สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปประจำสัปดาห์ที่ 10-14 มี.ค. 57 และแนวโน้ม ในสัปดาห์ที่ 17-21 มี.ค. 57
ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงลบ
- IEA รายงานกลุ่มประเทศ OPEC ผลิตน้ำมันดิบ เดือน ก.พ. 57 เพิ่มขึ้น 500,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 30.49 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดในรอบ 5 เดือน จากอิรักผลิตน้ำมันดิบได้เพิ่มขึ้น 530,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 3.62 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงที่สุดในรอบ 35 ปี
- Reuters รายงาน Implied Oil Demand (อุปสงค์น้ำมันที่คิดจากปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าสู่กระบวนการกลั่นและปริมาณการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป โดยไม่ได้หักลบปริมาณการเก็บสำรอง) ของจีนลดลง 3.1% YoY มาอยู่ที่ 9.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- EIA ของสหรัฐฯ รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 มี.ค. 57 เพิ่มขึ้น 6.18 ล้านบาร์เรล จากสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 370 ล้านบาร์เรล เพราะโรงกลั่นน้ำมันเริ่มปิดซ่อมบำรุงส่งผลให้อัตราการกลั่นปรับลดลง 1.4% จากสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 86%
- กรมศุลกากรของจีนรายงานยอดส่งออกของจีนในเดือน ก.พ. 57 ลดลง 18.1% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า ลดลงมากที่สุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 52 และเป็นอัตราการลดลงที่มากที่สุดตั้งแต่วิกฤตทางการเงินในช่วง 5 ปีก่อน ยอดส่งออกที่ลดลงอาจทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน (GDP) ในปี 57 ไม่เติบโตตามเป้าที่ 7.5% จากปีก่อนหน้า
ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันในเชิงบวก
- ไครเมีย เขตปกครองตนเองในยูเครน ได้เดินหน้าลงประชามติขอแยกตัวออกจากยูเครน ในวันที่ 16 มี.ค. 57 ท่ามกลางปัญหาต่างๆที่เกี่ยวโยงกับรัสเซียและเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเพราะเกรงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดความตึงเครียดทางทหารระหว่างรัสเซียและยูเครนเพิ่มขึ้น
- รัฐสภาลิเบียมีมติถอดถอนนาย Ali Zeidan ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้นาย Abdallah al-Thinni รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมกักกันไม่ให้นาย Ali Zeidan ออกนอกประเทศเพื่อรับการไต่สวนต่อไป ชนวนเหตุสำคัญในการถอดถอนมาจากความอ่อนแอของรัฐบาลกลางจนไม่สามารถควบคุมความวุ่นวายในประเทศได้
- อินเดียต้องลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านเกือบ 2 ใน 3 จากช่วงไตรมาสที่ 1/57 ที่ระดับ 322,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อคงระดับปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านให้เทียบเท่ากับปริมาณนำเข้าในช่วงปลายปี 56 ตามข้อตกลงการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยจะต้องนำเข้า ในช่วง เม.ย.-ก.ค.57 ที่ระดับ 110,000 บาร์เรลต่อวัน
- EIA ของสหรัฐฯ ปรับลดประมาณการยอดผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในปี 57 ลง 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากการคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือนที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 8.42 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นส่งผลกระทบต่อการขุดเจาะ
แนวโน้มราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นและยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องหลังการลงประชามติของประชากร 1.5 ล้านคนในเขตปกครองอิสระไครเมียในวันอาทิตย์ที่ 16 มี.ค. 57 ปรากฏว่าประชากรกว่า 95.5% ต้องการแยกตัวจาก "ยูเครน" ไปขึ้นกับ "รัสเซีย" โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนครั้งนี้ประมาณ 83% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมดนักวิเคราะห์ระบุว่าผลของประชามติในครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดรุนแรงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลใหม่ของยูเครนที่สนับชาติตะวันตกไม่ยอมรับผลประชามติเพราะมองว่าขัดต่อกฎหมายโดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศว่าประชาคมโลกจะไม่ยอมรับการลงประชามติในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญของยูเครน อีกทั้งยังเป็นการจัดขึ้นท่ามกลางแรงบีบของกำลังทหารที่มาจากรัสเซียอีก ขณะที่ทางฝ่ายรัสเซียให้ความเห็นว่าการลงประชามติดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ชอบธรรมแล้ว ด้านปัจจัยพื้นฐาน IEA ได้ปรับเพิ่มอัตราการเติบโตอุปสงค์น้ำมัน 100,000 บาร์เรลต่อวัน จากการคาดการณ์ครั้งก่อนมาอยู่ที่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า จากเหตุเศรษฐกิจโลกปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นส่งผลกระทบให้ความต้องการใช้น้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม โดยสรุปเหตุการณ์ในไครเมียส่งผลให้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ ข้าวสาลี กาแฟ น้ำมันตลาด ข้าวโพด รวมถึงน้ำมัน ได้รับแรงสนับสนุนต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในสัปดาห์นี้ประเด็นความคืบหน้าเหตุการณ์ในแหลมไครเมียและแถลงการณ์ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่ 18-19 มี.ค. 57 จะเป็นเหตุการณ์หลักที่ส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน ทางเทคนิคราคาน้ำมันดิบ Brent มีแนวรับอยู่ที่ 107 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และมีแนวต้านอยู่ที่ 110.50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ WTI มีแนวรับอยู่ที่ 96.60 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และมีแนวต้านอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และดูไบมีแนวรับอยู่ที่ 103.26 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และมีแนวต้านอยู่ที่ 106.76 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล
สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวลดลง ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งอินโดนีเซียผู้นำเข้ารายใหญ่มีแผนลดการนำเข้าน้ำมันเบนซิน เดือน เม.ย. 57 ลง 15,000 บาร์เรลต่อวันจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 300,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตามมีความต้องการจากเวียดนามเพิ่มขึ้นสำหรับส่งมอบช่วงเดือน เม.ย. – มิ.ย. 57 เนื่องจากโรงกลั่นในประเทศปิดซ่อมบำรุง รวมทั้ง International Enterprise of Singapore (IES) รายงานปริมาณสำรอง Light Distillates สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 มี.ค. 57 ปรับตัวลดลง 193,000 บาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 13.08 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์ ในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันเบนซินจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 118.89-122.39 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล
สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลง เนื่องจากมีอุปทานในตลาดเพียงพอ และโอกาสในการส่งน้ำมันดีเซลไปขายในยุโรปลดลง เนื่องจากยุโรปมีอุปทานเพียงพอแล้ว ขณะที่โรงกลั่นในญี่ปุ่นหันมาผลิตน้ำมันดีเซลแทนน้ำมันก๊าดเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการลดลงภายหลังสิ้นสุดฤดูหนาว อย่างไรก็ตาม IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillates ที่สิงคโปร์สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 มี.ค. 57 ปรับตัวลดลง 674,000 บาร์เรลจากสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 10.03 ล้านบาร์เรล เป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 สัปดาห์ ในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 119.69-123.19 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล