Spy Who Shagged Me, Mission to Mars, Top Gun, Nothing to Lose, Arlington Road, Jungle Fever, Cadillac Man, The Sure Thing และ Five Corners และเขายังแสดงให้กับไมเคิล วินเทอร์บัตทอม ในเรื่อง Code 46 ร็อบบิ้นส์ได้รับรางวัลมากมายจากการแสดงของเขาเช่น รางวัล Best Actor Award ในงาน Cannes International Film Festival และ รางวัลลูกโลกทองคำ - Best Performance by an Actor จากภาพยนตร์เรื่อง The Player เขาได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ - Best Performance by an Actor จากภาพยนตร์เรื่อง Bob Roberts และรางวัล Screen Actors Guild for Outstanding Performance by a Male Actor จากภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemption ผลงานด้านผู้กำกับการแสดง ร็อบบิ้นส์ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาเองในเรื่อง Cradle Will Rock ซึ่งเขาเป็นทั้งผู้เขียนบทและผู้อำนวยการสร้าง สามารถคว้ารางวัล Best Film และ Best Director ในงาน Barcelona Film Festival และ National Board of Review Award for Special Achievement in Filmmaking ในเรื่อง Dead Man Walking ซึ่งเขาเป็นผู้เขียนบทและผู้อำนวยการสร้าง ได้รับรางวัลอย่างมากมายเช่น รางวัล Humanitas Award และ 4 รางวัลในงาน Berlin Film Festival รวมไปถึงถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ - Best Director ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาเรื่อง Bob Roberts ได้รับรางวัล Bronze Award for Best Film ในงาน Tokyo International Film Festival และรางวัล Best Film, Best Director และ Best Actor Award ในงาน Boston Film Festival นอกจากนั้น โรเบิร์ตสยังได้เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Specter of Hope และ The Typewriter, the Rifle and the Movie Camera เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักสร้างภาพยนตร์ แซม ฟุลเลอร์ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัล Cable ACE Award - Best Documentary ร็อบบิ้นส์ยังเป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ให้กับ Actor's Gang ที่ก่อตั้งขิ้นในปี 1982 มีผลงานมากกว่า 75 เรื่องและได้รับรางวัลรวมแล้วกว่า 100 รางวัล ส่วนในด้านบทละคร เขาได้เขียนบทละคร 7 เรื่อง ซึ่งได้แสดงในลอส แอนเจลิส นิวยอร์ค ชิคาโก และที่ Edinburgh Festival. เมื่อไม่นานมานี้เขาได้กำกับการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Mephisto ให้กับ Actor's Gang และขณะนี้กำลังกำกับและเขียนบทในภาพยนตร์เรื่อง Embedded ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้ที่ Actor's Gang Theater ในลอสแองเจลิส ร็อบบิ้นส์มีบ้านอยู่ในนิวยอร์คซิตี้ เป็นยอดคุณพ่อของคุณลูกที่แสนซนถึง 3 คน เควิน เบคอน (ฌอน เดไวน์) เป็นหนึ่งในบรรดานักแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดในรุ่นเดียวกัน ด้วยการสร้างผลงานโด่งดังจากบทบาทที่ซับซ้อน ในการแสดงทั้งบทนำและสนับสนุน ผลงานเรื่องล่าสุด ได้แก่ ในหนังไซไฟระทึกขวัญของ พอล เวอร์โฮเวน เรื่อง Hollow Man, Trapped, My Dog Skip และ Stir of Echoes ซึ่งเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญทางจิต กำกับโดย เดวิด โคเอ็พ ในปี1998 เบคอนแสดงนำในภาพยนตร์ระทึกขวัญ เรื่อง Wild Things ร่วมแสดงโดย แมท ดิลอน และ นีฟ แคมพ์เบล และในภาพยนตร์เรื่อง Digging to China ซึ่งเป็นงานกำกับการแสดงครั้งแรกของ ทิโมธี ฮัตตัน ในปี 1997 เบคอนได้แสดงกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ในภาพยนตร์โรแมนติคคอมเมดี้เรื่อง Picture Perfect เขาเริ่มเป็นผู้กำกับครั้งแรกในปี 1996 ในหนังโทรทัศน์ของ Showtime เรื่อง Losing Chase แสดงโดย ไครา เซดจ์วิค โบ บริดเจ็ส และ เฮเลน เมอร์เรน เขาได้รับเกียรติเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ 3 ครั้งรวมทั้งด้าน Best Motion Picture Made for Television ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ฉายที่ Sundance Film Festival ในปีเดียวกัน เบคอนได้กลับมาร่วมงานกับแบรี่ เลวินสัน ซึ่งเคยกำกับเรื่อง Diner ของเขา ในเรื่อง Sleepers ร่วมแสดงกับ แบรด พิทท์ เจสัน แพทริค และ โรเบิร์ต เดอ นีโร สำหรับผลงานอื่นๆ ได้แก่ เรื่อง Telling Lies in America ภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมของ Ron Howard เรื่อง Apollo 13 เรื่อง An Almost Holy Picture เรื่อง Murder in the First และเรื่อง The River Wild ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ เบคอนยังได้สร้างผลงานภาพยนตร์ ในหลายบทบาทอย่างนับไม่ถ้วน อาทิเช่น Fenwick จอมอัจฉริยะ แต่ชอบทำร้ายตนเอง ในภาพยนตร์ของ แบรี่ เลวินสัน เรื่อง Diner (อำนวยการบริหารโดย มาร์ค จอห์นสัน) นักเต้นรำในเรื่อง Footloose และพ่อผู้คาดหวังสูง ในเรื่อง She's Having a Baby, ฆาตกรโรคจิตไร้อาวุธในเรื่อง Criminal Law, ภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานของฮอลลีวู้ด ในเรื่อง The Big Picture คนรับจ้างทำงานผู้โชคไม่ค่อยดี ในเรื่อง Tremors และพากย์เป็นเสียงให้กับตัวเอกในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ สตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่อง Balto รวมไปถึงภาพยนตร์ที่น่าจดจำของ โอลิเวอร์ สโตน เรื่อง JFK และภาพยนตร์ของ ร็อบ ไรเนอร์ เรื่อง A Few Good Men เบคอนแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในบท Chip ในภาพยนตร์ของ National Lampoon เรื่อง Animal House เควินร่วมกับพี่ชายของเขา ไมเคิล ผู้เป็นนักดนตรี ในการตั้งวง The Bacon Brothers ซึ่งเป็นวงดนตรีที่ได้รับความสำเร็จ ด้วยเสียงอย่างที่เควินบรรยายว่าเป็น "Forosoco" (ซึ่งใช้เป็นชื่อของอัลบั้มแรกของพวกเขาด้วย) - ผลงานโฟล์ก, ร็อค, โซล, และคันทรี่ ในตอนนี้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จว่ามีชื่อในคลับระดับชาติ พวกเขาเพิ่งจะออกอัลบั้มชุดที่ 3 ในรูปแบบ CD - "Can't Complain" ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น (วิทีย์ พาวเวอร์ส ) กับบทบาทเมื่อเร็วๆนี้ในการแสดงเป็นมอร์เฟียส ในภาพยนตร์แอ็คชั่นอนาคตระทึกขวัญ เรื่อง The Matrix Reloaded, ภาคสองของภาพยนตร์ที่ได้รับการชื่นชอบของ พี่น้องวอโชสกี้ ใน Matrix ไตรภาค เกียรติคุณที่ได้รับจากการแสดงของเขาคือ ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง จากการรับบท Ike Turner ผู้หม่นไหม้ ในภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่องฮิต What's Love Got to Do with It. เขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ครั้งแรก รวมทั้งร่วมแสดงและอำนวยการสร้างในภาพยนตร์เรื่อง Once in the Life ซึ่งเขาเขียนจากละครองก์เดียว เรื่อง Riff Raff ซึ่งเขาเคยแสดง เคยเขียนและกำกับในปี 1994 แสดงครั้งแรกที่ลอส แอนเจลิส เป็นการสร้างครั้งแรก ภายใต้ความดูแลของบริษัทของตนเองที่ชื่อ L.O.A. Productions เขาเริ่มเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ พออายุเพียง 15 ปีก็ได้รับบทเป็นทหารจีไอ ในหนังสงครามเวียตนามของ ฟรานซิส คอพโพลา เรื่อง Apocalypse Now ต่อมาเขาได้ร่วมงานกับคอพโพลาอีกหลายครั้ง ในภาพยนตร์เรื่อง Rumble Fish, Gardens of Stone และ The Cotton Club Fishburne ได้ร่วมงาน 2 ครั้งกับผู้กำกับชื่อดัง จอห์น ซิงเกิลตัน ในเรื่อง Boyz 'N the Hood และเรื่อง Higher Learning ได้รับรางวัลจาก National Association for the Advancement of Colored People (NAACP) Image Award - Best Actor จากเรื่องแรก ผลงานที่สร้างชื่อเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่อง Othello, Searching for Bobby Fischer, Just Cause, Bad Company, Class Action, Deep Cover, Fled, Cadence, King of New York, Red Heat, Band of the Hand, หนังของ สไปค์ ลี เรื่อง School Daze หนังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก เรื่อง The Color Purple, Hoodlum, Event Horizon, The Matrix และพากย์เสียงเป็น Thrax ในภาพยนตร์เรื่อง Osmosis Jones และเมื่อเร็วๆนี้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Biker Boyz สำหรับผลงานโทรทัศน์ เขาได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ ลูกโลกทองคำ และ CableACE Award และคว้ารางวัล NAACP Image Award กับผลงานการแสดงภาพยนตร์ HBO ในเรื่อง The Tuskegee Airmen เป็นเรื่องราวของนักบินรบผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ เขาได้รับรางวัลเอ็มมี่ กับการแสดงในภาพยนตร์ซีรีส์ของ โรเบิร์ต เดอ นีโร เรื่อง Tribeca ในปี 1997 Fishburne ได้เข้าชิงรางวัล Outstanding Lead Actor ในละครมินิซีรีส์ของ HBO เรื่อง Miss Evers' Boys ซึ่งเขาเป็นผู้อำนวยการบริหารด้วย มินิซีรีส์เรื่อง Miss Evers' Boys สามารถคว้ารางวัลเอ็มมี่ได้ถึง 5 รางวัลรวมไปถึงรางวัล President's Award ที่ถือเป็นเกียรติสำหรับรายการที่ให้ความกระจ่างในด้านสังคมหรือการศึกษา ซึ่งเป็นรางวัลที่ทุกคนปรารถนา ฟิชเบิร์น ยังได้แสดงและเป็นผู้อำนวยการบริหาร ในภาพยนตร์เรื่อง Always Outnumbered ซึ่งกำกับการแสดงโดย ไมเคิล แอ็พเท็ด ทาง HBO ในปี1992 ฟิชเบิร์นได้รับรางวัล Tony Award, Drama Desk Award, Outer Critics Circle Award และ a Theatre World Award จากผลงานบนเวทีบรอดเวย์ ของออกัสต์ วิลสัน เรื่อง Two Trains Running ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เขารับบท Sterling Johnson ที่เคยแสดงที่ Yale Repertory Theatre และในปี 1999 เขาได้รับบทเป็นกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศสในภาพยนตร์เรื่อง The Lion in Winter เป็นเรื่องราวของกษัตริย์ที่ต้องระทมทุกข์ในการร่วมชีวิตกับชายาผู้แปลกประหลาดอย่าง Eleanor of Acquitaine ฟิชเบิร์นจะมีผลงานเรื่องต่อไปในภาคสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง Matrix ไตรภาค ในตอนที่ชื่อ The Matrix Revolutions ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสามารถหลากหลายพิเศษไม่เหมือนใครในวงการภาพยนตร์ ละครเวที และภาพยนตร์โทรทัศน์ มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน (เซเลสเต บอยล์) ได้รับรางวัล ตุ๊กตาทอง ในปี 2001 สำหรับการรับบทน่าประทับใจ ลี แครสเนอร์ คู่กับ เอ็ด แฮร์ริส ในภาพยนตร์เรื่อง Pollock นอกเหนือจากรางวัลออสการ์ เธอยังได้รับรางวัลดาราสนับสนุนหญิงยอดเยี่ยมจาก New York Film Critics Award และได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award ต่อจากการทำงานที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ดีๆ ในเรื่อง Mystic River กับคลินท์ อีสท์วู้ด และทีมดาราทั้งหมดในบอสตัน ฮาร์เดนได้ทำงานต่อในภาพยนตร์ของ Revolution Studios เรื่อง Mona Lisa Smile ซึ่งกำกับการแสดงโดย ไมค์ นิวเวลล์ ในเรื่องนี้ ฮาร์เดน แสดงเป็นครูและเพื่อนของ จูเลีย โรเบิร์ตส ร่วมแสดงโดย จูเลีย สไตลส์ คริสเทน ดันส์ท และ แม็กกี้ กิลเลฮาล ผลงานภาพยนตร์ของปัจจุบันคือเรื่อง Casa de Los Babys ร่วมกับ แดริล แฮนนาห์, ลิลี เทย์เลอร์, แมรี่ สตีนเบอแกน, ริต้า โมเรอโน และ แม็กกี้ กิลเลฮาล Babys เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงอเมริกัน 6 คนที่เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อรับเด็กเป็นลูกบุญธรรม เขียนและกำกับการแสดงโดย จอห์น เซย์เลส และออกฉายรอบปฐมทัศน์ในปีนี้ที่งาน Toronto Film Festival เมื่อเร็วๆนี้ เธอเพิ่งจบจากการทำงานในโตรอนโต้กับเรื่อง Welcome to Mooseport คู่กับ ยีน แฮ็คแมน และ เรย์ โรมาโน ในภายนตร์คอมเมดี้ของโดแนลด์ เพทรี โดยรับบทเป็นมือขวาของ แฮ็คแมน ซึ่งรับบทเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ พี่น้องโคเฮนเป็นผู้ค้นพบฮาร์เดน และมอบบทดารานำหญิงในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมเรื่อง Miller's Crossing ให้กับเธอ เธอยังได้แสดงนำในเรื่อง Late For Dinner และ Used People ส่วนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ได้แก่ หนังของวอร์เนอร์ บราเดอร์ส เรื่อง Space Cowboys ซึ่งกำกับโดย คลินท์ อีสท์วู้ด และแสดงนำโดย อีสท์วู้ด, ทอมมี่ ลี โจนส์, โดแนลด์ ซุทเธอร์แลนด์ และ เจมส์ การ์เนอร์ ในเรื่อง Meet Joe Black แสดงกับ แบรด พิทท์และ แอนโทนี ฮอพกินส์ ของ Walt Disney ในเรื่อง Flubber แสดงกับ โรบิน วิลเลียมส์ ภาพยนตร์อิสระที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมายเรื่อง Crush คอมเมดี้ของเรื่อง The First Wives' Club และเรื่อง The Spitfire Grill ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Spirit of Sundance Award จากผลงานในบทบาทที่ซับซ้อนของเธอ ผลงานทางด้านภาพยนตร์โทรทัศน์คือได้แสดงคู่กับ แพทริค สจ๊วต ใน เรื่องราวตะวันตกของเชคสเปียร์ เรื่อง King of Texas ของ TNT ในละครซีรีส์ของ CBS เรื่อง The Education of Max Bickford แสดงคู่กับ ริชาร์ด เดรย์ฟัสในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของ A&E เรื่อง Small Vices แสดงคู่กับ โจ แมนเทคนา และเรื่อง Thin Ai และใน CBS movie of the week เรื่อง Guilty Hearts ฮาร์เดนได้แสดงในละครบรอดเวย์ที่ได้รับรางวัลพุลิตเซอร์ของ โทนี่ คุชเนอร์ เรื่อง Angels in America ซึ่งทำให้เธอถูกเสนอชื่อชิงรางวัล Tony และได้รับรางวัล Drama Desk Award และรางวัล Theater World Award เธอยังแสดงในภาพยนตร์ของ เดวิด เรเบ เรื่อง Those the River Keeps และแสดงใน Pollock คู่กับเอ็ด แฮร์ริส ในหนังปฐมทัศน์บันลือโลก ของ แซม เชพาร์ด เรื่อง Sympatico และล่าสุดยังมีผลงานบนเวทีในบท "Masha" ที่ New York Public Theatre ในเรื่อง The Seagull, กำกับโดยไมค์ นิโคลส์ และร่วมแสดงโดย เมอริล สตรีพ, เควิน ไคลน์, ฟิลลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน และนาตาลี พอร์ตแมน เป็นนักแสดงหญิงที่จบปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยเท็กซัส ในสาขาการแสดงและได้รับ MFA จากโปรแกรมการแสดงที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค มีนักแสดงหญิงน้อยคนในปัจจุบันที่จะสามารถสร้างผลงานประทับใจให้กับฮอลลีวู้ดอย่างที่ ลอร่า ลินนีย์ (แอนนาเบ็ธ มาร์คัม ) ทำได้ ลินนีย์ ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง รวมไปถึงถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award, ลูกโลกทองคำ, และ Independent Spirit Award จากบทที่ได้แสดงเป็นแซมมี่ เพรสค็อตในภาพยนตร์ของ เคนเน็ธ โลเนอแกน เรื่อง You Can Count On Me ซึ่งแสดงคู่กับ แมทธิว โบรเดอริคและจอน เทนนีย์ และได้รับรางวัล Best Actress จาก New York Film Critics Circle และ National Society of Film Critics ผลงานการแสดงภาพยนตร์ของลินนีย์ ก็คือการแสดงคู่กับ เควิน สเปซี และ เคท วินสเล็ต ในภาพยนตร์เรื่อง The Life of David Gale, The Laramie Project, The Mothman Prophecies แสดงคู่กับ ริชาร์ด เกียร์ และแสดงคู่กับ กิลเลียน แอนเดอสันในเรื่อง The House of Mirth และภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมเรื่อง The Truman Show แสดงคู่กับ คลินท์ อีสท์วู้ดในเรื่อง Absolute Power กำกับการแสดงโดย อีสท์วู้ด และคู่กับ ริชาร์ด เกียร์ ในภาพยนตร์ตื่นเต้นระทึกขวัญสุดฮิตของ Paramount เรื่อง Primal Fear และการได้แสดงในภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ในภาพยนตร์ผจญภัยในป่ากว้างของ Paramount เรื่อง Congo นั้นเธอยังได้รับบทในการแสดงนำอีกด้วย ผลงานด้านภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของลินนีย์ ได้แก่ บทสนับสนุนในภาพยนตร์เรื่อง Lorenzo's Oil, Dave, Searching for Bobby Fischer, และ A Simple Twist of Fate การทำงานด้านภาพยนตร์โทรทัศน์ของลินนีย์ ได้แก่การแสดงที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ ในภาพยนตร์ของ Showtime เรื่อง Wild Iris และเธอยังได้แสดงคู่กับโจแอน วู้ดเวิร์ดในภาพยนตร์ของ the Hallmark Hall of Fame presentation เรื่อง Blind Spot และแสดงนำในมินิซีรส์ที่ได้รับรางวัล PBS เรื่อง Tales of the City ซึ่งเธอได้กลับมาแสดงอีกครั้งในปี 1998 ให้กับ Showtime เรื่อง More Tales of the City ลินนีย์จบการศึกษาจาก Julliard school และกลายเป็นดาราละครชื่อดัง ซึ่งมีผลงานเรื่องสุดท้ายบนเวทีบรอดเวย์กับ เลียม นีสันในละครของ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ เรื่อง The Crucible ซึ่งได้รับเสนอเข้าชิงรางวัล Tony ก่อนหน้านั้นเธอมีผลงานแสดงในภาพยนตร์ของ เจอรัลด์ กุเทียเรซ เรื่อง Honour คู่กับ เจน อเล็กซานเดอร์ เธอได้รับรางวัล Theatre World Award และถูกเสนอเข้าชิงรางวัล Drama Desk ในการแสดงในเรื่อง Sight Unseen ผลงานด้านละครเวทีได้แก่การแสดงใน the Broadway กับผลงานของ ฟิลลิป แบรี่ เรื่อง Holiday เล่นคู่กับ โทนี่ โกล์ดวิน เรื่อง Six Degrees of Separation, The Seagull และ Hedda Gabler ภายหลังเธอได้รับรางวัล Calloway Award ในปี 1994 (ยังมีต่อ) -รก-

ข่าว มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ล่าสุด