(ต่อ2) MATRIX REVOLUTIONS ทุกอย่างที่มีจุดเริ่มต้น ย่อมมีจุดจบ - newswit
กรุงเทพฯ--21 ต.ค.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ปฏิวัติการฝึกซ้อม, การต่อสู้ & งานสตันท์ หลังจากยอมรับคำขออย่างที่ไม่เคยคาดฝัน ในการฝึกฝนเพื่อแสดงการต่อสู้กังฟู และ สตันท์ลวดโยงด้วยตัวเอง สำหรับเรื่อง The Matrix เหล่านักแสดงนำอย่าง - คีนู รีฟส์, แครี่-แอน มอส, ลอว์เรนส์ ฟิชเบิร์น และฮิวโก้ วีฟวิ่ง - ก็ได้กลับมาร่วมงานกับปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญงานลวดโยง/นักออกแบบท่าแอ็คชั่นการต่อสู้แห่งไตรภาค - หยวนวูปิง กันอีกครั้ง และทีมงานกังฟูจากฮ่องกงของเขา ซึ่งนำทีมโดยดิออน แลม สำหรับการฝึกเป็นเวลา 5 เดือน ก่อนเริ่มการถ่ายทำเรื่อง The Matrix Reloaded และ The Matrix Revolutions ตารางฝึกซ้อมประจำวัน ถูกกำหนดไว้ที่โรงเก็บเครื่องบินในซานตาโมนิก้า ที่สามารถใช้ เป็นที่ตั้งสเตจใหญ่ยักษ์ของฉากที่ใช้ถ่ายทำ นอกเหนือจากทีมงานสตันท์ของ Matrix ที่มีมากขึ้นเป็นสามเท่าของทีมเดิมหลังจากผ่านการฝึกอย่างหนักมากเป็นเวลาสี่เดือน สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกมา แล้ว "นักแสดงทุกคนกลับมาด้วยรูปร่างที่ดีกว่าเดิมมาก ฟิตขึ้น และเข้าใจมากขึ้นถึงความ ต้องการที่เราอยากได้รับจากพวกเขา" วูปิงกล่าว "การฝึกสำหรับสองเรื่องหลัง เป็นเรื่องที่หนักกว่าตอนเราเตรียมเรื่องแรกถึงสามเท่า" รีฟส์กล่าว เขาทุ่มเทเวลาถึง 7 ช.ม. ต่อวันเป็นอย่างน้อยในการฝึกกังฟู "รูปแบบของกังฟู และงานลวดโยงของนีโอซับซ้อนกว่าเดิมมาก" ในระหว่างการซ้อมเพื่อทำงานถ่ายทำเรื่อง The Matrix นั้น รีฟส์เพิ่งฟื้นตัว จากการผ่าตัดที่คอ ซึ่งจำกัดการเคลื่อนไหวของเขา วูปิงจึงปรับเปลี่ยนท่วงท่าการเคลื่อนไหว ให้เหมาะสมกับการทำงานหลังผ่าตัด โดยการต่อสู้ที่ใช้หมัด มากกว่าการเตะ ในตอนนี้รีฟส์ ไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป "ยิ่งผมทำได้มากเท่าไหร่ พวกเขายิ่งให้ผมทำมากขึ้นเท่านั้น" นักแสดง ผู้ทุ่มเทกล่าว "วันไหนที่ผมทำท่าไหนได้ดี วันนั้นเขาจะให้ผมทำสองท่า ตอนที่เรายิงกัน สองพี่น้องถามว่าผมจะทำเจ็ดอย่างได้ไหม! มันสนุกมาก แต่ก็เป็นงานหนักมากด้วย และ ยังเจ็บมากอีกด้วย - เรามีน้ำแข็งเป็นเพื่อน" (ระหว่างการถ่ายทำ เป็นที่รู้กันว่ารีฟส์มักจะ นั่งในถังน้ำแข็งอยู่เสมอ) "ไม่มีใครกดดันตัวเองได้มากเท่ากับคีนูอีกแล้ว" มอสตั้งข้อสังเกตุ "หลายครั้งที่ฉัน จะต้องหลับหูหลับตา ด้วยความเป็นห่วงว่าเขากดดันตัวเองมากไปแล้ว แต่ฉันก็ยกย่องและ ชื่นชมเขาในสิ่งนั้น เขาตั้งใจต่อสู้มาก และฉันคิดว่าในทางกายภาพแล้ว ยังไม่เคยมีนักแสดง อเมริกันคนใดเคยทำอย่างนี้มาก่อน" "คีนูยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ" วูปิงเอ่ยชม "เขาเป็นคนซูเปอร์สมบูรณ์แบบ และมักไม่ พอใจกับการแสดงของตัวเอง กระทั่งเวลาที่ผมคิดว่าดีแล้ว! ผมพยายามอย่างที่สุดที่จะ รักษาระดับที่เขาต้องการ" รีฟส์รู้สึกว่าการฝึกซ้อมที่มุ่งมั่น เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะไต่ไปสู่ระดับของเทคนิค ความรุนแรง ที่จำเป็นสำหรับการเติมเต็มจินตนาการแห่งสองพี่น้องสำหรับแอ็คชั่นที่เร้าใจ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ "วูปิง แลรี่ และแอนดี้ ต้องการให้การต่อสู้เป็นไปอย่างตระการตา มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้" เขาเล่า "พวกเขาชอบปรากฎการณ์ตื่นเต้น และต้องการให้ความ บันเทิง พวกเขาสนใจสัมผัสแห่งกายภาพ ทั้งในทางบวกและลบ ในบางเวลาไฟก็เผาไหม้ แต่ก็ให้ความอบอุ่นได้ด้วย - นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการจากฉากแอ็คชั่น" บรรดาฉากการต่อสู้ที่น่าตื่นตาใน Revolutions นั้น - ได้แก่ ที่ Club Hell Coat Check การต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างนีโอ และเบนบนยานโลโกส, และการปะทะอย่าง เอาเป็นเอาตายกับสายลับสมิธ ที่รู้จักกันในชื่อ Super Burly Brawl - มีผลมาจากความ ร่วมแรงร่วมใจอย่างเต็มที่ ของผู้ออกแบบท่าแอ็คชั่น ทีมผู้สร้าง และนักแสดง "สไตล์ของ วูปิงนั้นไปกันได้เป็นอย่างดีกับปรัชญาของสองพี่น้องในด้านการเล่าเรื่อง" โจเอล ซิลเวอร์ ผู้อำนวยการสร้างกล่าว "นอกเหนือจากการต่อสู้กันระหว่างตัวเอกและศัตรู คือการทดสอบ ความสามารถทางกายภาพ เขาสร้างภาพของพัฒนาการแห่งตัวละครผ่านลีลาการต่อสู้ ใน การต่อสู้โดโจของเรื่อง The Matrix ซึ่งนีโอเริ่มค้นหาความเป็นไปได้ของเขา และใน Reloaded กับฉากที่เบอร์ลี่ บรอว์ลของ เขาถูกท้าทายโดยการโจมตีของสมิธ และเขาต้อง ยกระดับตนเองเพื่อให้มีพลังทัดเทียมกัน และพลังของพวกเขาช่างยิ่งใหญ่นัก" "สองพี่น้องอยากให้ฉากต่อสู้ Super Brawl แสดงถึงความสามารถ ที่ไม่สามารถ เอาชนะได้ ทั้งของนีโอและสมิธ" วูปิงอธิบาย "ผมจึงพยายามสร้างพลังเบื้องหลังฉากเหล่านี้ ให้คู่ต่อสู้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้ประฝีมือด้วยกัน โดยที่ต้องชนะทั้งคู่ และไม่มีใครแพ้ใคร ต้องขอบคุณอีกครั้ง สำหรับความมานะอดทนของคีนู และฮิวโก้ ที่ทำให้เราสามารถ ทำให้สำเร็จด้วยดี" ในความคิดของซิลเวอร์ ผลลัพธ์ของภาพที่ได้ออกมาเป็นความเหนือธรรมดา "ฉาก Super Burly Brawl เป็นเหมือนการต่อสู้ในหนังสือการ์ตูนที่สุดยอด ระหว่างสองซูเปอร์ฮีโร่ ที่ระบายความแค้นด้วยการสร้างหายนะให้แก่โลก อย่างที่เราไม่เคยได้เห็นกัน ในแบบไลฟ์ แอ็คชั่นมาก่อน" เขาอรรถาธิบาย "มันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ทีพี่น้องวาโชสกี้ได้สั่งสม ความเป็นคู่แค้นของนีโอ และสมิธเอาไว้ในบทสรุปและคำตอบ ที่เหลือเชื่อ ในเรื่อง Revolutions" การถ่ายทำฉาก Super Brawl ที่ทุกคนทำงานกันอย่างตั้งอกตั้งใจนั้น ใช้เวลาถึง แปดอาทิตย์ด้วยกัน และใช้เวลาเตรียมการเป็นเวลาหลายเดือนก่อนหน้านั้น โดยทีมงานได้ ปรับปรุงอุปกรณ์ที่เป็นนวัตกรรมทางเทคนิค ที่จะทำให้จินตนาการของพี่น้องวาโชสกี้ในฉาก บันลือโลกกลายเป็นจริงได้ สคริปท์ถูกเขียนให้มีการประลองท่าแอ็คชั่น ที่คิดขึ้นอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ เริ่มต้นที่ถนนซึ่งถูกน้ำท่วม และมีสายลับสมิธยืน เรียงเป็นแถว และต่อจากนั้นก็พุ่งทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในความสูง 2,500 ฟุตพร้อมกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ลอยเข้าออกไปตามตึกระฟ้า และร่วงลงไปในหลุมขนาดยักษ์ ที่ซึ่งการปะทะกันแบบสะท้านโลกของนีโอและสมิธจบลงในที่สุด อุปกรณ์พิเศษถูกสร้างขึ้นเพื่อ ทำฝนเทียมเม็ดใหญ่เป็นพิเศษ ที่จะสะท้อนในแสงให้เห็นได้ชัดเจนกว่า "ฝนในภาพยนตร์" โดยทั่วไป แม้ว่ามันจะดูเหมือนไม่น่าที่จะเป็นไปได้กับการต้มน้ำจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในฉากนี้ แต่มันก็ถูกรีไซเคิลและกลั่นด้วยเครื่องทำน้ำฝน "การถ่ายทำส่วนแรกในฉาก Super Brawl ซึ่งนีโอและสมิธต้องเผชิญหน้ากันบนถนน ในสายฝนที่พรั่งพรูนั้นยอดเยี่ยมที่สุด" ฮิวโก้ วีฟวิ่งเล่าย้อน เขายังกล่าวว่า เขา "ถูกฝึก ให้เก่งขึ้น" สำหรับเรื่อง Reloaded และ Revolutions เพื่อหลีกเลี่ยงความบาดเจ็บ ที่เขาเคยได้รับในระหว่างถ่ายทำเรื่อง The Matrix "ผมรักอารมณ์ที่เกิดขึ้นในสายฝน และ รู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นให้มีพลังงานไปด้วย ตอนที่เราตกลงไปในหลุมนั้น เราต้องสู้กันใน โคลนด้วย มันจึงทำให้ลำบากขึ้นไปอีก" การถ่ายทำฉากการปะทะกันด้วยการผสมผสานระหว่างแอ็คชั่นและไดอาล็อคในหลุม นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความท้าทายที่สุดฉากหนึ่ง สำหรับวีฟวิ่ง "ฝนตกอย่างหนักเสียจนทำให้การพูดเป็นไปอย่างลำบาก และยากที่จะบังคับไม่ให้มีฟองน้ำหรือน้ำไหลออกมาจากปาก เราไม่ได้ยินที่ตัวเองพูด ดังนั้นการบังคับโทนเสียงให้ถูกต้องในฉากนั้นจึงยากมาก เพราะผมเดาไม่ออกว่าเสียงผมออกมาเป็นยังไง" ภาพของสายลับสมิธ ที่ยืนเรียงกันเป็นสามแถวยาวนั้นได้รับการคัดลอก โดยการผสมกันของตัวแสดงแทนและ "หุ่น" - ของสมิธที่สร้างโดยฝ่ายศิลป์ และภาพ CGI ของสมิธ ที่ได้รับการเพิ่มเติมโดยทีม VFX นักแสดงแทนจำนวนมากซึ่งใส่หน้ากากสมิธยืนอยู่ในแถวหลัง และบังคับการเคลื่อนไหวของศีรษะของหุ่นที่ถูกโยงติดไว้ในอีกสองแถวหน้า เพื่อให้สมิธทุกตัวเคลื่อนไหวตามกันอย่างต่อเนื่องในระหว่างการต่อสู้ เพื่อสร้างความรู้สึกสมจริงของสภาพไร้น้ำหนัก ในฉากเหาะเหิรที่ Brawl นั้น ทีมงานสตันท์และป้องกันตัวร่วมกับฝ่ายวิชวลเอ็ฟเฟ็คและแผนกโปรดักชั่น ประดิษฐ์เสาโยงพิเศษ ที่เรียกว่า "Tuning Forks" ซึ่งสามารถทำให้นักแสดงและสตันท์ดูเสมือนไร้น้ำหนักในขณะที่กำลังบิน (การทดสอบเบื้องต้นแสดงผลว่าเป็นไปได้ยากที่จะถ่ายทำกันบนเครื่องบินพิเศษของนาซ่า ที่ปรับสภาพให้ไร้แรงดึงดูดในการฝึกสำหรับนักบิน) การต่อสู้ที่ต่อต้านแรงดึงดูดนี้ ถูกวางฉากไว้ใน "The Egg" ซึ่งเป็นฉากที่เป็นเหมือนกล่องใหญ่ซึ่งตั้งอยู่หน้าบลูสกรีน โดยถ่ายทำการต่อสู้ไว้ก่อนและต่อมาภายหลังได้ถูกจับรวมเข้ากับแบ็คกราวนด์ VFX ซึ่งเป็นภาพเมืองเมทริกซ์ที่ชุ่มโชกไปด้วยฝน เสาโยงและเครื่องลากอีกหลายตัว ได้ถูกใช้งานเพื่อทำให้งานสตันท์และกายกรรมลวดโยงในเรื่อง Revolutions สำเร็จลุล่วงไปได้ รวมทั้ง "Twisty Belt" ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ ซึ่งถูกจัดทำโดยแชด สแตเฮลสกี้ นักแสดงสตันท์ของรีฟส์ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานการต่อสู้อีกด้วย ซึ่ง Twisty Belt เป็นเครื่องลากที่ทำให้ผู้ใช้สามารถกลับตัวไปมาได้หลายทิศทาง อย่างเช่นตีลังกาท่าล้อเกวียน อุปกรณ์หลักอีกชิ้นหนึ่งได้แก่ "เสา Yak" ที่ถูกเรียกชื่ออย่างนั้น ก็เนื่องมาจากอาการคลื่นไส้อยากอาเจียนของผู้แสดง หลังจากที่ได้ทำงานกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ ซึ่งใช้หลักการหมุนของวงล้อที่มีแกนหมุนอิสระ เพื่อทำให้ตกจากที่สูงโดยไม่มีอะไรรองรับ "งานลวดโยงดูเหมือนจะง่าย แต่มันต้องฝึกเยอะมากเพื่อให้เคยชินกับการประสานร่างกายของเรา และปรับจังหวะระหว่างตัวเราและทีมลวดโยงที่กำลังดึงสายบังคับอยู่ให้พอดีกัน" สแตเฮลสกี้กล่าว "เหนืออื่นใด เราต้องสามารถเตะและต่อยไปในเวลาเดียวกัน ดังนั้นเราจึงต้องมีกำลังมากพอที่จะดึงให้ตัวของเราอยู่ในท่าที่ต้องการด้วย" นับเป็นงานที่ทรหดมาก ที่ต้องออกท่ากังฟู และเคลื่อนไหวด้วยลวดท่ามกลางสายฝน แต่ฮิวโก้และแชดกับทีมสตันท์น่าทึ่งเป็นที่สุด" รีฟส์กล่าวถึงความพยายาม ที่จะสร้างความสมบูรณ์แบบในการแสดงฉากบัลเล่ต์ดุเดือดเลือดพล่านนั้น (นอกจากผลงานในฉาก Super Brawl รีฟส์ยังต้องแสดงในส่วนของการต่อสู้ของนีโอกับเบนบนยานโลโกส ทั้งๆที่สายตาไม่ค่อยดี เนื่องจากอุปกรณ์แต่งหน้าที่ใช้ติดบนตาที่เป็นแผลของนีโอ เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นของเขาเป็นอย่างมาก) "คีนูมักเครียดกับตัวเองเวลาเข้าฉาก และคาดหวังไว้สูงกับมาตรฐานการทำงาน ของเขา แต่เขาไม่เคยกดดันผมหรือนักแสดงคนอื่นๆเลย" วีฟวิ่งเสริม "เขาเป็นผู้ฟังที่ดีมาก- ผมชอบทำงานกับเขาจริงๆ" อีกหนึ่งของฉากการต่อสู้ที่ฝืนต่อแรงดึงดูดของโลกในเรื่อง Revolutions ที่ได้รับการออกแบบท่าโดยวูปิงนั้น เกิดขึ้นใน Club Hell Coat Check ที่ซึ่งทรีนิตี้ มอร์เฟียซ และเซแรฟ ปลอมตัวเข้าไปในไนท์คลับใต้ดินของเมทริกซ์ เพื่อเผชิญหน้ากับเมอโรวินเจี้ยน ผู้ซึ่งตั้งเงินรางวัลค่าหัวสำหรับพวกเขาไว้ ร่องที่ได้ถูกฝังไว้บนเพดานของฉาก เพื่อให้นักแสดงและสตันท์ถูกแขวนห้อยหัวลงมา และอีกครั้งที่ Twisty Belt ได้ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวที่ใช้ในกายกรรมมวยหมู่ของตัวแสดง ชนวนดินปืนนับร้อย และระเบิดอีกเป็นจำนวนมาก จะต้องทำงานอย่างคล้องจองกับการแสดงการต่อสู้อันซับซ้อนของนักแสดงทั้งหมด "ตอนที่ผมเดินเข้าไปในฉาก Club Hell มันทำให้ฉันนึกถึงตอนที่คีนูกับฉันถ่ายทำฉากล็อบบี้ ในเรื่อง The Matrix" แครี่-แอน มอส ซึ่งขาหักในตอนฝึกสำหรับเรื่อง Reloaded และ Revolutions "ความเครียดที่ต้องทำให้การเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกต้อง และคล้องจองกับดินปืนทั้งหมด และการระเบิดที่มโหฬาร ฉันค่อนข้างกลัวที่จะต้องใช้ลวดโยงอีกครั้ง หลังจากที่เคยขาหักไป แต่แชดและทีมลวดโยงช่วยฉันได้มาก ฉันก็เลยจัดการกับท่ายากๆ ได้ในแค่เทคเดียวเท่านั้น และได้รับเสียงร้องว่า 'ฮูร่า!' จากสองพี่น้อง ซึ่งนานๆ จะมีสักครั้ง การถ่ายทำฉาก Club Hell ได้สำเร็จนับว่าเป็นงานชิ้นสำคัญของฉันในเรื่องนี้เลยละ" "ความตั้งใจของแครี่-แอน ในการทำงานเรื่องนี้ เป็นแบบ 'บอกฉันมาเลยว่าอยากให้ฉันทำยังไง แล้วฉันจะทำ'" รีฟส์กล่าวอย่างชื่นชม "เธอเข้าถึงการทำงานอย่างงดงามและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจด้วย" แครี่-แอน เก่งมากๆ และผมจะคอยให้กำลังใจเธอให้มั่นใจมากขึ้นในความสามารถของเธอเอง" วูปิงกล่าว "สำหรับแครี่-แอน และคนอื่นก็เช่นกัน การต่อสู้และฝึกซ้อมนั้นเป็น เรื่องที่หนักกว่าเรื่องแรก แต่ยิ่งเราให้กำลังใจเธอมากเท่าไร เธอก็ยิ่งมั่นใจขึ้นเท่านั้น ผมยังออกแบบท่าเตะที่รวดเร็วและทรงพลังให้กับเธอ ซึ่งเราเรียกว่าสกอร์เปี้ยน คิก เธอใช้ท่าสกอร์ เปี้ยน คิก ในฉากเปิดของเรื่อง Reloaded และอีกครั้ง ในการต่อสู้ที่ Club Hell ในเรื่อง Revolutions ผมฝึกเธอตลอดหกเดือน เพียงเพื่อท่าเตะเดียวนั่น ซึ่งเธอสามารถเตะได้อย่าง ดีมาก ทั้งแรงและแม่นยำเป็นที่สุด" ฉากต่อสู้ที่ Club Hell ยังแสดงให้เห็นถึงท่าเตะที่เป็นสัญญลักขณ์ของทรีนิตี้ ที่เรียกว่า Double Eagle ซึ่งเป็นการใช้แรงในระหว่างที่เธอลอยอยู่กลางอากาศ "ฉันต้องเตะชายคนหนึ่ง จนเขากระแทกเข้าไปติดอยู่กับกำแพง และทุกครั้งที่ฉันทำอย่างนั้น ฉันจะคอยหลับตาเอาไว้จนกระทั่งมีคนบอกว่าเขาปลอดภัย เพราะฉันกลัวที่สุดว่าเขาจะถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง หรือเจ็บตัวเพราะฉัน" มอสเล่า "แต่เขาจะทำซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างชอบใจ พวกนักแสดงสตันท์ทั้งชายและหญิงเป็นคนพิเศษจริงๆ""การต่อสู้ที่ Club Hell Coat Check ใช้รูปแบบของกังฟูลวดโยง มากยิ่งไปกว่าฉาก Lobby ใน The Matrix เสียด้วยซ้ำ" ซิลเวอร์กล่าว "มันน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นว่าเราสามารถขยายความ และต่อเติมรายละเอียดให้กับศิลปการต่อสู้ จากหนังเรื่องแรกและทำให้จุดประกายจนถึงขั้นสุดยอดในเรื่อง Revolutions ได้" เสาโยงพิเศษถูกนำมาใช้ในการถ่ายทำที่ Siege on Zion ซึ่งทั้งกองทหาารและอาสาสมัครถูกโจมตีอย่างหมดไส้หมดพุง โดยกองทัพเซนติเนลมรณะ และอุปกรณ์ "จักรยานอากาศ" นี้โดยทั่วไปใช้ในการถ่ายภาพรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งวิ่งอยู่หน้าจอเขียว ได้ถูกดัดแปลงโดยทีมโปรดักชั่นของ Matrix เพื่อใช้ยึด เขย่า และ โยนตัวแสดงสตันท์ ให้เหมือนโดนจับโดยหนวดของเซนติเนล (เสานี้ได้รับการขนานชื่อเล่นว่า "PMS Machine" โดยทีมสตันท์ หรือมีชื่อเต็มว่า "Please Make it Stop") การถ่ายทำฉากถูกโจมตีโดยเหล่าร้าย ในการต่อสู้กับเครื่องจักรของเหล่าอาสาสมัคร ซี และ ชาร่า นั้น ต้องใช้ความสามารถมากกว่าที่ดาราสาวทั้งสองคิดไว้เสียอีก "เราต้องทั้งกระโดด วิ่ง ผ่านอุโมงค์และตกลงไปคุกเข่าจนได้แผล" โนน่า เกย์ กล่าว เธอรับบท ซี พลเมืองแห่งไซออน ซึ่งเลือกที่จะสู้กับเครื่องจักร เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้พบกับสามีของเธอ ลิงค์ อีกครั้ง เขาเป็นสมาชิกคนสำคัญของลูกทีมมอร์เฟียซ "มันต้องใช้กำลังมากกว่าที่คิด แต่รอยช้ำทุกรอยก็นับว่าคุ้มค่า และฉาก The Siege เป็นเรื่องน่าทึ่งจริงๆ" เจด้า พิงเก็ต สมิธ ได้แสดงความสามารถทางการต่อสู้ของเธอใน The Matrix Reloaded และได้แสดงถึงความชำนาญของไนโอบีที่เธอรับบทในเรื่อง Revolutions ในการบังคับยานโฮเวอร์คราฟท์ผ่านโครงสร้างของท่อระบายน้ำเสีย ในขณะที่รับมือกับ การโจมตีอย่างหนักของเซนติเนลที่ไล่บดขยี้ "สคริปท์พูดถึงการที่กล้ามเนื้อของไนโอบี โป่งนูนขึ้นมา ในขณะที่เธอกำลังบังคับยาน ฉันเลยคิดว่าน่าจะปลูกกล้ามเนื้อสักหน่อย" พิงเก็ต สมิธเล่า เธอเพิ่งคลอดลูกสาวที่ชื่อวิลโลว์ ก่อนหน้าจะเริ่มการฝึกไม่นานนัก "ฉันรู้ว่าอาจเป็นไปได้ยาก แต่การถ่ายทำฉากนั้นดุเดือดเป็นที่สุด สองพี่น้องขอให้ฉันทำให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ให้เหมือนกับฉันกำลังถือพวงมาลัยบังคับ ยานลำใหญ่ ที่ทั้งหนัก ทั้งเก่าแก่ และเลื้อยไปตามท่อน้ำทิ้ง นับเป็นงานหนักมาก เพราะความเกร็งที่เราต้องแบกรับไว้กับตัว เพื่อให้ดูเหมือนเรากำลังขับเคลื่อนยานลำใหญ่ ขนาดนั้นจริงๆ" นับแต่จินตนาการขั้นแรก จนกระทั่งถึงการเตรียมงาน และถ่ายทำนั้น ระดับขั้นของนวัตกรรม และความสามารถที่ได้ถูกทุ่มเท ในการแสดงลวดโยง การต่อสู้ และงานสตันท์ ในภาพยนตร์เรื่อง Matrix นับเป็นสิ่งที่ไมีมีใดเทียม "เราเสียนิสัยไปแล้ว" อาร์ เอ รอนเดล ผู้ควบคุมการประสานงานสตันท์กล่าวสรุป "เราก้าวไปถึงระดับเกินมาตรฐาน ในหนังเหล่านี้ จนกระทั่งว่าการทำงานอื่นๆ ที่ด้อยกว่านนี้คงน่าผิดหวังเล็กน้อย ความสามารถ และความเชี่ยวชาญของทีมงานนี้ ทำให้เราสำเร็จลุล่วงได้อย่างไม่มีขีดจำกัด เราถ่ายทำมากถึง 70 เทคต่อวันเพื่อหาความสมบูรณ์แบบ และเพื่อหาช่วงเวลาแห่งเวทย์มนตร์ เรากลายเป็นคนไฮเปอร์เพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ ซึ่งจะรู้สึกผิดหวัง ถ้าเราไม่ได้ไปไกลจนถึงระดับนั้น" เหนือกว่า BULLET TIME & THE BURLY BRAWL: การสร้างสรรค์ปฎิวัติการณ์แห่งภาพยนตร์สมจริง ขั้นตอนของวิชวลเอ็ฟเฟ็คใน The Matrix Reloaded และ The Matrix Revolutions เริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคม 2000 ในฝ่ายผลิตวิชวลเอ็ฟเฟ็คภายในของ ESC (อ่านว่า "Escape") ที่ซึ่งจอห์น เกต้า ผู้ควบคุมงานวิชวลเอ็ฟเฟ็คของ Matrix ไตรภาค ได้ดูแลงานผลิตของเอ็ฟเฟ็คเสมือนจริงกว่า 1,300 ชิ้นให้กับ Reloaded เพียงเรื่องเดียว - เมื่อเทียบกับช็อตวิชวลเอ็ฟเฟ็คจำนวน 412 ช็อต ใน The Matrix ความคิดสร้างสรรค์ของเกต้าในเรื่อง The Matrix ได้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "เวลากระสุน" หรือบุลเล็ตไทม์ (Bullet Time) ซึ่งเป็นปฏิวัติการแห่งเทคนิค ด้านแอ็คชั่น ของภาพยนตร์ ในสไตล์ของแอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่รู้จักกันในชื่อ แอนิเมะ บุลเล็ตไทม์ เป็นการ อ้างถึง สภาวะการสร้างความคิดเมื่ออยู่ในสภาพเสมือนจริงของเมทริกซ์ ซึ่งตัวละคร - เริ่มเมื่อนีโอ - มีความสามารถที่มี "จิตใจ-เหนือ-เมทริกซ์" ขั้นตอนการสร้างสรรค์ที่นำ บุลเล็ตไทม์มาสู่จอภาพยนตร์ เรียกว่า "การถ่ายทำภาพยนตร์เสมือนจริง" (virtual cinematography) ซึ่งเป็นงานดิจิตัลสมบูรณ์แบบที่ปรับปรุงโดยเกต้า และทีมผู้สร้างได้ ถ่ายทอดเนื้อเรื่องที่เป็นช่วง "จิตใจ-เหนือ-เมทริกซ์" ด้วยภาพสโลว์โมชั่นในขณะที่การเคลื่อนไหวของกล้องเป็นไปด้วยความเร็วปกติ ผลที่ได้ออกมา ทำให้ทีมงานของเกต้าสามารถปรับแต่งภาพได้ในทุกความเร็ว โดยไม่สูญเสียความคมชัดของภาพ แต่บทแรกของการถ่ายทำเสมือนจริงนี้ยังไม่เพียงพอ - จน "เกือบลึกลับ" อย่างที่ เกต้ามองเห็น - สำหรับการแสดงเหตุการณ์เหนือมนุษย์ อย่างที่พี่น้องวาโชสกี้ได้จิตนาการ ไว้สำหรับ Reloaded และภาพแอ็คชั่นแห่งตำนานสำหรับ Revolutions เกต้าไม่เพียงแต่ต้องหาทางที่จะจุดระเบิดให้กับการไล่ล่าบนฟรีเวย์ความยาว 14 นาที ในเรื่อง Reloaded' กับภาพที่นีโอต้องรับมือกับการต่อสู้กับ 100 สายลับสมิธ ใน "Burly Brawl" และบินที่ความเร็ว 2000 ไมล์/ช.ม. เหนือเมืองเมก้าแห่งเมทริกซ์ แต่สคริปท์ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของพี่น้องวาโชสกี้ของเรื่อง Revolutions ยังเรียกร้องให้สร้างสรรค์ความต่อเนื่องที่ตระการตา ในการสร้างบรรดาตัวร้าย หุ่นกลแมมม็อธที่บังคับโดยคน และภาพความเสียหายที่สมจริง ที่สร้างพลังให้กับ "The Siege" สงครามแห่งการรุกรานที่ก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างหนัก เพื่อปกป้องไซออน จากกองทัพแห่งเซนติเนล และเครื่องเจาะที่หฤโหด เกต้ายังต้องสร้างชีวิตให้กับ เมืองแมชชีนซิตี้ที่ชั่วร้าย ซึ่งมีพลเมืองประเภท "ไบโอ-แมคแคนนิค" และการเผชิญหน้าขั้นสุดยอดระหว่างนีโอและสมิธ ที่รู้จักกันในชื่อฉาก "Super Burly Brawl" "มันเห็นได้ชัดว่าเราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยการใช้เทคโนโลยีจากช็อต บุลเล็ตไทม์ครั้งแรก" เกต้ากล่าว เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง - ด้านวิชวลเอ็ฟเฟ็คจากเรื่อง The Matrix "เป็นเรื่องที่ถูกจำกัดและใช้แรงงานมากเกินไป วัตถุประสงค์ของบุลเล็ตไทม์ ต้องการ ที่จะยกระดับไปสู่เทคโนโลยีที่แท้จริงอย่างที่ควร" ในอีกคำพูดหนึ่งก็คือการบรรลุถึงจินตนาการแอ็คชั่นในตอน Reloaded และ Revolutions ต้องการใช้เทคโนโลยีที่ยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเสียด้วยซ้ำไป นับเป็นขอบเขต ที่คุ้นเคยของเกต้า และสองพี่น้องวาโชสกี้ แต่ในคราวนี้ ทีมผู้สร้างได้นำแผนงานที่ทะเยอทะยานของพวกเขาไปสู่ การเสนอภาพที่ถ่ายทำที่สมจริงชนิดที่ไกลเกินกว่าใครจะเคยจินตนาการไว้ "พวกเขาตกลงใจที่จะสร้างภาพที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้" ผู้อำนวยการสร้างโจเอล ซิลเวอร์กล่าว "ซึ่งใช้เวลามาก ใช้เงินมาก และพรสวรรค์มากมาย และผลลัพธ์ก็ออกมาสะท้านโลก คนเหล่านี้มิได้เพียงแค่สร้างหนังแอ็คชั่นหรือเล่าเรื่องแห่งจินตนาการเท่านั้น ทุกอย่างที่เป็นไปได้ในแบบวิชวล - พวกเขากวาดเรียบ" งานชิ้นหลักของเกต้าและบริษัทในการหาคำตอบให้กับการถ่ายทำเสมือนจริงในช่วงเริ่ม ต้นนั้น ก็คือการสร้างภาพที่ถ่ายทอดตัวละครสามมิติสมจริง เพื่อใช้ในการสร้าง แอ็คชั่นเหนือมนุษย์ ที่แทบไม่น่าเป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ และดูสมจริงอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน การสร้างแบบเหมือนของมนุษย์นั้น ทีมงานวิชวลเอ็ฟเฟ็คต้องใช้เทคนิคจับภาพเคลื่อนไหว หรือโมแคพ ("mocap") เทคนิคที่ต้องการกล้องที่ซับซ้อนที่สามารถบันทึกข้อมูลที่เที่ยงตรง จากบอดี้สูทสะท้อนแสง ที่สวมใส่โดยนักแสดงหลัก ทีมงานศิลปะป้องกันตัวของหยวนวูปิง และตัวแสดงสตันท์ ในตอนที่พวกเขาแสดงท่าแอ็คชั่นที่ต้องการ นอกไปจากการเก็บข้อมูลของโมแคพที่ใช้เวลาหลายเดือน เพื่อสร้างฉากการต่อสู้ Super Burly Brawl ระหว่างนีโอและสายลับสมิธ โดยใช้สถานที่สร้างฉาก - ซึ่งในช่วงเวลา ที่ใช้ถ่ายทำนั้น นับว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดทำมาก่อน - และใช้เวลากว่าสี่เดือนเต็มเพื่อ ถ่ายทำฉากหลัก ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้สำหรับ Reloaded และ Revolutions รวมทั้งวิดีโอเกม Enter the Matrix นับเป็นการเก็บภาพโมชั่นที่มากที่สุดเท่าที่เคยถูกสร้างมาเพื่อใช้ ในภาพยนตร์ ; จำนวนภาพที่ถูกเก็บไว้เพื่อผลิตวิดีโอเกมนั้นก็มีจำนวนน้อยไปกว่ากันไม่มากเลย "การทำงานร่วมกับโมชั่นแคพเชอร์เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับผม" วูปิง ผู้เป็น ปรมาจารย์ออกแบบท่าศิลปะป้องกันตัวบอก "มันเป็นเทคโนโลยีที่มหัศจรรย์ เพราะช่วยให้ ผมสร้างท่าต่างๆ ที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง แต่เมื่อใช้โมชั่นแคพเชอร์ เราสามารถสร้างพลังแห่งอานุภาพที่เน้นความงามของท่าเตะและการเคลื่อนไหว ในแบบที่เราไม่เคยทำได้มาก่อน" ในการลำดับภาพโมชั่นแคพเชอร์ ทีมงานของเกต้าจะลอกเนื้อหนังของรูปร่างเสมือน จริงของตัวละครที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ เพิ่มเติมกล้ามเนื้อและเสื้อผ้าที่เป็นภาพสมจริงใส่ ความรู้สึกของชีวิตลงในตัวแสดงที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ เชื่อมโยงเข้ากับการสร้างสรรค์ อันสุดยอดของอาร์ติสท์ด้านเวอร์ชวลของ Matrix ที่จะอัดระบบยูนิเวอแซลแคพเชอร์ (Universal Capture) หรือ "ยูแคพ" (u-cap) กล้องที่มีความคมชัดสูงเป็นพิเศษจำนวน 5 ตัว ได้รับการจัดให้ตั้งเป็นรูปครึ่งวงกลมโดยรอบใบหน้านักแสดงแต่ละคน ในขณะที่นักแสดง ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกออกมาทางสีหน้า กล้องโซนี่ HDW 900 ก็จะบันทึกราย ละเอียดการแสดงนั้นไว้ทุกนาที - ลึกลงไปกระทั่งในรูขุมขนและรากผมก็ว่าได้ หลังจากใช้กล้องถึงห้าตัวเพื่อบันทึกรูปร่างของใบหน้าอย่างละเอียดของนักแสดง ลงเป็น ภาพที่มีความคมชัดสูง ทีมงานวิชวลเอ็ฟเฟ็คก็จะใส่รายละเอียดมิติของผิวหน้าลงไป ยังผลให้กลายเป็นภาพมนุษย์ที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ที่เหมือนจริงมากที่สุดในยุคปัจจุบัน เมื่อเนื้อหาหลักของแต่ละฉากได้รับการเก็บภาพและบรรจุด้วยองค์ประกอบวิชวลที่ซับซ้อน (รวมทั้งแบ็คกราวน์ดเสมือนจริง, วัตถุ และภาพที่สร้างโดยตอมพิวเตอร์ ที่ได้รับการ ปรับปรุงให้ดีขึ้น เช่นกระจกที่เป็นประกายระยิบระยับ, รอยกระสุนและเลือด), การถ่ายทำ เสมือนจริงนั้นเปิดโอกาสของความเป็นไปได้ให้กับการใช้มุมกล้องและการตัดต่อ ยังผลให้ เกิดสิ่งที่ทีมงานวิชวลเอ็ฟเฟ็คของ The Matrix เรียกว่า "ภาพยนตร์เสมือนจริง" การถ่ายทำเสมือนจริงที่ถ่ายทอดฉาก Super Burly Brawl นั้น กล้องต้องติดตามนีโอและสายลับสมิธ ในการต่อสู้อย่างดุเดือด ด้วยการแลกหมัดสะท้านโลก จนถึงการร่วงหล่นอย่างแรงจากที่สูง การถ่ายทำเสมือนจริงยังทำให้การเก็บรายละเอียดที่เหลือเชื่อ แม้กระทั่งการปะทะของนีโอกับสายลับสมิธเป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างเหตุการณ์ ที่เป็นไปไม่ได้กับการจับภาพที่อยู่ในมุมกล้องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ในณะที่แอ็คชั่นดำเนินไป ด้วยความเร็วที่อยู่ระหว่างซูเปอร์สโลว์โมชั่น และซูเปอร์โซนิค ซึ่งช่วงเวลานี้ ต้องการภาพที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ที่เป็นเสมือนรูปถ่าย ที่มีความเคลื่อนไหวอย่างดุเดือด และเป็นภาพโคลสอัพของใบหน้าของมนุษย์ที่ ซึ่งใกล้ที่สุด เท่าที่เคยถูกถ่ายทำมาจนถึงปัจจุบัน (เพื่อเก็บห้วงเวลานี้ไว้ในความทรงจำ พี่น้องวาโชสกี้ และโจเอล ซิลเวอร์ ได้สั่งทำเหรียญบรอนซ์สามมิติ ของบทสรุปที่เร้าใจเพื่อไว้แจกให้กับแขกที่เชิญมาในงานพรีเมียร์ทั้งสามครั้งของภาพยนตร์เรื่อง Revolutions ในลอสแอนเจลิส, ซิดนีย์ และโตเกียว) งานพื้นฐานในลักษณะเหนือความจริงนี้ เคยปูพื้นฐานมาแล้วจากภาพในเรื่องเดิม ในฉากเฮลิคอปเตอร์ชนเหนือพิ้นผิวตึกระฟ้า ในเรื่อง The Matrix ผู้สร้างไม่ใส่ใจกับ กฏมาตรฐานของฟิสิกส์ เพราะในโลกแห่งตัวเลขคำสั่งคอมพิวเตอร์อย่าง เมทริกซ์ ภาพที่ เหนือจริงของสิ่งปลูกสร้างที่โป่งนูนขึ้นได้นั้นเป็นของธรรมดามาก ทั้ง Reloaded และ Revolutions จะนำเสนอสิ่งที่เกินความคาดหมายของแอ็คชั่นมหัศจรรย์ในรูปแบบใหม่ๆ ต่อไปอีก นอกเหนือจากวิชวลเอ็ฟเฟ็คบันลือโลก ที่สร้างความเข้มข้นให้กับฉาก Super Burly Brawl แล้ว ทีมงานของเกต้ายังรับผิดชอบการจัดทำตัวแสดงแอนนิเมชั่นที่ไม่เหมือนใคร ตามจินตนาการของพี่น้องวาโชสกี้สำหรับ The Siege เรื่อง Revolutions นับเป็นการก้าวข้ามอาณาเขตของงานแอนิเมชั่นทั้งมวล ในการนำเสนอภาพการทำลายล้าง อย่างท่วมท้นของกองทัพไซออน ในหน่วย Armored Personal Units (APUs) กับเซนติเนล และเครื่องขุดที่ดุร้ายจากกองทัพเครื่องจักร ด้วยวิธีการ "รูปแบบแอนิเมชั่น" รุ่นใหม่ และหลักการที่มีพื้นฐานของ A.I ทีมงาน VFX ได้ใช้ในการสร้างพลเมืองไบโอ-แมคแคนิคัลจำนวนมากของแมชชีน ซิตี้ และไซออน สัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแมลงที่เคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมทั้งสภาพแวดล้อมโดยรวม ของแมชชีน ซิตี้ และไซออน ซึ่งทั้งหมดเป็นการออกแบบแต่ผู้เดียวของ เจฟ แดโรว์ ผู้สร้างภาพให้กับหนังสือการ์ตูนคลาสสิคที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอย่าง Hard Boiled เช่นเดียวกับภาพยนตร์แอนิเมะญี่ปุ่นสมัยใหม่ทั่วๆไป Revolutions นำเสนอภาพ เสมือนจริง 3D ของปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างอากาศ น้ำ และไฟ เพื่อให้เป็นรูปแบบ อิมเพรสชั่นนิสท์ ที่ถ่ายทอดความเฉลียวฉลาด พฤติกรรมและบุคคลิก ดนตรีใน Revolutions มีองค์ประกอบตั้งแต่ฟ้าแลบไปจนถึงการระเบิด ซึ่งได้มีการทบทวนและออกแบบสไตล์และการนำเสนออย่างสมบูรณ์ "สองพี่น้องหลงใหลในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เป็นประเภทไฮเปอร์กราฟฟิค" เกต้าเปิดเผย "ในทุกหัวเลี้ยวเราพยายามหาสมดุลย์ระหว่างความโกลาหลและระเบียบ เหมือนกับการพยายามตีกรอบให้กับน้ำที่ท่วมฉับพลัน" วัตถุดิบทั่วไปที่ใช้ในการทำงานที่สำนักงานใหญ่ของวิชวลเอ็ฟเฟ็ค ระหว่างขั้นตอน การถ่ายทำนั้น รวมไปถึงงานร่างโดยแดโรว์ และภาพยนตร์อย่าง Alien; 2001: A Space Odyssey; Vertigo; Apocalypse Now; Koyaanisqatsi และ Powaqqatsi (สารคดีมีระดับ เกี่ยวกับชีวิตบนโลก); หนังของ IMAX เรื่อง Blue Earth; 20,000 Leagues Under the Sea; สารคดีการต่อสู้ระดับสุดยอด, โศกนาฏกรรม Hindenberg, เรือดำน้ำตั้งแต่ปี 1800, ชีวิตใต้ทะเล, Rocky Marciano และแชมเปี้ยนเฮฟวี่เวท; รายการโชว์ชีวิตจริงทางโทรทัศน์ ของการขับรถไล่ล่าและเฉี่ยวชน; การวิจัยและพัฒนาของภาพยนตร์เกี่ยวกับการชนของรถในความเร็วสูง ; ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตหุ่นยนตร์, การเป่าแก้ว, และการสร้างของ Chunnel (อุโมงค์เชื่อมระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ), สมองกล และม้วนภาพยนตร์ซึ่งมีฟุตเตจพิเศษ ของงานระเบิดของแอนิเมะทุกชนิดและทุกขนาด "งานของเราในเรื่อง Reloaded เน้นเกี่ยวกับงานถ่ายทำที่เหนือกว่าสมจริง กับการติดตามเหตุการณ์เหนือมนุษย์ อย่างเช่น Burly Brawl, การไล่ล่าบนฟรีเวย์ และภาพนีโอเหาะ" เกต้าอธิบาย "สำหรับเรื่อง Revolutions เราจะเน้นความพยายามของเราในการจำลองตำนานการผจญภัย การเปิดเผย อย่างเช่นการเผชิญหน้าระหว่างคนและเครื่องจักร รวมไปถึงสภาพแวดล้อมหลักในโลกจริง และแมชชีน ซิตี้ และไซออน ผมหวังว่างานของพวกเราในทั้งสองเรื่อง จะแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างใหญ่หลวง ที่มีให้กับหนังแนววิทยาศาสตร์ลึกลับ นับเนื่องแต่ Blade Runner, Alien และเป็นการก้าวไปอีกขั้นของเอ็ฟเฟ็คชั้นสูง ของภาพยนตร์" เอ็ฟเฟ็คเสมือนจริงจำนวนมหาศาล - และเวลาที่เพียงพอในการจัดเตรียม - นับเป็น ความจำเป็นที่เกต้าต้องแจกจ่ายงานบางส่วนออกไปให้กับผู้ขายงานวิชวลเอ็ฟเฟ็คนอกบริษัท ผู้ซึ่งสร้างช็อตเฉพาะภายใต้การควบคุมดูแลของเขา บริษัทเหล่านั้นได้แก่ : BUF ผู้สร้างร ฉาก Code และเอ็ฟเฟ็คการรับรู้พิเศษอื่นๆ ; Tippett Studios ผู้สร้างสภาพแวดล้อม ดิจิตัลเต็มรูปแบบ และฉาก Complex Creature; Sony Imageworks เป็นผู้สร้างสภาพ แวดล้อมภายในอุโมงค์ และเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นภายในนั้น; Giant Killer Robots เป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมใต้ดิน; และ Animal Logic เป็นผู้สร้างฉาก Undergroundเพื่อจัดการกับขั้นตอนที่ซับซ้อน ของการสร้างภาพยนตร์เสมือนจริงจากการทำงาน ก่อนวิชวล จนกระทั่งถึงงานหลังการถ่ายทำ ทีมงานของเกต้าได้ร่วมกันออกแบบ "ไซออน เมนเฟรม" (Zion Mainframe) ซึ่งเป็นเครื่องมือของการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดที่มี ประสิทธิภาพมากที่สุด ที่เคยถูกสร้างมาเพื่อการทำงานสร้างภาพยนตร์ มันเป็นมากกว่า เซิร์ชเอ็นจิน เครื่องมือชิ้นใหม่นี้จะเข้าถึงทุกหน่วยงานที่สนใจเกี่ยวกับอาร์ตเวิร์คดิจิตัล, คอนเซ็ปท์การออกแบบ, สตอรี่บอร์ด, แผนงานของ CAD, แบบจำลอง 3D สำหรับการออก แบบวางแผน, แบบจำลองความคมชัดสูง, หนังควิกไทม์ ของช็อตทั้งหมดที่อยู่ระหว่าง ขั้นตอนผลิต (ซึ่งสามารถเรียกกลับมาดูได้ทุกวันทางระบบดิจิตัลและประวัติการถ่ายทำ) รวมทั้งแบ็กอัพเต็มรูปแบบของช็อตสุดท้ายที่สร้างโดยผู้จำหน่ายวิชวลเอ็ฟเฟ็ค จนถึงวันนี้ ดิจิตัลอาร์ติสท์กว่า 1000 คน ผู้มีฝีมือทางด้านการถ่ายทำพิเศษ, เอ็ฟเฟ็ค กายภาพและไพโรเท็คนิค ได้เป็นผู้สร้างองค์ประกอบเอ็ฟเฟ็คเสมือนจริงให้กับ of The Matrix Reloaded และ The Matrix Revolutions (ยังมีต่อ) -รก-