ภาวะตลาดทองคำ by Hua Seng Heng Gold Futures - newswit
กรุงเทพฯ--17 พ.ย.--ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส - ปัญหายุโรปยังกดดันการลงทุน - SPDR ถือทองเพิ่มขึ้น 9.08 ตัน - คาดทองปรับฐานแต่ยังมีแรงซื้อกลับแนวรับ 1,740-1,745 ดอลลาร์ แรงกดดันจากปัญหาในยุโรปส่งผลให้ราคาทองปรับฐานลง หลังจากมีรายงานข่าวความขัดแย้งระหว่างผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมันเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา ของประเทศในกลุ่มยุโรป โดยฝรั่งเศสที่เสี่ยงจะสูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือระดับสูง ต้องการให้กลุ่มยุโรปมีมาตรการแก้ไขปัญหาของประเทศสมาชิก เพิ่มเติม แต่เยอรมันกลับมองว่ามาตรการที่มีในขณะนี้คงเพียงพอแล้ว ทำให้ตลาดยังถูกกดดันจากประเด็นปัญหาในยุโรปและสะท้อนออกมาจากการพุ่งขึ้นของ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศในยุโรป และมีผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบดอลลาร์ ซึ่งกดดันราคาทองและโลหะเงินปรับฐานลง ส่วน รายงานตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐซึ่งหดตัวลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทำให้ความต้องการถือทองคำเพื่อป้องกันเงินเฟ้อลดลง และกดดันราคาทองให้ปรับฐานลงอีก ทางหนึ่งเช่นกัน โดยราคาทองปรับฐานลงไปต่ำกว่าแนวรับบริเวณ 1,760 ดอลลาร์ และลงไปทำจุดต่ำสุดระหว่างวันที่บริเวณ 1,753-1,754 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้ ภาพการเคลื่อนไหวทางเทคนิคของราคาทองดูอ่อนแรงลง และคาดว่าจะปรับฐานลงสู่แนวรับที่บริเวณ 1,740-1,745 ดอลลาร์ต่อไป หรือในกรณีที่ราคาดีดตัวกลับ และไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 1,772 ดอลลาร์ได้ คาดว่าจะมีแรงขายกลับออกมาจนราคาปรับฐานลงต่อไป เช่นเดียวกันกับราคาโลหะเงินซึ่งปรับฐานลงมา เคลื่อนไหวต่ำกว่าแนวรับบริเวณ 33.80 ดอลลาร์ ทำให้การเคลื่อนไหวทางเทคนิคของราคาโลหะเงินยังมีแนวโน้มปรับฐานลงต่อ โดยมีแนวรับอยู่ที่บริเวณ 33.50 และ 33.0 ดอลลาร์ ต่อไป อย่างไรก็ตามคาดว่าช่วงที่ราคาทองปรับตัวลดลง จะดึงดูดความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับเข้ามา รวม ทั้งการแก้ไขปัญหาของกรีซและอิตาลีที่เริ่มมีพัฒนาการด้านบวกมากขึ้น จนทำให้ราคาทองเริ่มมีการดีดตัวกลับ จึงยังสามารถทยอยซื้อเก็งกำไรในช่วงที่ ราคาปรับฐานลง โกลด์ฟิวเจอร์สเดือนธ.ค.54 Close chg. Support Resistance 26,230 +100 26,100/26,000 26,350/26,500 ราคาทองคำปรับฐานลงหลุดแนวรับบริเวณ1,760 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเริ่มดีดตัวกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือบริเวณดังกล่าวได้ในช่วงเช้าวันนี้ แต่ คาดว่าอาจมีแรงขายกลับออกมาอีกในช่วงที่ราคาดีดตัวขึ้นเข้าใกล้แนวต้านบริเวณ 1,772-1,775 ดอลลาร์และราคาอาจปรับฐานลงต่อ จึงสามารถเลือกเปิดสถานะ ขายเก็งกำไรการปรับฐานจากแนวต้านบริเวณดังกล่าว โดยมีจุดปิดสถานะตัดขาดทุนอยู่ที่ 1,780 ดอลลาร์ และหากราคาปรับฐานลงเข้าใกล้แนวรับบริเวณ 1,740-1,745 ดอลลาร์ คาดว่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามา การเก็งกำไรฝั่งซื้อจึงสามารถรอเปิดสถานะช่วงที่ราคาปรับฐานลงเข้าใกล้แนวรับดังกล่าว ซิลเวอร์ฟิวเจอร์สเดือนธ.ค.54 Close chg. Support Resistance 1,074 +24 1,050/1,030 1,080/1,100 ราคาโลหะเงินดีดตัวกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือแนวรับบริเวณ 33.80 ดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันนี้ โดยมีแนวต้านอยู่ที่บริเวณ 34.0-34.20 ดอลลาร์ หากราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านดังกล่าวได้ สามารถเลือกเก็งกำไรฝั่งขายต่อ โดยมีจุดปิดสถานะตัดขาดทุนอยู่ที่บริเวณ 34.50 ดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยน ยูโรร่วงลงสู่จุดต่ำสุดรอบ 5 สัปดาห์เทียบดอลลาร์และเยนในวันพุธ ในขณะที่การพุ่งขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมของฝรั่งเศสและอิตาลีทำให้ นักลงทุนกังวลกับการลุกลามของวิกฤติหนี้ยูโรโซน ทั้งนี้ ดอลลาร์อยู่ที่ 76.98 เยน ขยับลงจากระดับปิดตลาดวันอังคารที่ 77.07 เยน ส่วนยูโรอยู่ที่ 1.3492 ดอลลาร์ ปรับลงจาก 1.3531 ดอลลาร์ ทางด้านยูโร/เยนอยู่ที่ 103.88 เยน ร่วงลงจาก 104.24 เยน ยูโรร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดของวันที่1.3427 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุด นับตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. ส่วนยูโร/เยนร่วงลงแตะจุดต่ำสุดของวันที่ 103.37 เยน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เข้าซื้อ พันธบัตรอิตาลีและสเปน แต่ช่วยกดดันต้นทุนการกู้ยืมลงได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยเมื่อการแทรกแซงตลาดสิ้นสุดลงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็พุ่งขึ้น อีกครั้ง ในขณะที่นักลงทุนตั้งข้อสงสัยว่า อีซีบีจะเข้าซื้อพันธบัตรได้มากเพียงใด ยูโรได้รับแรงกดดันหลังจากธนาคารยูนิเครดิตของอิตาลีระบุว่า ทาง ธนาคารจะขอให้อีซีบีขยายช่องทางในการระดมทุนของยูนิเครดิต โดยข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลกับสถานภาพของธนาคารพาณิชย์ในยูโรโซน การเข้าซื้อ พันธบัตรโดยอีซีบีช่วยกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอิตาลีให้ร่วงลงสู่ 6.83 % ในช่วงแรก และช่วยหนุนยูโรให้แข็งค่าขึ้น แต่อัตราผลตอบแทนพุ่งขึ้น เหนือ 7 % ในเวลาต่อมา นายมาริโอ มอนติสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีและจัดตั้งรัฐบาลใหม่เมื่อวานนี้ แต่นักวิเคราะห์ไม่มั่นใจว่าความ เคลื่อนไหวดังกล่าวจะสามารถลดความกังวลในตลาดการเงินลงได้มากพอหรือไม่ ตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงในวันพุธ โดยมีคำสั่งขายเข้ามาเป็นจำนวนมากในช่วงท้ายตลาด เนื่องจากมีคำเตือนเรื่องผลกระทบที่เศรษฐกิจโลกและระบบ การธนาคารอาจได้รับจากวิกฤติหนี้ยูโรโซน ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดดิ่งลง 190.57 จุด หรือ 1.58% สู่ 11,905.59, ดัชนี S&P 500 ปิด รูดลง 20.90 จุด หรือ 1.66% สู่ 1,236.91 และดัชนี Nasdaq ปิดดิ่งลง 46.59 จุด หรือ 1.73% สู่ 2,639.61 หุ้นกลุ่มการเงินและวัสดุได้รับแรงกดดัน จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นก็ดิ่งลงมากยิ่งขึ้นหลังจากฟิทช์ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระบุว่าถึงแม้อุตสาหกรรมการธนาคาร ของสหรัฐมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ แนวโน้มก็อาจย่ำแย่ลงถ้าหากวิกฤติหนี้ยูโรโซนไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างรวดเร็ว มูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่า เชื่อถือของธนาคารหลายแห่งในภาครัฐบาลของเยอรมนี โดยให้เหตุผลว่ามีแนวโน้มน้อยลงที่ธนาคารกลุ่มนี้จะได้รับความช่วยเหลือจากภายนอกนักลงทุนกังวลมาก ยิ่งขึ้นว่าวิกฤติหนี้ยูโรโซนจะลุกลามเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจสำคัญ โดยค่าสเปรด (ส่วนต่าง) ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสประเภท 10 ปี เหนือพันธบัตรเยอรมนีได้ทะยานขึ้นแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการใช้เงินยูโร ตลาดโลหะ ราคาทองที่ตลาดสหรัฐปิดร่วงลงในวันพุธ โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปของสหรัฐ และจากข่าวเรื่องความ ขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีในประเด็นที่ว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ควรดำเนินการมากกว่านี้หรือไม่ในการสกัดกั้นวิกฤติหนี้ยูโรโซน กระทรวง แรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปของสหรัฐปรับลดลง 0.1% ในเดือนต.ค. ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน และเป็นการตอก ย้ำความเชื่อที่ว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงขณะที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างเชื่องช้า ราคาทองได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องวิกฤติหนี้ยุโรป ใน ขณะที่ฝรั่งเศสต้องการให้อีซีบีดำเนินการมากยิ่งขึ้นในการแก้ไขวิกฤติหนี้ แต่เยอรมนีคัดค้านแนวคิดนี้ ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเผชิญกับการพุ่งขึ้นของ ต้นทุนการกู้ยืมในช่วงนี้ ในขณะที่ฝรั่งเศสเสี่ยงต่อการสูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือขั้น AAA ราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันพุธ โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวที่ว่าจะมีการพลิกกลับทิศทางการจัดส่งน้ำมัน ในท่อส่งน้ำมันซีเวย์ในปีหน้า โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดปริมาณน้ำมันส่วนเกินในศูนย์กลางการจัดเก็บน้ำมันที่เมืองคุชชิง รัฐโอกลาโฮมา ทั้งนี้ราคา น้ำมันดิบส่งมอบเดือนธ.ค.พุ่งขึ้น 3.22 ดอลลาร์ หรือ 3.24% มาปิดตลาดที่ 102.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค.ที่ตลาดกรุง ลอนดอนร่วงลง 30 เซนต์ หรือ 0.3% สู่ 111.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทเอ็นบริดจ์ อิงค์ และบริษัทเอ็นเทอร์ไพรซ์ โพรดัคท์ส พาร์ทเนอร์ส แถลงว่า ทางบริษัทวางแผนจะพลิกกลับทิศทางการจัดส่งน้ำมันในท่อส่งน้ำมันซีเวย์ ซึ่งมีกำลังการจัดส่ง 350,000 บาร์เรลต่อวัน โดยในปัจจุบันนี้ท่อส่งน้ำมัน ดังกล่าวจัดส่งน้ำมันจากชายฝั่งกัลฟ์โคสต์ของสหรัฐไปยังศูนย์กลางการจัดเก็บน้ำมันที่เมืองคุชชิง มาตรการใหม่นี้จะส่งผลให้มีการจัดส่งน้ำมันจาก ภูมิภาคมิดเวสท์ของสหรัฐไปยังเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัสแทน คณะผู้บริหารของประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐเสนอให้มีการปรับขึ้นประสิทธิภาพในการใช้ เชื้อเพลิงของยานยนต์ขึ้นเป็นสองเท่า สู่ 54.5 ไมล์/แกลลอนภายในปี 2025 สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงาน (EIA) ของสหรัฐเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมัน ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 11 พ.ย. โดยระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบลดลง 1.1 ล้านบาร์เรลสู่ 337.0 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันกลั่นลดลง 2.1 ล้านบาร์เรล สู่ 133.7 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.0 ล้านบาร์เรล สู่ 205.2 ล้านบาร์เรล,สต็อกน้ำมัน heating oil เพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล สู่ 37.5 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.2% สู่ 84.2% ข่าว พรรคการเมืองกรีซป่วนลงนามข้อตกลงยุโรป ขณะอิตาลีคืบหน้าจัดตั้งรบ. นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมในกรีซแสดงความขัดแย้งกับคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) โดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องที่ให้ ทางกลุ่มลงนามในสัญญาว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยมาตรการดังกล่าวจะช่วยให้กรีซสามารถหลีกเลี่ยงจากภาวะ ล้มละลายและช่วยคุ้มครองความมั่นคงของยูโรโซน นายกรัฐมนตรีปาปาเดมอสของกรีซมีแนวโน้มที่จะชนะการลงคะแนนเสียงให้ความไว้วางใจในรัฐสภากรีซ อย่างไร ก็ดีสมาชิกพรรคนิว เดโมเครซีซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมในแนวร่วมรัฐบาลกรีซกล่าวว่าพวกเขาจะไม่ทำตามคำสั่งของอีซีในการลงนามรับประกันอย่างเป็นลาย ลักษณ์อักษร โดยนายอันโตนิส ซามาราส ผู้นำพรรคนิว เดโมเครซีกล่าวว่า เขาคัดค้านมาตรการที่ไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจกรีซเติบโตขึ้นได้รัฐบาลประเทศ สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) มีเวลาจนถึงการประชุมสุดยอดในวันที่ 9 ธ.ค. ในการหามาตรการใหม่ที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้นและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นใน การแก้ไขวิกฤติหนี้ ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินขนาดใหญ่ วิกฤติหนี้มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงหลายเดือน ข้างหน้าในขณะที่อิตาลี, กรีซ, ไอร์แลนด์, โปรตุเกส และสเปนจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปรับลดงบรายจ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ส่วนใน อิตาลีนั้น นายมาริโอ มอนติ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ประสบความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อนายแองเจลิโน อัลฟาโน เลขาธิการพรรคพีเพิล ออฟ ฟรีดอม (PDL) ของนายซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนีได้หารือกับนายมอนติ วิกฤติหนี้ฉุดศก.ยูโรโซนโตเพียง 0.2% ใน Q3 ขณะมีแนวโน้มถดถอยต้นปีหน้า เศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวเพียง 0.2% ในไตรมาส 3 ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในเยอรมนีและฝรั่งเศสได้ถูกบดบังจากประเทศที่ เผชิญกับวิกฤติหนี้ และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงต้นปีหน้า ทั้งนี้ การขยายตัวจากเดือนก.ค.-ก.ย.เหมือนกับในไตรมาส 2 แต่แนวโน้มสำหรับช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้เป็นไปอย่างซบเซา ขณะที่วิกฤติหนี้ที่ย่ำแย่ลงของยุโรปส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สถาบัน ZEW ของเยอรมนีรายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจร่วงลงสู่ระดับ -55.2 ในเดือนพ.ย. ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ และดิ่งลงอย่างมาก จากเดือน ต.ค. โดยระบุว่าปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจในกรีซและอิตาลีได้เพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของเยอรมนี วิกฤติหนี้มีแนวโน้มที่จะทำ ให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้าขณะที่ประเทศต่างๆ อาทิ อิตาลี, กรีซ, ไอร์แลนด์, โปรตุเกสและสเปนดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อสกัด กั้นการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดจากตลาดพันธบัตร คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนซึ่งประกอบด้วย 17 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรจะหดตัวลง 0.1% ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 และจะชะงักงันในไตรมาสแรกของปีหน้า เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัว 0.5% ในเดือนก.ค.-ก.ย.ตามการ คาดการณ์ของตลาด และการขยายตัวในไตรมาส 2 ได้ถูกปรับขึ้นเป็น 0.3% จาก 0.1%เศรษฐกิจฝรั่งเศสซึ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของยูโรโซนขยายตัว 0.4%ใน ไตรมาส 3 หลังหดตัว 0.1% ในไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรปคาดว่ายูโรโซนจะเผชิญกับภาวะถดถอยเล็กน้อยในช่วงสิ้นปี และมุมมองดังกล่าวได้ถูกตอกย้ำโดยนายมิเชล ชโรเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบัน ZEW ฝรั่งเศสได้เร่งดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดโดยประกาศมาตรการปรับขึ้น ภาษีและปรับลดงบประมาณวงเงิน 6.5 หมื่นล้านยูโรในระยะ 5 ปี ในช่วงต้นเดือนนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีนิโคลาส์ ซาร์โคซีพยายามที่จะปกป้องอันดับความน่า เชื่อถือของประเทศเพื่อรักษาโอกาสในการลงเลือกตั้งอีกสมัยในระยะเวลาอีกเพียง 6 เดือน รายงานจาก Lisbon Council เมื่อวานนี้ระบุว่า การที่ฝรั่งเศส ไม่สามารถปรับตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วนั้นจะเป็นสัญญาณเตือนสำหรับยูโรโซน รายงานดังกล่าวจัดให้ฝรั่งเศสอยู่ที่อันดับ 13 ใน 17 ประเทศในด้าน ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งรวมถึงแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, อัตราการจ้างงานและการบริโภค และอันดับที่ 15 สำหรับความคืบหน้าในการปรับตัวทาง เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดงบประมาณและการควบคุมต้นทุนแรงงานต่อหน่วย สำหรับประเทศที่ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติหนี้นั้น ภาวะเศรษฐกิจก็อ่อนแอลง ด้วยโดยจีดีพีของเนเธอร์แลนด์ลดลง 0.3% ในไตรมาส 3 แม้จีดีพีของออสเตรียและสโลวาเกียขยายตัว 0.3% เศรษฐกิจของสเปนซึ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของ ยูโรโซน ประสบภาวะชะงักงันในไตรมาส 3 ขณะที่วิกฤติหนี้มีแนวโน้มที่จะสกัดกั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไป และผู้ชนะการเลือกตั้งที่มุ่งมั่นจะคุมเข้ม ด้านการคลัง ทำให้สเปนมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย โปรตุเกสซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากอียู/ไอเอ็มเอฟนั้น เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว และการ ทรุดตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นในไตรมาส 3 โดยเศรษฐกิจหดตัวลง 0.4% พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีซึ่งเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยนั้น ได้ปรับตัวขึ้นขณะที่การ เปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอิตาลีไม่สามารถยับยั้งการพุ่งขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมของอิตาลี และสัญญาณความขัดแย้งทางการเมืองในกรีซเกิดขึ้นอีกครั้งขณะที่ นายลูคัส ปาปาเดมอสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ธ.กลางยุโรปคาดศก.ยูโรโซนถดถอยสิ้นปีนี้ หลังขยายตัวอ่อนแอใน Q3 นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนอาจประสบภาวะถดถอยเล็กน้อยในช่วงสิ้นปีนี้ โดยเศรษฐกิจยูโรโซนเติบโตเพียง 0.2 % ในไตรมาส 3 และเผชิญกับภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง นายไมเคิล ชโรเดอร์ จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ZEW ของเยอรมนี กล่าวว่า "มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทางเทคนิคและเราคาดว่าเศรษฐกิจเยอรมนีจะหดตัวลงเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ไตรมาส" ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจเยอรมนีและฝรั่งเศสมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3 โดยเศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัว 0.5 % ในไตรมาสเดือนก.ค.-ก.ย. หลังจากโต 0.3 % ในไตรมาส 2 ส่วนเศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัว 0.4 % ในไตรมาส 3 หลังจากหดตัว 0.1 % ในไตรมาส 2 แต่ประเทศที่เผชิญกับปัญหาหนี้มีอัตราการเติบโตทาง เศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยเศรษฐกิจสเปนทรงตัวในไตรมาส 3 และใกล้จะเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่วนเศรษฐกิจโปรตุเกสหดตัวลง 0.4 % ในไตรมาส 3 รัฐบาลประเทศสมาชิก สหภาพยุโรป (อียู) มีเวลาจนถึงการประชุมสุดยอดในวันที่ 9 ธ.ค. ในการหามาตรการใหม่ที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้นและมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในการ แก้ไขวิกฤติหนี้ ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินขนาดใหญ่ ธ.กลางญี่ปุ่นประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0-0.10% ตามคาด ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยเผื่อเรียกข้ามคืนไว้ที่ 0-0.10 % ในการประชุมวานนี้ และไม่ได้ประกาศ มาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งใหม่ แต่บีโอเจได้ปรับลดการประเมินภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมที่จะออกมาตรการกระตุ้นทางการเงิน เพิ่มเติม ถ้าหากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ "เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอมากขึ้น อันเนื่องจากผลกระทบจาก ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศ" บีโอเจระบุ ในการประชุมทบทวนนโยบายเมื่อวันที่ 27 ต.ค. บีโอเจได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ และได้ผ่อนคลาย นโยบายด้วยการเพิ่มวงเงินของโครงการซื้อสินทรัพย์ขึ้น 5 ล้านล้านเยน สู่ระดับ 20 ล้านล้านเยน ซึ่งตามโครงการดังกล่าว บีโอเจจะเข้าซื้อพันธบัตร รัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชน สหรัฐเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยพุ่งขึ้นในพ.ย. สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐเปิดเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยพุ่งขึ้นสู่ 20 ในเดือนพ.ย. จาก 17 ในเดือนต.ค.ก่อนหน้านี้นัก เศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่า ดัชนี NAHB อาจอยู่ที่ระดับ 18 ในเดือน พ.ย. อียูเล็งคุมเข้มสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่ได้เลื่อนการใช้แผน "blackouts" ออกไป ซึ่งเป็น การเซ็นเซอร์การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบางประเทศเป็นการชั่วคราว นายมิเชล บาร์เนียร์ หัวหน้าฝ่ายบริการทางการเงินของอียูกล่าวว่าร่างกฎหมาย ของเขาจะช่วยส่งเสริมการแข่งขันในธุรกิจการจัดอันดับความน่าเชื่อถือซึ่งปัจจุบันนี้ถูกครอบงำโดยบริษัท 3 แห่ง ซึ่งได้แก่มูดี้ส์, สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) และฟิทช์ เรทติ้งส์ แต่บริษัทกลุ่มนี้ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้นักลงทุนมีทางเลือกน้อยลง หลังจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ คัดค้านข้อกำหนดเรื่อง blackouts นายบาร์เนียร์จึงได้ตัดสินใจถอนข้อกำหนดดังกล่าวออกไป โดยข้อกำหนดนี้ระบุว่าจะมีการเซ็นเซอร์อันดับความน่า เชื่อถือของประเทศใดก็ตามถ้าหากกำลังมีการจัดเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศนั้น ผู้กำหนดนโยบายหลายคนของอียูต้องการให้เพิ่ม ความเข้มงวดด้านกฎระเบียบต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยให้เหตุผลว่าการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซในปีที่แล้วส่งผลให้ การจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบแรกสำหรับกรีซต้องใช้ต้นทุนที่สูงยิ่งขึ้น นายบาร์เนียร์กล่าวในการแถลงข่าวว่า "ผมเสนอให้เลื่อนข้อ กำหนดนี้ออกไปเพื่อจะได้พิจารณารายละเอียดทางเทคนิคมากยิ่งขึ้น" ขณะนี้นายบาร์เนียร์จะพิจารณาประเด็นที่ว่า จะมีการมอบอำนาจให้สำนักงานหลักทรัพย์ และตลาดยุโรป (ESMA) ในการแทรกแซงการดำเนินงานหรือไม่ เจ้าหน้าที่อียูรายหนึ่งกล่าวว่า มาตรการ blackouts ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา ถึงแม้นัก วิเคราะห์แสดงความพึงพอใจในการเลื่อนข้อกำหนดนี้ออกไป นายคาเรล แลนนู ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินของศูนย์ศึกษานโยบายยุโรปกล่าวว่า "ถ้าหากมีการสั่ง ห้ามการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศใดประเทศหนึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็จะก่อให้เกิดภาวะตื่นตระหนกในตลาด" มูดี้ส์ระบุว่าการห้ามจัดอันดับความ น่าเชื่อถือจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อนักลงทุนว่า ผู้ควบคุมกฎระเบียบได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อจำกัดการรับรู้ข้อมูล และจะเป็นการทำลายความเชื่อ มั่นของนักลงทุน ทางด้านสมาคมตลาดการเงินยุโรปแสดงความกังวลว่า "ความสามารถ ใดก็ตามของ ESMA ในการระงับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับประเทศ อาจสร้างความเสียหายต่อความเป็นอิสระของสถาบันจัดอันดับความน่า เชื่อถือ" S&P ระบุว่า ร่างกฎหมายของนายบาร์เนียร์ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบของประเทศอื่นๆ และจะสร้างความเสียหายต่ออันดับความน่าเชื่อถือในฐานะ เกณฑ์วัดความน่าเชื่อถือที่เท่าเทียมกันทั่วโลก โดย S&P ระบุว่า "ร่างกฎหมายนี้จะส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ ยุโรปในจำนวนที่น้อยลงและอันดับความน่าเชื่อถือนี้ก็จะมีคุณภาพต่ำลง และมีความเป็นอิสระน้อยลงด้วย"ประเทศสมาชิกอียูและรัฐสภายุโรปซึ่งจัดการ ประชุมที่เมืองสตราสบูร์กของฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ จะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับมาตรการนี้ โดยมีแนวโน้มว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบาง ประการในร่างกฎหมายร่างกฎหมายปรับปรุงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือนี้ตั้งเป้าที่จะกระตุ้นการแข่งขันโดยใช้วิธีกำหนดให้ผู้ใช้อันดับ ซึ่งรวมถึง บริษัทเอกชนและธนาคาร ต้อง "สับเปลี่ยน" สถาบันจัดอันดับเป็นประจำ เพื่อให้สถาบันจัดอันดับขนาดเล็กราว10 แห่งที่จดทะเบียนในยุโรป เช่น บริษัทออย เลอร์ แอร์เมส์ของฝรั่งเศสสามารถมีธุรกิจมากยิ่งขึ้น รัฐสภาอียูได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 507 ต่อ 25 เพื่ออนุมัติกฎหมายอียูที่ให้จำกัดการทำ ชอร์ตเซลแบบ naked ในหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล โดยการทำชอร์ตเซลดังกล่าวคือการทำชอร์ตเซลที่ผู้ขายไม่ได้ทำข้อตกลงในการยืมหลักทรัพย์นั้นมาก่อน เฟดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.7% ในต.ค. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนต.ค. หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนก.ย. ส่วน อัตราการใช้กำลังการผลิตปรับขึ้นสู่ 77.8% ในเดือนต.ค. จาก 77.3% ในเดือนก.ย. ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่า การ ผลิตในภาคอุตสาหกรรมอาจเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนต.ค. และอัตราการใช้กำลังผลิตอาจอยู่ที่ 77.6% ในเดือนต.ค. สหรัฐเผย CPI ทั่วไปปรับลดลง 0.1% ในต.ค. กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปของสหรัฐปรับลง 0.1% ในเดือนต.ค. หลังจากปรับขึ้น 0.3% ใน เดือนก.ย. ส่วนดัชนีCPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค. หลังเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย. ก่อนหน้านี้นัก เศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไปอาจทรงตัวในเดือนต.ค. และดัชนี CPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานอาจเพิ่ม ขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค. จีนเผย FDI ช่วง 10 เดือนแรกพุ่งขึ้นเกือบ 16% กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า จีนได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จำนวน 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่ม ขึ้น 15.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในเดือน ต.ค. จีนมี FDI 8.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.75% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่อัตราการ เพิ่มขึ้นชะลอตัวลงเล็กน้อยจากในช่วง 9 เดือนแรกซึ่ง FDI พุ่งขึ้น 17% โดยได้รับผลกระทบจากกระแสการลงทุนที่ชะลอตัวจากสหรัฐและยุโรป ทั้งนี้ FDI จากประเทศและภูมิภาคชั้นนำของเอเชีย 10 แห่ง เพิ่มขึ้น 20.7% ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่กระแสเงินลงทุนจาก ญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 65.5%แต่ FDI จากสหรัฐลดลง 18.1% ขณะที่กระแสการลงทุนจากยุโรปเพิ่มขึ้นเพียง 1.1% ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี กระทรวงเปิดเผยว่าแนวโน้มการส่งออกของจีนไม่สดใสในช่วงที่เหลือของปีนี้ และช่วงต้นปีหน้า ขณะที่ยุโรปพยายามจัดการกับวิกฤติหนี้ และสหรัฐก็พยายาม กระตุ้นการฟื้นตัวที่เปราะบาง กระแสการลงทุนเข้าสู่จีนซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปี หลังจากจีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 นั้น ได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างมาก ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว