วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ภูมิใจเสนอผลงานของ Malpaso เรื่อง Mystic River
กรุงเทพฯ--29 ต.ค.--วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส Mystic River Final Production Information เมื่อสมัยยังเป็นเด็กที่โตขึ้นมาด้วยกันในถิ่นยากไร้ของบอสตันนั้น จิมมี่ มาร์คัม (ฌอน เพนน์), เดฟ บอยล์ (ทิม ร็อบบินส์), และฌอน เดไวน์ (เควิน เบคอน) ใช้เวลาว่างในแต่ละวันเล่นสติ๊กบอลบนถนนด้วยกัน เช่นเดียวกับที่เด็กผู้ชายอื่นๆ ในละแวกเพื่อนบ้านผู้ใช้แรงงานอย่างอีสต์บั๊กกิ้งแฮมจะพึงเล่น มันไม่ค่อยมีเหตุการณ์ ตื่นเต้นอะไรมากนักที่จะเกิดขึ้นแถวบ้านพวกเขา จนกระทั่งเมื่อเดฟถูกบังคับให้ขึ้นรถในครั้งนั้น อันเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล ยี่สิบห้าปีต่อมา ทั้งสามถูกโชคชะตาชักพาให้กลับมาพบกัน ด้วยเหตุการณ์ที่จะทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง - การถูกฆาตกรรมของลูกสาววัย 19 ของจิมมี่ โดยมีฌอนผู้เป็นตำรวจซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีร่วมกับคู่หู (ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น) ในการไขปมฆาตกรรมซึ่งดูไร้เหตุผลสิ้นดี และพวกเขายังต้องทำงานอีกหนึ่งก้าวให้เร็วกว่าจิมมี่ ซึ่งเต็มไปด้วยความคลั่งแค้นที่จะตามหาตัวคนฆ่าลูกสาวของเขา เดฟ เข้ามาข้องเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม โดยเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น เขาถูกบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายแห่งอดีตของตนเอง ที่ข่มขู่จะทำลายชีวิตสมรสและความหวังที่เขาอาจตั้งไว้สำหรับอนาคต เมื่อการสอบสวนรอบตัวสหายทั้งสามเริ่มจะงวดเข้า เรื่องราวอันเป็นลางร้ายก็เริ่มเผยโฉมหน้า และวนเวียนอยู่กับมิตรภาพ ครอบครัว รวมทั้งความไร้เดียงสาที่จะต้องสูญเสียไปในไม่ช้า วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ร่วมกับวิลเลจ โรดโชว์ พิกเจอร์ส และ NPV เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ภูมิใจเสนอ ผลงานของ Malpaso เรื่อง Mystic River จากผลงานกำกับการแสดงของคลินท์ อีสท์วู้ด และอำนวยการสร้างโดยโรเบิร์ต ลอว์เรนซ์, จูดี้ จี ฮอยท์ และ คลิ้นท์ อีสท์วู้ด, ร่วมด้วยบรูซ เบอร์แมน เป็นผู้อำนวยการบริหาร ดาราผู้ร่วมแสดง ได้แก่ ฌอน เพนน์, ทิม ร็อบบินส์, เควิน เบคอน, ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น, มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน และลอร่า ลินนีย์ เขียนบทภาพยนตร์โดย ไบรอัน เฮลเกแลนด์ จากนวนิยายโดย เดนนิส เลเฮน ผู้กำกับภาพ ได้แก่ ทอม สเติร์น ; เฮนรี่ บัมสเตด เป็นผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ ; ผู้ลำดับภาพ ได้แก่ โจเอล ค็อกซ์; ดนตรีประกอบโดย คลินท์ อีสท์วู้ด โดยมี เลนนี่ ไนเฮาส์ เป็นผู้กำกับวง Boston Symphony Orchestra และ Tanglewood Festival Chorus เรื่องราวและตัวละคร นับแต่ครั้งแรกที่ได้อ่านหนังสือ คลินท์ อีสท์วู้ด ผู้กำกับการแสดง/อำนวยการสร้าง ก็รู้ทันทีว่าเขาอยากที่จะนำเอานิยายขายดีติดอันกับเรื่อง Mystic River ของเดนนิส เลเฮน มาสร้างเป็นภาพยนตร์ "ผมอ่านหนังสือแล้วก็ตกลงซื้อลิขสิทธิ์โดยทันที" เขาเล่าย้อน "มันเป็นเรื่องที่ตรึงความสนใจของคน และมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำเป็นหนัง ตัวละครล้วนซับซ้อน น่าสนใจ และถูกกำหนดไว้อย่างเด่นชัด" อีสท์วู้ดซึ่งได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ทั้งด้าน Best Director และ Best Picture จากผลงานหนังตะวันตกเรื่อง Unforgiven เมื่อปี 1993 แสดงความสนใจที่จะสร้างความคลาสสิค และตรงไปตรงมาให้กับเรื่อง Mystic River "หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนจริง ที่พยายามจะเรียนรู้ถึงตัวตนเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากยิ่ง เราจึงต้องทำมันอย่างซื่อตรง และต้องเป็นไปได้" Mystic River เป็นการสำรวจอดีตที่ถักทอระหว่างชายสามคน และเหตุการณ์ร้ายกาจ ที่ทำให้ชีวิตวัยเด็กของพวกเขาต้องด่างพร้อย และเป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเขา รวมทั้งทางเลือกที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ที่พวกเขาถูกบังคับให้เลือก โดยตัวละครแต่ละตัว จะต้องเรียนรู้ถึงด้านร้ายของตนเอง และกระเสือกกระสนกับประเด็นต่างๆ ที่นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าตระหนก "ความลึกลับของคดีฆาตกรรมส่วนใหญ่นั้นจะเกี่ยวกับการไขปริศนา" อีสท์วู้ดกล่าว "แต่ในกรณีของเรื่องนี้ จะแสดงให้เห็นว่า หลังจากกรณีการฆาตกรรม ชีวิตของผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคน ก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เราจะได้เห็นผลกระทบจากการกระทำที่รุนแรง แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายปีหลังจากเหตุการณ์นั้น มันเป็นวงจรของความโศกสลด - ทั้งสามชายต่างก็มีประเด็นที่ไม่อาจเยียวยาในชีวิตของพวกเขา พวกเขาทั้งหมดต้องประสบกับสภาวะชอกช้ำของจิตใจโดยอดีต และกลายเป็นเหมือนสินค้าที่ได้รับความเสียหาย" สามสหายวัยเด็ก จิมมี่ เดฟ และฌอน เติบโตมาด้วยกัน ใช้ชีวิตและเที่ยวเล่นบนถนนในบอสตันใต้ด้วยกัน แต่เมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมเขย่าขวัญเกิดขึ้น กับหนึ่งในพวกเขา ทั้งสามก็ยุติการใช้เวลาร่วมกัน และต่างเติบโตแยกย้ายกันไป โดยที่ทุกคนรักษาระยะห่างจากกัน ราวกับว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นเสมือนสิ่งที่คอยเตือนความทรงจำ ของห้วงเวลาของการทำลายล้าง แต่ในขณะที่ชีวิตของพวกเขาต่างเดินแยกกันไปคนละเส้นทางนั้น ทั้งสามต่างก็พยายามหนีห่างจากสถานที่แห่งความเจ็บปวดแห่งเดียวกัน เมื่ออีสท์วู้ดเริ่มต้นพิจารณาว่าผู้เขียนบทคนใด น่าจะเหมาะที่สุดในการนำเสนอนิยายสยองขวัญของเดนนิส เลเฮน สู่จอภาพยนตร์ "ชื่อของไบรอัน เฮลเกแลนด์ ผุดขึ้นมาในสมองผมทันที เขาชอบหนังสือมาก และหลังจากที่เราหารือกันอย่างสั้นๆ ผมก็พูดว่า 'ทำไมคุณไม่ลองลุยดูเลยล่ะ?' เขาก็จัดการชำแหละบทอย่างว่องไว เขียนฉบับร่างเสร็จภายในสองอาทิตย์ ผมอ่านดูแล้วรู้สึกว่าเป็นการแปลความจากหนังสือที่ซับซ้อนได้อย่างยอดเยี่ยม เต็มไปด้วยการ สาธยายและรายละเอียด" การตัดสินใจเลือกตัวแสดงสะท้อนถึงความตั้งใจของอีสท์วู้ด และความปรารถนาที่จะสร้างงานคุณภาพโดยไม่ยอมอ่อนข้อ และบรรดาตัวเอกก็ได้รับการเลือกมาให้รวมกันอย่างไม่ต้องรอช้า "ผมส่งสคริปท์ไปให้ฌอน เพนน์ และเขาก็ตกหลุมรักมันทันที" อีสต์วู้ดเล่าย้อน "ทิม ร็อบบินส์ โทร.มาหา และในระหว่างที่เราคุยกันไปกันมา ดาราคนอื่นๆ ก็โทร.เข้ามาเรื่อยๆ มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน และลอร่า ลินนีย์เป็นนักแสดงหญิงฝีมือเยี่ยม และผมก็เคยร่วมงานมาแล้วกับทั้งคู่ ครั้งนี้นับเป็นประสบการณ์ที่น่ายินดีเพราะเหล่านักแสดงมาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา" ดารานำ 5 คนนั้นล้วนแล้วแต่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วทุกคน : เพนน์ - กับรางวัล Best Actor จากเรื่อง I Am Sam และ Dead Man Walking - เรื่องเดียวกับที่ร็อบบินส์ได้เข้าชิงรางวัล Best Director, ฟิชเบิร์น รางวัล Best Actor ใน What's Love Got to Do with It, ลินนีย์ - Best Actress ใน You Can Count On Me และมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน ซึ่งได้รับรางวัล Best Supporting Actress จากบทบาทของเธอในเรื่อง Pollock "ผมคิดว่าคงไม่สามารถหานักแสดงที่ดีไปกว่านี้ได้อีกแล้ว สำหรับทุกตอนในหนัง" อีสท์วู้ดกล่าว "ฌอน, ทิม, เควิน, ลอว์เรนส์, ลอร่า และมาร์เซีย ล้วนแต่โดดเด่น ผมไม่สงสัยอะไรเลยเกี่ยวกับพรสวรรค์ของนักแสดง" ในทางกลับกัน นักแสดงก็ไม่ตั้งข้อสงสัยเลยว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี "พวกเราทุกคน มีความรู้สึกว่าการเล่าเรื่องของคลินท์ จะแสดงถึงความถ่อมตัวของหนังอย่างชัดเจน" เพนน์กล่าว "ดังนั้นการอ่านของพวกเราจึงเป็นการอ่านเพื่อให้รู้สึกคุ้นเคยกับวัตถุดิบให้มากที่สุด ดังนั้น อะไรก็ตามที่ต้องทำเกี่ยวกับความแตกต่างของอารมณ์ และทางเลือกของตัวละคร จึงกลายเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างย่อ กับคลินท์ โดยที่เราไม่ต้องกลับไปดูสคริปท์ มันเป็นการทำงานที่โปร่งใส และตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะเรารู้ว่าจะสามารถใส่ทุกอย่างที่เรามีลงไปได้ในทุกเทค" "เครื่องปรุงหลักของหนังเรื่องนี้ก็คือ คลินท์ อีสท์วู้ด" ร็อบบินส์เห็นด้วย "คลินท์เป็นศิลปินอย่างแท้จริงในทุกทาง แม้ว่าปีนี้เขาจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด และบรรดาหนังเลื่องชื่อที่เขาได้ทำมา เขาทำให้เรารู้สึกสบายๆ และมีคุณค่าเวลามากองถ่าย ด้วยการปฏิบัติกับเรา เช่นเดียวกับเป็นผู้ร่วมงานและผู้เท่าเทียมกัน เราไม่เคยรู้สึกว่าเขาเป็นตำนาน หรือบอกเราว่าต้องให้เกียรติเขา แต่เราก็ทำนะ มันเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่เคยมีความรู้สึก ที่ต่ำช้าในกองถ่ายของเขา ; ไม่มีการตะโกนหรือการแสดงอารมณ์โง่ๆ จากใครสักคน มันเป็นการทำงานแบบมืออาชีพ ในสภาพแวดล้อมของผู้ใหญ่ ไม่เคยที่เราจะต้องยอมรับถึงความเท่าเทียมของเขา หรือทีมงาน และนั่นเป็นสิ่งที่เพิ่มพลังให้กับเรา ทำให้รู้สึกเหมือนคร้งแรกที่ได้เล่นหนังหมัดๆมวยๆ" ร็อบบินส์รับบท เดฟ ผู้เต็มไปด้วยปัญหา "เดฟเป็นหนึ่งในบรรดาพวกที่หาทางเอาตัวรอด และมีชีวิตอยู่ให้ได้แม้ว่าจะเคยมีอดีตที่น่าสยดสยอง" นักแสดงหนุ่มใคร่ครวญ "บางทีสิ่งที่เขาควรจะทำก็คือย้ายออกไปจากแถวบ้านเก่า และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่นอย่างไร้อดีต แต่เขาก็ไม่ได้ทำ เขาเก็บกดประสบการณ์แสนเจ็บปวดไว้ภายใน และไม่พูดถึงหรือหาทางแก้ไข และปล่อยให้มันกลัดหนองระบมทุกข์อยู่ปีแล้วปีเล่า มันไม่สนุกเลย ที่จะต้องอยู่ในเงามืดแบบนั้น เป็นเวลานานๆ ในตอนที่กำลังทำงาน แต่โชคยังดีที่คลินท์จัดหาที่ทางที่จะเราทำงานได้อย่างมืออาชีพ และสะดวก และนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะสามารถทำให้ตัวละครนั้นมีชีวิตขึ้นมา "เดฟ ถูกหลอนด้วยเหตุการณ์ทำลายล้างในวัยเด็ก และอาศัยอยู่ในถิ่นยากไร้ของเมือง มีอาชีพที่ต่ำต้อย และในที่สุดก็เริ่มชีวิตครอบครัวกับภรรยาของเขา เซเลสเต เมื่อลูกสาวอายุ 19 ของจิมมี่ถูกฆ่าตายโดยหาสาเหตุไม่ได้ รายละเอียดของการฆาตกรรมก็เริ่มผุดโผล่อย่างช้าๆ และเซเลสเตก็เริ่มที่จะเสียจริต เนื่องมาจากความไม่แน่ใจและหวาดกลัวของเธอ ฮาร์เดน มายังบอสตันก่อนใคร เพื่อฝังตัวเข้าสู่โลกของบรรดาผู้ใช้แรงงานใน Mystic River รู้สึกได้ถึงความเกี่ยวดองของเธอ "เรื่องราวมีความเชื่อมโยงส่วนตัวอย่างใกล้ชิดกับฉัน" นักแสดงสวกล่าว "เพราะเซเลสเตมีลูกชายวัยเด็กหนึ่งคน และฉันก็เป็นแม่ของลูกสาววัย 4 ขวบ นับเป็นการสิ่งที่ดึงดูดใจฉัน เพราะเป็นการตั้งคำถามถึงช่วงหนึ่งของชีวิตที่ความไร้เดียงสาต้องสูญสิ้นไป" ในขณะที่เดฟพยายามที่จะเอาตัวรอดให้ได้นั้น จิมมี่กลับเลือดเดินในเส้นทางที่ขรุขระกว่า ด้วยการพัฒนาตัวเองให้เป็นจอมอาชญากรในช่วงเวลาหลายปี และเป็นหัวหน้าแกงค์ตั้งแต่ยังอายุเพียง 17 ปี และเป็นคนที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง เขาแต่งงานกับสาวที่สวยที่สุดในแถวบ้าน และในไม่ช้าก็มีลูกสาวหนึ่งคน ชีวิตคงเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่าหุ้นส่วนจะไม่หักหลังเขา ด้วยการระบุตัวจิมมี่เพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษการจองจำ และส่งผลให้เขาต้องเข้าไปอยู่ในคุก ที่ Deer Island เป็นเวลาสองปี ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นก็คือ ภรรยาสาวของเขาเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งร้าย ในขณะที่เขาถูกจองจำอยู่ และเมื่อจิมมี่พ้นโทษ ก็พบว่าตนเองกลายเป็นพ่อม่ายวัย 22 และผู้ปกครองคนเดียวของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่แทบจะจำไม่ได้ว่าเขาเป็นพ่อ เมื่อมีเคธี ลูกสาววัย 5 ขวบเป็นแรงกระตุ้น จิมมี่จึงมุ่งมั่นที่จะหันหลังให้กับอดีตกับการเป็นอาชญากร เขากลับไปเปิดร้านขายของชำที่หัวมุมถนนในถิ่นเก่าแถวบ้าน ได้แต่งงานใหม่และมีลูกสาวอีกสองคน แม้ว่าครอบครัวจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่เคธีก็ยังคงเป็นแสงแห่งชีวิตของเขา เมื่อถึงวันที่มีคนพบเธอเสียชีวิตอยู่ในเพนปาร์ค แสงสว่างนั้นจึงดับวูบไปโดยสิ้นเชิง "Mystic River deals สื่อถึงความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้" ฌอน เพนน์ กล่าว "ผมพบว่าตัวเองวาดภาพจากงานเขียน และนักแสดงคนอื่นๆ เราใช้เวลาด้วยกันเยอะมาก ทั้งอ่านสคริปท์เพื่อเสาะหาความสงบของเรื่องราวที่เกิดขึ้น และทางที่ถูกเลือก งานของเราคือการทำให้คนสามารถสื่อความเข้าใจถึงสถานการณ์อันเจ็บปวดรวดร้าวนี้ได้" สิ่งที่หยั่งรากลึกของจิมมี่ในโศกนาฏกรรมนี้ ก็คือความรักที่เขามีต่อลูกสาวทุกคน และพลังของภรรยาผู้ทุ่มเทอย่างร้ายกาจของเขา ซึ่งความจงรักภักดีที่เธอมีต่อคนใกล้ชิดนั้นเป็นที่รู้กันว่าไม่มีขีดจำกัด "แอนนาเบ็ธเป็นคนแกร่ง มาก มาก" ลอร่า ลินนี่ กล่าวถึงตัวละคร "เธอเป็นเหมือนสิงโตแม่ลูกอ่อน แสนจะปกป้อง มีความภาคภูมิใจและปกป้องในสิทธิอย่างมาก เธอจะคอยระแวดระวัง - และมีคุณสมบัติที่เรียกว่า 'อย่ามาแหยม' อยู่ในตัว" ในระหว่างที่จิมมี่ชดใช้เวลาต้องโทษของเขาอยู่นั้น ฌอน เพื่อนคู่หูในวัยด็กของเขา ก็ขลุกอยู่กับอีกด้านหนึ่งของกฎหมาย และกลายมาเป็นนักสืบคดีฆาตกรรมของรัฐแมสซาชูเซทส์ นอกจากการทำตัวเหินห่างจากมนุษย์ปุถุชนที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายไม่รู้จบ อย่างที่เขาได้พานพบจากการสืบสวนนานาคดีนั้น เขายังได้แยกทางเดินกับภรรยา ซึ่งจะติดต่อกันผ่านเพียงทางสายโทรศัพท์ที่เงียบสงัด ทว่าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ฌอนต้องเจอเข้ากับคำถามถึงความหมายในความพยายามทั้งปวงของเขา "เมื่อเป็นผู้ใหญ่ สหายทั้งสามได้ตัดขาดการติดต่อกัน" เควิน เบคอนเล่า เขารับบทนายตำรวจจอมขัดแย้ง "ฌอนย้ายบ้านไปแล้ว และในตอนนี้เขาใช้เวลาส่วนมากในการพยายามไขคดีฆาตกรรม ภรรยาเขาทิ้งไป เขาอยู่คนเดียว ไร้เพื่อน - เขาใช้ชีวิตเหมือนซอมบี้ไปวันๆ" คนเดียวที่ฌอนติดต่อด้วยนั้นก็คือ วิทีย์ คู่หูของเขา ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น รับบทนักสืบคดีฆาตกรรม ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบความเป็นจริงของเป้าหมายเพื่อคู่หู "วิทีย์เป็นคนนอกอย่างแท้จริงในบรรดาคนเหล่านั้น" ฟิชเบิร์นกล่าว "เขาไม่เคยมีความคุ้นเคยหรือเกี่ยวข้องกับมิตรภาพ" "ส่วนที่ยิ่งใหญ่ระหว่างผมกับลอว์เรนส์ ก็คือการเข้ากันได้อย่างสมจริง และความซับซ้อนในมิตรภาพระหว่างเรา" เบคอนกล่าว "ในฐานะตำรวจสองนายที่พยายามจะไขคดีฆาตกรรมนี้ ซึ่งสำหรับฌอนแล้ว เป็นการนำเขากลับมายังบ้านเก่า และมิตรภาพวัยเด็ก" ฟิชเบิร์นย้ำว่าความเป็นคู่หูนั้น เป็นพลังพื้นฐานแห่งความสำเร็จ "ถ้าจะให้ผมบรรยายตัวละคร ก็จะเป็นแบบนี้ : ฌอน เพนน์แต่งงานกับลอร่า ลินนีย์ ทิม ร็อบบินส์แต่งงานกับมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน และผมแต่งงานกับเควิน เบคอน การเป็นคู่หูกันของตำรวจนั้นก็เหมือนกับการแต่งงานนั่นแหละ" ฌอนทิ้งระยะห่างบ้านเก่าไปไกลโข เมื่อเทียบกับจิมมี่และเดฟที่เลือกที่จะอยู่ถิ่นเดิมแต่ไม่ติดต่อกัน และมีครอบครัว ทั้งสามอาจใช้ชีวิตที่เหลือโดยไม่ติดต่อกันอีกเลย แต่กลับถูกกระชากให้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง โดยการถูกฆ่าอย่างไร้เหตุผลของเคธี ฌอนถูกมอบหมายให้ดูแลคดี และต้องเผชิญหน้ากับระเบิดเวลา : จิมมี่ ซึ่งถูกครอบงำโดยเพลิงแค้น ทีสุมรุมเพราะลูกสาวถูกฆาตกรรม แต่กดเก็บไว้ภายใต้ความเยือกเย็น กับแผนการกำจัดอย่างรวบรัดที่เตรียมการไว้เป็นอย่างดี "เนื้อเรื่องเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดสำหรับทุกอย่าง" อีสท์วู้ดกล่าว "ผมไม่ชอบการก้าวก่ายหรือขัดจังหวะในกองถ่าย และจะทำตามสคริปท์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลาย เพื่อให้นักแสดงทำงานได้ดีที่สุด และเพื่อให้หนังออกมาตรงตามที่ควรจะเป็น" อีสท์วู้ดมีความมุ่งมั่นว่าหนังเรื่อง Mystic River จะต้องถ่ายทำที่โลเคชั่นในบอสตัน แมสซาชูเซ็ทส์ - และแม้กระทั่งดนตรีประกอบก็จะต้องบันทึกที่นั่นโดย Boston Symphony Orchestra และ Tanglewood Festival Chorus "ผมไม่เคยนึกอย่างจริงจังที่จะเลือกใช้โลเคชั่นอื่นเลย" เขาเล่า "งานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดในบอสตัน เมืองนี้และละแวกบ้านเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องและนักแสดง จะไม่มี Mystic River ที่ไหนอื่นอีก" หนังทั้งเรื่องถ่ายทำในตัวเมืองและบริเวณรอบนอก โดยเรื่อง Mystic River วาดภาพให้เห็นถึงละแวกบ้าน และสภาพแวดล้อม ที่เกือบจะละอียดถี่ถ้วนราวกับเป็นสารคดี และเช่นเเดียวกับฉากภายในที่สมจริง ซึ่งถูกสร้างในโกดังว่างซึ่งอยู่ที่แคนตัน แมสซาชูเซทส์ ซึ่งเป็นชานเมืองทางด้านใต้ของบอสตัน เฮนรี่ บัมสเต็ด ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง จากผลงานของเขาในเรื่อง To Kill a Mockingbird และ The Sting รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากเรื่อง Vertigo และ Unforgiven มีหน้าที่ในการสร้างแบบภายในจำลองทั้งหมดของบ้านทุกหลัง รวมทั้งการก่อสร้าง Black Emerald Bar ที่รู้จักกันดี และเป็นโลเคชั่นสำหรับฉากหลักของเรื่อง Mystic River Black Emerald Bar นั้นตั้งอยู่ชิดริมน้ำ ซึ่งมองไปเห็นทิวทัศน์ขอบฟ้าของตัวเมือง ใกล้กับ Mystic River Bridge ถูกสร้างโดยการใช้สถานที่ซึ่งเป็นโรงงานว่างๆ เพื่อให้สมกับฉากที่บรรยายไว้ในสคริปท์ "ผมเชื่อมั่นในตัวของเฮนรี่ บัมสเต็ดอย่างเต็มที่" อีสท์วู้ดอธิบาย "และยังเชื่ออย่างจริงจังว่า เขาเป็นผู้ออกแบบฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการทำงานภาพยนตร์ เขามีความสามารถอย่างน่าทึ่งในการแก้ไขปัญหาครีเอทีฟ โดยเฉพาะเมื่อถูกขีดเส้นตาย เขาเคยช่วยผมได้มากกับบรรดาฉากเมืองตะวันตก, ห้องข่าว, ยานอวกาศ และเรือจับปลาในมหาสมุทร ในเรื่องน สิ่งที่เขาได้สร้างขึ้นมาในบาร์ของนิวอิงแลนด์นั้นสมบูรณ์มาก มีส่วนประกอบทางวิชวลที่ดี เฮนรี่เป็นคนมีพรสวรรค์พิเศษและผมโชคดีที่มีเขามาร่วมงานด้วย" นอกจากการร่วมงานกับ Massachusetts Port Authority แล้วนั้น งานถ่ายทำฉากในตัวเมืองบอสตันนั้น ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก นายกเทศมนตรี โธมัส เมนิโน โดย Office of Special Events ซึ่งช่วยประสานงานการอนุญาตทั้งหมด การจัดการจราจร และรักษาความปลอดภัย เหตุการณ์ที่ควรพูดถึงในระหว่างการถ่ายทำ ได้แก่ การปิดการจราจรสามเลนบนสะพาน Tobin/Mystic Bridge ในการถ่ายทำฉากซึ่งฌอนและวิทีย์ รุดมายังสถานที่เกิดอุบัติเหตุบนถนน "ผมชอบภาพที่ออกมาในหนังมาก" อีสท์วู้ดกล่าว "มันถูกให้แสงเหมือนกับช่วงที่กำลังจะหมดวัน ก่อนที่ทอม เสติร์น ตากล้องของเรา ซึ่งเคยเป็นผู้กำกับภาพให้กับเรื่อง Blood Work และก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดแสงมานานหลายปี เขาเคยทำงานหนังผมมาหลายเรื่อง จากการทำงานกับบรูซ เซอร์ทีส และแจ็ค กรีน" เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่อง ได้แก่ ผู้เขียนของเรื่อง Mystic River -เดนิส เลเฮน ซึ่งอยู่ในฉากงานพาเหรดของ Columbus Day เลเฮนได้รับเลือกให้เล่นเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งคอยโบกมือให้กับฝูงชนในขณะที่นั่งอยู่ในตอนหลังของรถเปิดประทุน สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คืออากาศของนิวอิงแลนด์ นับว่าโชคดีที่อีสท์วู้ดซึ่งทำงานกำกับการแสดงอย่างตั้งใจ และความเป็นมืออาชีพอย่างสูงจากทีมนักแสดง ทำให้ทางบริษัท Malpaso สามารถเก็บงานถ่ายทำฉากหลักได้อย่างสมบูรณ์ ลดการทำงานถ่ายซ้ำไปได้มาก และเช่นเดียวกันในหลายครา เนื่องจากอากาศในช่วงใบไม้ร่วงของนิวอิงแลนด์ ซึ่งจะมีฝนและใบไม้ร่วงเป็นระยะ ได้ช่วยในงานถ่ายของฉากจำเพาะอีกหลายฉาก "ผมมีทีมงานและนักแสดงที่เยี่ยมยอด ซึ่งทำให้ผมทำงานได้ง่ายขึ้นและสนุกมากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงปัญหาเรื่องอากาศ หรือผลกระทบจากภายนอก" อีสท์วู้ดอธิบาย "มันมีผลต่อทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เริ่มจนจบ และจำกัดการเทคหลายครั้ง แน่นอนเราต้องเจอทั้งฝนทั้งลมและบางคืนที่หนาวจนแทบแข็ง แต่นั่นคือสิ่งที่เราคาดหวังไว้กับเรื่องนี้ มันใช้ได้เลย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือผมมีทีมงานที่ดี เราทำงานและถ่ายในสิ่งที่เราต้องการ แล้วก็เดินหน้าต่อไป พวกเขารู้ว่ากำลังทำอะไร - มันน่าประทับใจและบางครั้งผมพบว่าตัวเองกำลังเฝ้าดูพวกเขามากกว่าที่จะกำลังกำกับการแสดง" อีสท์วู้ดหวังใจว่าหนังเรื่องนี้จะสร้างความบันเทิงให้ทุกคน และเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจและกระตุ้นให้เกิดความคิด "เรื่องนี้จะทำให้คนดูสมใจได้ในหลายระดับ" เขาพูดอย่างครุ่นคิด "บรรดาแฟนๆประเภท "ใครทำกันแน่" จะมีความสุขกับความลึกลับของเรื่อง และดูดซับสิ่งอื่นเหมือนเป็นวงนอก คนอื่นๆ จะมองลึกลงไปในตัวละครและเรื่องราวนักสืบ ที่จะมีความหมายเกี่ยวข้องเพียงโศกนาฏกรรมทั้งหมด เนื้อเรื่องจะซับซ้อน และเมื่อเปลือกของแต่ละชั้นถูกลอกออก เรื่องก็จะเปิดเผยมากขึ้น แต่ละครั้งที่คำถามได้ถูกเฉลย มันก็จะทำให้เกิดคำถามขึ้นมาอีก … ผมกำลังคอยรับฟังความคิดเห็นที่จะมาจากคนดูอยู่ (ยังมีต่อ) -รก-