สวทช.ร่วมเอกชนผลิตอาหารกุ้งจากสาหร่ายสไปรูลิน่า
กรุงเทพฯ--8 ธ.ค.--สกว. สวทช.ร่วมเอกชนผลิตอาหารกุ้งจากสาหร่ายสไปรูลิน่า เผยมีโปรตีนสูง-ประหยัดต้นทุนกว่าอาหารเสริมชนิดอื่น สวทช.ส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่าด้วยน้ำหมัก หรือน้ำมูลสัตว์ สำหรับผลิตเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ เหตุเป็นอาหารเสริมที่โปรตีนสูง และสามารถประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงกว่าการใช้อาหารเสริมชนิดอื่นๆ นายคงพร พรรณแผ้ว กรรมการผู้จัดการบริษัท เฟิร์สไลน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า จากผลการตรวจสอบและวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารต่างๆของสาหร่ายสไปรูลินาพบว่าสาหร่ายสไปรูลินามีโปรตีนสูง จึงไม่น่าแปลกใจหากจะสามารถพบผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายชนิดนี้จำนวนมากวางขายอยู่ตามท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นแคปซูลเพื่อเป็นอาหารเสริมของคน ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโดยเฉพาะการนำมาผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์เนื่องจากพบว่าสัตว์สามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงคิดว่าน่าจะนำสาหร่ายสไปรูลินามาลองทำเป็นอาหารสัตว์ เนื่องจากพบว่ามีการใช้สาหร่ายเป็นส่วนผสมในอาหารปลาสวยงามเพราะมีคุณสมบัติเด่นคือมีโปรตีนสูง 50-60% จึงน่าจะนำไปเป็นส่วนผสมของอาหารกุ้งได้เช่นเดียวกัน สำหรับสาเหตุที่เลือกสาหร่ายสไปรูลินานั้นเนื่องจากเป็นสาหร่ายที่มีประโยชน์และมีคุณค่าแม้จะราคาค่อนข้างสูงเหมาะที่จะนำไปใช้ในกุ้งสัตว์เศรษฐกิจที่มีราคาสูงเช่นเดียวกัน จึงนำไปส่วนผสมในอาหารของลูกกุ้งกุลาดำ โดยขั้นแรกของการทำธุรกิจได้ทดลองหาตลาดเพื่อส่งขายกับผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งก่อน เนื่องจากสาหร่ายชนิดนี้ส่วนใหญ่จะนำไปผลิตเป็นอาหารสำหรับคน การนำสาหร่ายดังกล่าวมาทำเป็นอาหารสัตว์ต้องเป็นอีกเกรดหนึ่งโดยส่วนที่ไม่ได้คุณภาพจากคนนำไปทำเป็นอาหารสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ แต่เนื่องจากการนำสาหร่ายมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ต้องอาศัยความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง บริษัทจึงขอรับความช่วยเหลือจาก โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เพื่อตรวจดูมาตรฐานของสาหร่าย และตรวจสอบค่าโปรตีนเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อว่าเมื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วจะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องของมาตรฐานต่างๆ นายคงพร กล่าวต่อว่า ขั้นตอนการเลี้ยงสาหร่ายจะเริ่มจากการเลี้ยงด้วยน้ำหมักซึ่งได้มาจากมูลสัตว์และซากพืชทุกชนิด เช่น ต้นกล้วย มะม่วงหรือมะละกอ เนื่องจากหากใช้ปุ๋ยหมักเหล่านี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากเพราะใช้เพียง 60% (ในสาหร่ายที่มนุษย์ใช้บริโภคจะใช้ปุ๋ยเคมี100%)แม้ว่าจะได้โปรตีนน้อยกว่าสาหร่ายอาหารคน แต่ก็เพียงพอที่จะนำไปเป็นอาหารสัตว์และได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการว่ามีคุณภาพ "ขั้นตอนสำหรับการเลี้ยงสาหร่ายจะนำหัวเชื้อใส่ประมาณ 1 ใน 10 ส่วนได้แก่ น้ำ 10 ลิตร หัวเชื้อ 1 ลิตร มาเลี้ยงในบ่ออนุบาลลักษณะเป็นบ่อปูน การนำมาเลี้ยงในบ่อนี้เพื่อให้ควบคุมได้ในพื้นที่จำกัดทำให้เกิดประสิทธิภาพในการให้ปุ๋ยและดูแลได้ทั่วถึง เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนเศษก็จะได้ปริมาณสาหร่ายที่มากขึ้นจึงขยายไปในบ่อที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าและเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 20 วัน แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับแสงแดดเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากหากไม่มีแสงแดดการเจริญเติบโตของสาหร่ายก็จะช้าลงไปด้วย จากนั้นเมื่อสาหร่ายเติบโตเต็มบ่อใหญ่แล้วจึงเริ่มเก็บเกี่ยวโดยใช้วิธีสูบเข้ามาในถุงกรองที่มีลักษณะคล้ายถุงกาแฟเสร็จแล้วจะเก็บตัวสาหร่ายไว้ น้ำที่เหลือก็จะทำเป็นหัวเชื้อได้ต่อไปและเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จจะนำมาเกลี่ยให้บางในถาด จากนั้นนำไปตากในห้องอบพลาสติกทิ้งไว้ 2วันให้แห้งแล้วร่อนออกมาเป็นเกร็ดจึงจะเก็บรวบรวมนำมาบรรจุขาย" นายคงพร กล่าวต่อว่า อาหารกุ้งโดยทั่วไปจะแตกต่างกับอาหารที่มีส่วนผสมของสาหร่ายสไปรูลิน่าเนื่องจากสาหร่ายชนิดนี้จะมีส่วนผสมที่สำคัญหลายชนิด อาทิ เบต้าแคโรทีน โปรตีนและไขมัน รวมถึงเกลือแร่ 20 กว่าชนิด ซึ่งนอกจากจะมีโภชนาการคุณค่าทางอาหารสูงแล้วยังสามารถเพาะเลี้ยงเก็บผลผลิตได้ทุกวัน โดยใช้เครื่องมือน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพืชผลชนิดอื่นและเจริญเติบโตในอาหารที่มีราคาถูกมีส่วนประกอบไม่ซับซ้อน การเพาะเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้ยังใช้พื้นที่ ปุ๋ยและน้ำน้อยกว่าการเพาะปลูกพืชอื่นและยังสามารถใช้แหล่งพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กล่าวว่า สาหร่ายชนิดนี้เป็นพืชที่มีสารซีแซนทิน(Zeaxanthin)ที่เป็นสารเร่งสีมีประโยชน์ในการนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารปลา เช่น ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารปลาทองเพื่อเร่งให้มีสีสันสวยงามจึงคิดว่าน่าจะนำสาหร่ายชนิดนี้มาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ชนิดอื่นๆเช่นกุ้งได้ด้วย โดยตั้งโจทย์ว่าต้องใช้น้ำจากปุ๋ยหมักมูลสัตว์หรือซากพืชมาใช้ในการเลี้ยงเพื่อลดต้นทุนเพราะหากใช้ปุ๋ยเคมีจะมีต้นทุนที่สูงกว่าและไม่คุ้มกับการใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารของสัตว์ สำหรับการให้คำปรึกษาในการเลี้ยงสาหร่ายนั้นตนจะติดตามการเจริญเติบโตของสาหร่ายว่าโตเต็มที่หรือไม่ อาหารที่ให้เพียงพอแล้วหรือยังและให้คำแนะนำเมื่อผู้ประกอบการมีปัญหาเพื่อให้เกิดความมั่นใจทางวิชาการหรือเชิงคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำหรับการตรวจสอบผลิตภัณฑ์นั้นจะมีเครื่องมือตรวจหาว่ามีสาหร่ายชนิดอื่นปลอมปนมาหรือไม่ ทั้งนี้หากเปรียบเทียบการใช้สาหร่ายสไปรูลินากับอาหารเสริมโปรตีนชนิดอื่นๆจะพบว่า สาหร่ายนี้จะเป็นอาหารเสริมที่มีโปรตีนสูงและประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงกว่าการใช้อาหารเสริมชนิดอื่นๆที่มีราคาแพงกว่ามาก แต่ทั้งนี้ยังต้องมีการพัฒนาภูมิปัญญาในการเลี้ยงด้วยสาหร่ายนี้ต่อไป เพื่อให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2298-0454--จบ-- -รก-