วอร์เนอร์ บราเดอร์สฯ เสนอภาพยนตร์เรื่อง เมทริกซ์ เรฟโวลูชั่นส์ ปฏิวัติมนุษย์เหนือโลก ทุกอย่างที่มีจุดเริ่มต้น ย่อมมีจุดจบ - newswit
กรุงเทพฯ--17 ต.ค.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส เมทริกซ์ เรฟโวลูชั่นส์ ปฏิวัติมนุษย์เหนือโลก ทุกอย่างที่มีจุดเริ่มต้น ย่อมมีจุดจบ กำหนดฉายวันที่ 5 พฤศจิการยน 2546 ในบทสรุปอันน่าพิศวงของเรื่อง The Matrix Reloaded นั้น นีโอ (คีนู รีฟส์) ได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งในการตามล่าหาความจริง ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเดินทางเข้าสู่โลกอันแท้จริง จากจุดเริ่มต้นแห่ง เดอะ เมทริกซ์ - ทว่าการแปรสภาพนั้นทำให้เขาต้องสูญเสียพลังจนหมดสิ้น และล่องลอยไป ณ สถานที่ร้างผู้คน ซึ่งอยู่ระหว่างโลกเมทริกซ์ และโลกเครื่องจักร ในขณะที่ทรีนิตี้ (แครี่-แอน มอส) คอยเฝ้าระแวดระวังร่างอันไร้สติของนีโอไว้ และมอร์เฟียซ (ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น) ต้องต่อสู้กับความจริงที่เผยให้รู้ว่า หนึ่งเดียว (The One) ผู้ซึ่งเขาได้ทุ่มเทความศรัทธาทั้งชีวิตให้นั้น เป็นเพียงระบบการควบคุมอีกระบบหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสถาปนิกแห่งเมทริกซ์ The Matrix Revolutions บทอวสานอันระทึกใจของภาพยนตร์ไตรภาค Matrix ตำนานสงครามระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร ซึ่งดำเนินมาอย่างดุเดือดเข้มข้นและอึกทึก : กองทัพแห่งไซออน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพลเรือนอาสาสมัครที่หาญกล้าอย่าง ซี (โนน่า เกย์) และเดอะคิด (เคลย์ตัน วัตสัน) ที่เข้าร่วมการต่อสู้อย่างเข้าตาจน เพื่อหยุดยั้งการรุกรานของเซ็นติเนล ในขณะที่กองทัพเครื่องจักรบุกทะลวงเข้าสู่ที่มั่น ของพวกเขา และเมื่อต้องเผชิญกับการทำลายล้างอันโหดร้ายในครั้งนี้ บรรดาพลเมืองแห่งปราการสุดท้ายของมนุษยชาติ มิได้เพียงต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่พวกเขายังทำเพื่ออนาคตของมวลมนุษย์อีกด้วยแต่ทว่าองค์ประกอบซึ่งไม่รู้ถึงที่มา กลับเป็นตัวบ่อนไส้กองทัพเสียเอง : โปรแกรมลวง สมิธ (ฮิวโก้ วีฟวิ่ง) ผู้ได้กระทำการอย่างฉลาดแกมโกงและลักพาตัว เบน (เอียน บลิส) หนึ่งในสมาชิกแห่งกองทัพโฮเวอร์คราฟท์ไป เขามีพลังอำนาจที่เพิ่มพูนขึ้นในทุกวินาที จนอยู่นอกเหนือความควบคุมของเดอะ แมชชีน สมิธข่มขู่ว่าจะทำลายอาณาจักร รวมทั้งโลกแท้จริงและเมทริกซ์ ส่วนเทพยากรณ์ (แมรี่ อลิซ) ได้ให้คำแนะนำกับนีโอ เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเขายอมรับมัน ด้วยความรู้ที่ว่าเธอก็เป็นโปรแกรมตัวหนึ่ง และคำพูดของเธอ อาจเป็นคำลวงอีกระดับขั้นของระบบอันซับซ้อนอย่างมโหฬารของเมทริกซ์ ด้วยความช่วยเหลือของไนโอบี (เจด้า พิงเก็ต สมิธ) - นีโอ และทรีนิตี้ เลือกที่จะเดินทางไปไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะเคยกล้าไป - การเดินทางที่เต็มไปด้วยภยันตราย เหนือพื้นดิน ข้ามพื้นผิวโลกที่ถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม ไปสู่ใจกลางของแมชชีน ซิตี้ที่แสนจะอันตราย ณ เมืองหลวงแห่งเครื่องจักรนั้น นีโอได้เผชิญหน้าตัวต่อตัวกับ ผู้มีอำนาจสูงสุดของโลกเครื่องจักร - ดิวส์ เอ็กซ์ แมชชีนน่า - และต้องต่อสู้ด้วยข้อต่อรองอันเป็นความหวังเดียวของโลกที่กำลังจะสูญสลาย สงครามจะจบลงในคืนนี้ โดยมีชะตาชีวิตของนีโอ และอนาคตของสองโลก ซึ่งผูกติดอยู่กับผลของการเผชิญหน้าแห่งหายนะ ระหว่างเขาและสมิธ วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ร่วมกับ วิลเลจ โรดโชว์ พิกเจอร์ส และ NPV เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ภูมิใจเสนอ ผลงานภาพยนตร์ของซิลเวอร์ โปรดักชั่น เรื่อง The Matrix Revolutions นำแสดงโดย คีนู รีฟส์, ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น และแครี่-แอน มอส และร่วมแสดงโดย ฮิวโก้ วีฟวิ่ง และ เจด้า พิงเก็ต สมิธ The Matrix Revolutions เขียนบทและกำกับการแสดงโดยสองพี่น้องวาโชสกี้ และอำนวยการสร้างโดยโจเอล ซิลเวอร์ ผู้อำนวยการบริหาร ได้แก่ แอนดี้ วาโชสกี้, แลรี่ วาโชสกี้, แกรนท์ ฮิล, แอนดรู เมสัน, และบรูซ เบอร์แมน ; ผู้กำกับภาพ ได้แก่ บิล โป๊พ, A.S.C.; ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ ได้แก่ โอเวน ปีเตอร์สัน ; ผู้ลำดับภาพ ได้แก่ แซค แสตนเบิร์ก, A.C.E.; ประพันธ์เพลงโดย ดอน เดวิส ; ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็คโดย จอห์น เกต้า ; และออกแบบเครื่องแต่งกายโดย คิม แบเร็ตThe Matrix Revolutions จัดจำหน่ายทั่วโลกโดย วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ในกลุ่มบริษัทวอร์เนอร์ บราเดอร์ส เอนเตอร์เทนเมนท์ และในบางพื้นที่โดย วิลเลจ โรดโชว์พิกเจอร์สwww.thematrix.com / AOL Keyword: Matrix Revolutions THE MATRIX REVOLUTIONS: บทอวสาน เมื่อปี 1999 สองพี่น้องวาโชสกี้ และผู้อำนวยการสร้าง โจเอล ซิลเวอร์ ได้ประกาศให้โลกรู้ถึงภาพยนตร์เรื่อง The Matrix โดยการถ่ายทอดเรื่องราวที่ซับซ้อน ของชนวนแห่งจินตนาการแอ็คชั่นที่ทรงพลัง ทีมผู้สร้างไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นอย่างมากให้กับผู้ชมด้วยนวัตกรรมด้านวิชวล ที่แปลกใหม่เป็นอย่างมากเท่านั้น แต่ยังได้สร้างภาพยนตร์แอ็คชั่นที่กระตุ้นให้ไตร่ตรองถึง แก่นแท้แห่งความเป็นจริง เอกลักษณ์ ซึ่งให้ความกระจ่างกับทางที่เราได้เลือก และความแข็งแกร่งและอ่อนแอที่ผลักดันให้เราเลือก พี่น้องวาโชสกี้ได้ตั้งใจที่จะสร้างเรื่องราวแห่งตำนาน ให้เป็นไตรภาคกับเรื่อง The Matrix และในการสร้างตอนที่สองและสามเพื่อให้ออกมาเป็นหนังเรื่องเดียว ที่ถูกแบ่งออกเป็นสองภาค ในหนังที่ออกฉายเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2003 ซึ่งเป็นบทที่สองนั้น ในภาพยนตร์เรื่อง The Matrix Reloaded ทางผู้เขียนบท-กำกับการแสดงได้ขุดลึกลงไปเรื่องราวการจญภัย ที่ดำเนินต่อไป และการปฏิวัติเข้าสู่เทคโนโลยีวิชวลเอ็ฟเฟ็ครุ่นใหม่ ที่สามารถนำมาใช้ ในภาพยนตร์ได้ ภาพยนตร์เรื่อง Reloaded นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยฉากแอ็คชั่นระห่ำมากมาย จนแทบทำให้ผู้ชมแทบลืมหายใจ และขยายความให้กับแกนปรัชญาของเรื่องแรก กับการขับเคลื่อนทางเทคนิคที่เป็นการต่อเนื่องของการเดินทางที่เสี่ยงอันตรายของนีโอ ที่มุ่งไปสู่ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า และความเข้าใจถึงบทบาทของเขา ซึ่งเป็นแกนแห่งชะตาของมนุษยชาติ ถึงวันนี้ The Matrix Reloaded ทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิซทั่วโลกไปแล้วถึง $735 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้รวมสูงสุดของปี 2003 โดยเป็นภาพยนตร์ เรท-อาร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่อง Reloaded ยังทำสถิติรายได้สูงสุดถึง $158.2 ล้านเหรียญภายในหนึ่งอาทิตย์ โดยทำลายสถิติรายได้ $150 ล้านเหรียญภายในหกวัน จากการฉายในประเทศ ส่วนในต่างประเทศ ได้เป็นหนึ่งในสิบภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำรายได้มากกว่า $100 ล้านเหรียญจากการออกฉายในสุดสัปดาห์เดียวการทำรายได้มหาศาลจนน่าตกใจในบ็อกซ์ออฟฟิซของทั้งสองภาคแห่งไตรภาค และการได้รับข้อวิพากษ์จากบรรดาผู้ชมอย่างมากมาย หลังจากที่ได้ชมและวิเคราะห์ผลงาน ของพี่น้องวาโชสกี้ นับเป็นหลักฐานที่เน้นย้ำถึงความสามารถของทีมผู้สร้าง ว่าได้เข้าถึงจิตสำนึกผู้ชม รวมทั้งงานสร้างที่เป็นแรงกระตุ้นและท้าทายของพวกเขา "พวกเขาได้สร้างเรื่องที่เป็นตำนาน ถ่ายทอดออกมาด้วยจินตนาการที่ปฏิวัติวงการบันเทิง และสร้างภาพยนตร์ไตรภาคที่เป็นงานแอ็คชั่นของผู้คนที่มีเหตุผล" โจเอล ซิลเวอร์ ผู้อำนวยการสร้าง ของ Matrix กล่าว "เราสามารถสนุกกับการดูหนังด้วยสัญชาติญาน เพียงอย่างเดียว หรือหากต้องการจะเจาะลึกมากไปกว่านั้น ก็ยังมีข้อคิดที่ล้ำลึกกว่าให้ได้พิจารณา" พี่น้องวาโชสกี้เชื่อว่าหัวใจของภาพยนตร์ Matrix ทุกเรื่อง คือความหวังที่จะรวมกลุ่มกัน - การประสมของความรู้อันจำกัดของเรา เข้ากับความเชื่อที่ไม่มีขีดจำกัด ของสิ่งที่อาจเป็นไปได้ "ภาพยนตร์เหล่านี้สำรวจการค้นหาความจริง ราคาแห่งความรู้ และการตามล่าถึงความเข้าใจชีวิตของเรา และการเสียสละที่เราเลือกจะกระทำ" คีนู กล่าว "วิวัฒนาการก็เป็นอีกหนึ่งแกนสำคัญของไตรภาค ในเรื่องแรก เป็นเรื่องระหว่างเครื่องจักรและมนุษย์ ที่พยายามไขว่คว้าอิสรภาพจากโลกของเมทริกซ์ ซึ่งต้องตกเป็นทาสของเครื่องจักร ในตอน Reloaded และ Revolutions เราได้เห็นภาพของบรรดาโปรแกรมที่ถูกสร้างโดยเครื่องจักร พยายามจะหลบซ่อนในเมทริกซ์ เมื่อต้องเผชิญกับการถูกลบทิ้งในโลกของเครื่องจักร ในขณะที่มนุษยชาติต้องเผชิญกับการสูญสลาย เมื่อเครื่องจักรพยายามจะทำลายไซออน และท้ายที่สุด เครื่องจักรเองก็ถูกข่มขู่ถึงความอยู่รอดของมัน และทั้งมนุษย์ โปรแกรม และเครื่องจักร จะต้องหาทางร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อความมั่นใจในการที่จะมีชีวิตรอด" แนวความคิดด้านวิชวลและสติปัญญา ได้ถูกนำเสนอไว้ใน The Matrix และต่อไปอีก ในตอน Reloaded ซึ่งได้บรรลุถึงแอ็คชั่นแห่งตำนานการต่อสู้ขั้นสุดยอด และผลที่ตามมา ในบทสุดท้ายอันบันลือโลกของไตรภาค The Matrix Revolutions "ในเรื่อง Revolutions, สองพี่น้องได้นำเสนอผลลัพธ์อันทรงพลังที่เหลือเชื่อของเรื่องราวพวกเขา" ซิลเวอร์กล่าว "พวกเขาได้สรุปการเดินทางของนีโอ ด้วยวิธีที่สะเทือนอารมณ์ ชาญฉลาด และมีอารมณ์ขัน สนุกสนาน ที่สร้างความรู้สึกอันแท้จริงให้กับเรา ว่ามโนคติแท้จริงคืออะไร เป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจมาก แต่ผู้ชมก็จะยังถูกผลักดันให้วิเคราะห์และถกเถียงต่อไปอีก" ในตอนจบที่ให้ความรู้สึกเหมือนถูกแขวนอยู่บนหน้าผา ของเรื่อง The Matrix Reloaded นั้น นีโอนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนยานรบโฮเวอร์คราฟท์ Mjolnir หลังจากได้ใช้พลังของเขา เพื่อทำลายเซนติเนลหลายตัวที่เข้าโจมตี - เป็นที่รู้กันโดยไม่ต้องอธิบายว่า เขาไม่ได้เสียบปลั๊กอยู่กับเมทริกซ์ในระหว่างการเผชิญภัยมรณะ ในตอน Revolutions นีโอเรียนรู้ถึงความจริงเบื้องหลังขุมพลังของเขา และเหตุผลที่เขาสามารถใช้มันในโลกที่แท้จริง รีฟส์มองนีโอว่าเป็น "เหมือนคฑาสายฟ้า ผู้ค้นหา และพยาน ในการตามล่าหาความจริงของเขานั้น นีโอต้องทำตัวให้เป็นเสมือนรางถ่ายเท ของแหล่งพลังอันมหาศาล ซึ่งถูกแปรให้เป็นพลังอันเหนือธรรมดาเหล่านั้น" ในขณะที่พลังของนีโอ ได้ทวีมากขึ้นจนไม่สามารถนับกำลังได้นั้น สิ่งเดียวกันก็บังเกิด กับสายลับสมิธผู้ละโมภ - จนกระทั่งถึงจุดที่เขาได้กลายเป็น ความน่าสพรึงกลัวของโลก แห่งเครื่องจักร ซึ่งเป็นผู้สร้างเขาขึ้นมา ยิ่งไปเสียกว่าประชากรแห่งไซออน ที่กำลังร่วมกันต่อสู้ กับกองทัพเครื่องจักร นีโอตระหนักว่าในการที่จะปกป้องทั้งไซออน และโลกแห่งเครื่องจักร จากหายนะแห่งสมิธนั้น เขาจะต้องไปให้ไกลเกินกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ "มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้จักสิ่งสุดท้าย และมันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเป็นครั้งสุดท้าย ในการเดินทางของเขา" รีฟส์กล่าว "เขาต้องก้าวไปจนจบในการตามหาของเขา ที่ซึ่งมันจะพาไป และทุกอย่างที่ต้องเป็น นั่นเป็นเหตุผลที่ผมรักนีโอ เขาต้องการสันติ และเขาเต็มใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อมัน" ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น ตระหนักดีถึงพันธะสัญญาที่มีต่อกันระหว่างนักแสดงและตัวละคร "คีนูไม่เหมือนใครอื่นที่ผมเคยพบมา เขาเป็นคนที่อ่อนไหว และฉลาดอย่างลึกล้ำเป็นอันมาก" ฟิชเบิร์นตั้งข้อสังเกตุ "เขาทุ่มเททั้งชีวิตให้กับนีโอ ระหว่างการทำงานของภาพยนตร์ทุกเรื่อง และนับเป็นความสุขอย่างยิ่งที่ได้ผ่านประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์ทั้งหมดนี้ร่วมไปกับเขา" ในขณะที่นีโอเดินตามทางของเขาไปยังบทสรุปอันเป็นที่สุดนั้น มอร์เฟียซ ผู้ถูกขจัดความเข้าใจผิด ยังคงเชื่อมั่นว่าศิษย์เก่าของเขา จะค้นพบหนทางที่จะจบสงคราม ถึงแม้ว่าการเปิดเผยอันน่าตกตะลึงของสถาปนิกในตอน Reloaded ที่ว่า คำทำนายแห่งเทพยากรณ์อาจเป็นอีกหนึ่งระบบที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเครื่องจักร "ในเรื่อง Revolutions ความเป็นมนุษย์ของมอร์เฟียซ จะยิ่งผุดขึ้นมาให้เห็น" ฟิชเบอร์นเปิดเผย "มอร์เฟียซยังคงเป็นชายคนที่เราเดินตามรอยเท้า เพราะความเชื่อถือที่ทุกคนมีต่อเขา และรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ด้วย แต่เขามิใช่คนเดิม ที่น่าเกรงขาม ซึ่งดูเหมือนจะรู้ทุกสิ่งอย่างที่เราได้พบในหนังเรื่องแรก ศรัทธาของเขาถูกสั่นคลอนและเขาต้องดิ้นรนที่จะสู้กับมัน เขาจึงกลายเป็นคนมากขึ้น" ส่วนอีกคนที่มีความเชื่ออย่างมั่นคงในตัวของนีโอ อย่างทรีนิตี้ ก็ได้ถูกผลักดันด้วยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพวกเขา ให้เดินไปตามทางของเธอ "หนึ่งในบรรดาหลายสิ่งที่ฉันรักในตัวทรีนิตี้ ก็คือความยึดมั่นที่เธอมีต่อความรักอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเธอมีต่อนีโออย่างหมดใจ และความเชื่อมั่นที่เธอมีต่อเขา และความรักนั้นทำให้เธอทั้ง แข็งแกร่งและอ่อนโยนได้ในเวลาเดียวกัน" แครี่-แอน มอส กล่าว "พี่น้องวาโชสกี้ได้ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ ในการเรียงร้อยความสัมพันธ์ ระหว่างนีโอ และทรีนิตี้" ซิลเวอร์เสริม "ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับเป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อหนังไตรภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง Revolutions - มันเชื่อมโยงสู่ตัวละครและภาพยนตร์ และความรักที่ทั้งคู่มีให้ต่อกันนั้นเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง" เมื่อมีโอกาสเป็นครั้งที่สองในชีวิต ในตอนจบของเรื่อง Reloaded นั้น ทรีนิตี้มอบชะตาชีวิตของเธอไว้ในมือของนีโออีกครั้งหนึ่ง เมื่อเธอเลือกที่จะร่วมเดินทางไปยัง แมชชีนซิตี้ กับเขา "ทรีนิตี้มีบทบาทร่วมเป็นอย่างมาก อย่างที่รู้กันอยู่" มอสกล่าวพร้อมกับหัวเราะ "เธอไม่ยอมให้ใครมาบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ และเธอก็จะไม่นั่งคอย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนีโอ ดังนั้นเธอจึงหาทางที่จะช่วยเขา" อีกหนึ่งสมาชิกผู้เด็ดเดี่ยวของกองกำลังป้องกันแห่งไซออน ก็เลือกที่จะช่วยนีโอ - แต่แรงสนับสนุนของไนโอบี ยังผลจากความตั้งใจนับแต่การเดินทางภายในที่เริ่มตั้งแต่ในเรื่อง Reloaded และได้รับการอธิบายในรายละเอียดไว้อย่างมากมายในวิดีโอเกม Enter the Matrix "ตอนที่เราพบกับไนโอบีในเรื่อง Reloaded เธอไม่มีศรัทธา; เธอไม่เชื่อในสิ่งใดทั้งสิ้นนอกจากตนเอง" เจด้า พิงเก็ต สมิธกล่าว "อัตตาของเธอเป็นเหมือนอสูรร้ายและเธอทะนงตนอย่างที่สุด เมื่อเรื่องดำเนินไป ความเชื่อในตัวของนีโอและมอร์เฟียซก็เพิ่มพูนขึ้น และเธอก็เริ่มที่จะยอมแพ้แก่ความคิดที่ว่า มีสิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือสติปัญญา เหนือตรรก และเหนือเธอ" แม้ว่าไนโอบีจะไม่เชื่อในคำทำนายของเทพยากรณ์ก็ตาม แต่เธอก็มอบยานของเธอ ให้กับนีโอ เมื่อเขาตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังแมชชีนซิตี้เพื่อเสาะหาสันติ อย่างที่พิงเก็ต สมิธ เห็นว่า "ไนโอบีนับถือนีโอ และยืนหยัดเคียงข้างเขาเพราะสิ่งที่เขาได้ทำ และความเสียสละ ที่เขาได้เลือกกระทำ เธอไม่เชื่อว่าเขาคือหนึ่งเดียว แต่เธอเชื่อว่าถ้าจะมีใครสักคนที่ทำได้ ก็ต้องเป็นเขาที่ทำได้" เมื่อทั้งคู่ถูกผลักดันให้เผชิญกับสถานการณ์ความเป็นความตายร่วมกันนั้น ไนโอบีและมอร์เฟียซ ต่างได้พบว่า ความในใจของพวกเขา ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีห่างเหินนั้น ยังคงมีอยู่ "ไนโอบีสนใจผู้บังคับการล็อค เพราะเขาเก่ง แต่ฉันคิดว่าหัวใจของเธอเป็นของมอร์เฟียซ" พิงเก็ต สมิธเล่า ซึ่งฟิชเบิร์นเสริมว่า : "สิ่งที่สองพี่น้องได้เขียนไว้ในองก์ที่สามของเรื่อง Revolutions ให้เห็นภาพของนีโอและทรีนิตี้กำลังขึ้นไป ในขณะที่มอร์เฟียซและไนโอบีกำลังลงมา และโลกกำลังจะถึงกาลอวสานนั้น ดูแล้วทั้งงดงาม และช่างโรแมนติคจริงๆ" ในขณะเดียวกัน ความกระหายที่จะทำลายล้างของสายลับสมิธ ก็เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ เมื่อเขามีพลังที่มากยิ่งขึ้น "ในเรื่อง The Matrix สมิธเริ่มต้นจากความเป็นตัวละครที่ดุดัน ซึ่งมีภารกิจเข้มข้นที่ถูกกำหนดไว้ให้กระทำจนบรรลุผล" ฮิวโก้ วีฟวิ่งอธิบาย "แต่ในระหว่างการเดินทางนั้น เขาเริ่มมีความรู้สึกของมนุษย์ เขาเริ่มรู้สึกโกรธ และริษยา เขาเริ่มสัมผัสกับกลิ่นบางอย่าง และเริ่มรู้สึกเป็นนัยถึงความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในตัวเขา และเขาเกลียดมัน เขามองว่ามันเป็นจุดอ่อน ในเรื่อง Reloaded เขายอมรับความรู้สึกอันทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มที่จะชอบรสชาดของมัน อัตตาของเขาแผ่ขยายออกไป และเขาก็รู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย ในเรื่อง Revolutions อัตตาของเขาเริ่มแผลงฤทธิ์ - เขามีความอยากที่จะเป็นอิสระจากเมทริกซ์ และพยายามที่จะครอบครองโลก" ภายใต้ความเลวทรามต่ำช้ำของสมิธนั้น วีฟวิ่งกล่าวว่า "เขาเป็นตัวละครที่แสนร้ายกาจ แต่ผมคิดมาโดยตลอดว่าเขาตลกดี" มีองค์ประกอบที่น่าขันใจตัวสมิธ ในหนังเรื่องแรก Matrix ซึ่งมาจากตัวละครของแลรี่ และแอนดี้โดยตรง และผมชอบที่พวกเขาขยายความองค์ประกอบเหล่านั้นในเรื่อง Reloaded และ Revolutions ผมสนุกกับประสบการณ์ที่ได้แสดงเป็นสมิธเป็นอย่างยิ่ง" เนื่องจากอัตตาและพลังของสมิธ ข่มขู่ที่จะครอบครองทั้งโลกจริงและโลกเครื่องจักร เทพยากรณ์จึงเลือกที่จะช่วยนีโอ - ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มีราคาแพงอย่างมากสำหรับเธอ ดังที่ได้ถูกอธิบายไว้ในวิดีโอเกม Enter the Matrix ซึ่งร่างของเทพยากรณ์ (หรือ "เปลือก") ได้ถูกทำลายโดยเมอโรวินเจียนผู้คั่งแค้น ดังนั้นเธอจึงมีโฉมหน้าใหม่ในเรื่อง Revolutions ในการเขียนบทสำหรับเรื่อง Reloaded และ Revolutions นั้น พี่น้องวาโชสกี้ เคยหารือถึงความคิดที่จะเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพของเทพยากรณ์ แต่ต่อมาได้ตกลงใจให้ กลอเรีย ฟอสเตอร์ กลับมารับบทเดิมจากเรื่อง The Matrix ในตอนที่สองและสามของภาพยนตร์ไตรภาค แต่เมื่อฟอสเตอร์ได้ถึงแก่กรรมหลังจากเสร็จสิ้นการทำงานใน Reloaded นั้น สองพี่น้อง จึงหวนกลับไปใช้ความคิดเดิมสำหรับเส้นทางของเทพยากรณ์ "กลอเรียเป็นผู้หญิงที่มีพรสวรรค์ และเสน่ห์เป็นอย่างมาก" ซิลเวอร์ย้อนรำลึก "เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่า เธอจะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป จากการที่ได้ถ่ายทอดผลงานที่นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดถึง 2 เรื่องไว้ใน The Matrix และ The Matrix Reloaded พรหมลิขิตจึงบันดาลให้พี่น้องวาโชสกี้ ต้องเปลี่ยนเส้นทางของเทพยากรณ์ เพื่อประกาศถึงการจากไปของกลอเรีย แต่พวกเขาก็ยังสามารถสร้างความล้ำลึกให้กับตัวละครในที่สุด ซึ่งผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ได้ผลมาก" "นับเป็นเรื่องดีเยี่ยมที่สองพี่น้องสามารถหาทางให้เกียรติกับการจากไปของกลอเรีย และยังคงทำให้เรื่องดำเนินต่อไปได้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงสคริปท์" มอสเห็นด้วย ทีมผู้สร้างให้ความนับถือต่อแมรี่ อลิซ (Oz) นักแสดงเวทีและโทรทัศน์ เพื่อมารับบท เทพยากรณ์ในโฉมใหม่ "ฉันไม่ใช่แฟนหนังไซไฟตัวฉกาจ แต่มันมีบางอย่างในเรื่อง Matrix ที่ฉันพบว่าเร้าใจ" อลิซกล่าว เธอเคยแสดงคู่กับฟอสเตอร์ในละครบรอดเวย์ เรื่อง Having Our Say ในปี 1995 และรับบทสองพี่น้องซึ่งมีอายุยืนยาวเกิน 100 ปี "ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปนับแต่นั้นเป็นต้นมา" "แมรี่ อลิซ เข้ามาร่วมงานกับเราและทำได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ ในการถ่ายทอด เทพยากรณ์ ที่มีชีวิตและลมหายใจ" ฟิชเบิร์นกล่าว เขาเคยรับบทเป็นลูกของอลิซในละคร ที่พวกเขาแสดงร่วมกันในนิวยอร์ค เมื่อเขาอายุได้เพียง 10 ขวบ ซี พลเมืองของไซออน ซึ่งรับบทอันเข้มข้นในการปกป้องเมือง จากการจู่โจม อย่างไร้ความปราณีของเครื่องจักร เป็นผู้ที่ได้รับความสูญเสียมากกว่าใคร : เธอเสียพี่ชายทั้งคู่ แทงค์ และโดเซอร์ (สมาชิกหลักในทีมของมอร์เฟียซ ในเรื่อง The Matrix) ในสงครามกับเครื่องจักร ส่วนเพื่อนชายของเธอ ลิงค์ อุทิศชีวิตของเขา ให้กับการเชื่อมต่อสาย ด้วยการเป็นโอเปอเรเตอร์ให้มอร์เฟียซ "ซีเข้มแข็งและมุ่งมั่น ที่จะบรรลุในสิ่งที่ต้องทำ และไม่ยอมให้ความกลัวมาขวางทาง" โนน่า เกย์กล่าว "เธอรู้สึกถึงความปกป้องที่มีต่อไซออน และลิงค์เป็นสิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่ เธออยากทำทุกอย่างให้มั่นใจ ว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันต่อไปได้ทีมดาราหลักส่วนที่เหลือของ The Matrix Revolutions คือ แลมเบิร์ต วิลสัน ผู้รับบท เมอโรวินเจียน ; โมนิก้า เบลลุคชี่ เป็น เพอร์ซีโฟเน ; แฮโรลด์ เพอรินิว เป็น ลิงค์ ; แฮร์รี่ เลนนิกซ์ เป็นผู้บังคับการล็อค ; คอลลิน เชา เป็น เซแรฟ ; แนธานีล ลีส์ เป็น มิฟูเน ผู้คุมกองทัพ APU ; เคลย์ตัน วัตสัน เป็น เดอะ คิด ; แทนเวียร์ แอทวัล เป็น ซาที เด็กหญิงที่นีโอได้พบที่สถานีรถไฟ โมบิล อเวนิว ; เบอร์นาร์ด ไวท์ เป็น รามา บิดาของซาที ; บรูซ สเปนซ์ เป็นเทรนแมน ผู้ควบคุมการเดินทางทุกสายระหว่างเมทริหซ์ และโลกแห่งเครื่องจักร ; เอียน บลิส เป็น เบน ลูกเรือโฮเวอร์คราฟท์ผู้ทรยศของ ยานโฮเวอร์คราฟท์ ซึ่งสายลับ สมิธเป็นเจ้าของ ; เดวิด โรเบิร์ตส เป็นโรแลนด์ กัปตันของ Mjolnir ; แอนโทนี หว่อง เป็น โกสท์ เพื่อนคนแรกของไนโอบี ; และแอนโทนี เซอร์เบ เป็น ที่ปรึกษาแฮมแมน ท้าวความกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเดินทางของเขาเมื่อช่วงหน้าหนาวของปี 1997 เมื่อเริ่มการฝึกเพื่อรับบทนีโอ ในเรื่อง The Matrix รีฟส์ชื่นชมกับความท้าทาย ที่ถูกสร้างขึ้นโดยพี่น้องวาโชสกี้ และเรื่องราวที่มีจุดหมายของพวกเขา "ผมรักการทำงานกับ แลรี่และแอนดรู ผมนับถือโอกาสที่พวกเขาให้กับผม และนับถือความคิดและจินตนาการ ในเนื้อเรื่องที่งดงาม" รีฟส์กล่าว "ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ ได้รับการขอร้องให้ทำให้ดีที่สุด และมันเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างออกมาดีจริงๆ - เราม้วนแขนเสื้อขึ้นและสานฝันให้เป็นจริง ทำไมเราถึงจะไม่ตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้ทำงาน ที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะเคยได้รับโอกาสให้ทำในชีวิตดารเป็นครีเอทีฟเล่า" "สำหรับฉันแล้ว ประสบการณ์การทำงานในหนังเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนไป" มอสกล่าว "ฉันได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับชีวิต และการทำงาน เป็นเรื่องยอดเยี่ยม ที่เราได้ทุ่มเทให้กับหนัง และการได้อยู่ในไตรภาคของหนังที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่น การมีศรัทธาและการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อ เจด้า พิงเก็ต สมิธ ก็ได้รับแรงบันดาลใจที่คล้ายคลึงกัน กับประสบการณ์ทำงาน ของเธอในเรื่อง Matrix "มันเป็นเรื่องสนุกเพราะฉันต้องแสดง ในบทที่เปลี่ยนแปลงอัตตาของฉันอย่างเต็มที่" เธอกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ "และฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองอย่างมากมาย ในการเป็นไนโอบี การทำงานในภาพยนตร์เหล่านี้ได้ช่วยให้ฉันมีศรัทธามากขึ้น ฉันทั้งค้นคว้าและอ่านหนังสือหลายเล่ม สำหรับการเดินทางของตัวตน ในความพยายามที่จะ หยั่งรากลึกเกี่ยวกับความศรัทธาของฉัน และหนังเรื่องนี้มีส่วนเป็นอย่างมากกับขั้นตอนนั้น" เมื่อเขาได้รับการพิจารณาให้รับบทนำในไตรภาค ให้รับบทเป็น มอร์เฟียซ ชายผู้มีศรัทธาอันไม่คลอนแคลนที่กระตุ้นให้นีโมเริ่มต้นการเดินทางกับความเป็นหนึ่งเดียวนั้น "ผมไม่คิดว่ามันเป็นความบังเอิญ ที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน ; ผมคิดว่าบางทีมันอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ชะตาลิขิตชีวิตผม" ฟิชเบิร์นกล่าวอย่างครุ่นคิด "ผมรักมอร์เฟียซ เขาเป็นตัวละครที่ผมจะจดไว้ในความทรงจำมากที่สุด และทุกคนที่ผมได้ใช้เวลาร่วมกันในการทำงานภาพยนตร์นั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของตัวผมไปจนตลอดชีวิต" สำหรับซิลเวอร์ ผู้เคยอำนวยการให้สร้างภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Die Hard และซีรี่ส์ Lethal Weapon นอกเหนือจากรายชื่อยาวเหยียดของหนังดังที่น่าประทับใจแล้ว หนังไตรภาคเรื่อง Matrix นับเป็น "บทสรุปของการทำงานภาพยนตร์ของผม นับเป็นการผจญภัยอันเหลือเชื่อ การจดบันทึกขั้นตอนงานสร้างภาพยนตร์เหล่านี้ จะประกอบไปด้วย ความเป็นดราม่า ความระทึก และความตื่นเต้นอย่างมาก เช่นเดียวกับตัวภาพยนตร์เอง และเช่นเดียวกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ผมได้ทุ่มเทชีวิตส่วนใหญ่ของผมให้กับนิยายการผจญภัยอันเหลือเชื่อนี้ และผมคงจะคิดถึงมัน"--จบ-- -รก-