สรุปราคาซื้อขายทองคำ และ Gold Futures ภายในประเทศ ณ วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 9.00 น. - newswit.com

          ราคาทองคำเปิดตลาดที่ระดับ 1,198 เหรียญ/ออนซ์ และกลับมาปิดช่วงกลางคืนที่ระดับ 1,200เหรียญ/ออนซ์ (22.30น.) ค่าเงินบาทปิด 32.82 บาท/ดอลลาร์ ราคาสมาคมเปิดที่ 18,550บาท กับ 18,650บาท และกลับมาปิดที่ 18,550 บาท กับ 18,650 บาท
          ปริมาณการซื้อขาย Gold Futures 50 บาทอยู่ที่ 663 คู่สัญญาแบบ 10 บาทอยู่ที่ 3,302 คู่สัญญา Open Interest แบบ 50 บาท เพิ่มขึ้น 1.2 % แบบ10 บาท เพิ่มขึ้น 4.9% GFZ14 ปิด 18,740 บาท และ GFG14 ปิด 18,800 บาท GF10Z14 ปิดที่ 18,750 บาท GF10G14 ปิดที่ 18,810 บาท
          สัญญา Comex เพิ่มขึ้น 1.4 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 1,197.1 ดอลลาร์/ออนซ์ NYMEX เพิ่มขึ้น 1.69ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ระดับ 74.09 ดอลลาร์/บาร์เรล SPDR ถือครองทองคำที่ระดับ 720.91 ตัน (คงทองเท่าเดิม)

          ข่าวที่สำคัญ
          -เมื่อคืนนี้ ตลาดทองคำปิด +0.12% เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลงน้อยกว่าคาด
          -นักวิเคราะห์จากรอยเตอร์ส กล่าวว่า ทองคำยังคงแกว่งตัวในกรอบจำกัด โดยยังขาดปัจจัยขับเคลื่อน หลังจากสัญญา Gold Option ส่งมอบเดือนธันวาคมในตลาด COMEX ได้หมดอายุลง ขณะที่วันพรุ่งนี้จะเป็นวันหยุดทำการของสหรัฐฯในวันThanksgiving ทางด้านผลการลงประชามติของชาวสวิสฯจะเริ่มต้นขึ้นในวันอาทิตย์นี้
          -นักวิเคราะห์จาก HSBC คาดการณ์ว่า หากประชามติส่วนใหญ่ของสวิสฯ เลือกโหวต “Yes” ก็จะสนับสนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้ราคาทองคำดีดตัวขึ้นได้กว่า 50 เหรียญ หลังจากที่ราคาปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำในรอบ 4 ปีครึ่ง และอาจส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว แต่หากผลโหวตออกมาเป็น “No” เช่นเดียวกับผลสำรวจ อาจส่งผลให้ราคาทองคำค่อยๆปรับตัวลดลง และจะช่วยยืนยันแนวโน้มขาลงของทองคำอีกครั้ง
          -เทรดเดอร์และนักลงทุนยังคงรอคอยผลการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯในค่ำคืน-นี้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะออกมาดีขึ้น และอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและกดดันราคาทองคำอีกครั้ง รวมถึงอาจสนับสนุนให้เฟดพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดการณ์
          -ปริมาณการนำเข้าทองคำของจีนจากฮ่องกงในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 77.628 ตัน จากเดิม 68.641 ตันในเดือนก่อนหน้า
          -ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2470 ยูโร/ดอลลาร์ จากระดับ 1.2437 ยูโร/ดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 87.857 จากเดิมที่เป็นจุดสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ระดับ 88.388 เพราะได้รับแรงกดดันจากข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลง
          -ขณะที่เงินเยนแข็งค่าลงสู่ระดับ 117.94 เยน/ดอลลาร์ จากระดับ 118.29 เยน/ดอลลาร์
          -อย่างไรก็ดี นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ แสดงความกังวลกับการอ่อนค่าของเงินเยน หลังบีโอเจประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุด โดยระบุว่า บีโอเจจะจับตาไปยังค่าเงินเยนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเยนจะส่งผลต่อเศรษฐกิจด้านลบ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อกลุ่มบริษัทขนาดเล็กและภาคครัวเรือน
          -การประกาศ จีดีพีขั้นต้นครั้งที่ 2 ประจำไตรมาสที่ 3/2014 ของสหรัฐฯ พบว่ามีการขยายตัวขึ้นสู่ระดับ 3.9% จากประมาณการครั้งแรกที่ระดับ 3.5% เพราะได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการบริโภคส่วนบุคคลที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ
          -ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐฯ ปรับตัวลงสู่ระดับ 88.7 จากเดิม 94.1 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคมีมุมมองเชิงบวกต่อภาคธุรกิจและตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคตลดลง
          -นอกจากนี้ ดัชนีราคาบ้าน 20 เขตในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น 4.9% เมื่อเทียบรายปีในเดือนกันยายน จากเดิม 5.6% ในเดือนสิงหาคม แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยมียังคงชะลอตัว เนื่องจากปริมาณความต้องการซื้อบ้านลดลง แต่อุปทานบ้านในตลาดเพิ่มสูงขึ้น
          -OECD ระบุว่า เฟดควรชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนั้นเฟดจึงควรมีนโยบายที่ยืดหยุ่น เพื่อรับมือหากเศรษฐกิจเกิดความผันผวนอีกครั้ง
          -นอกจากนี้ OECD ปรับลดคาดการณ์จีดีพีญี่ปุ่นในปีนี้ลง 0.4% และปีหน้า 0.8% หลังจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส เพราะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีการบริโภค ขณะที่ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในระดับปานกลางประมาณ 2 ปี ที่ระดับ 3.3-3.9% โดยอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงของตลาดการเงินที่ผันผวน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางของยูโรโซน
          -ทั้งนี้ OECD ระบุว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวและระบบทางการเงินของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีอัตราว่างงานในระดับสูง ขณะที่เงินเฟ้อยังคงต่ำกว่าระดับเป้าหมาย ซึ่งอีซีบีควรยังคงเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
          -นักวิเคราะห์ คาดว่า ธนาคารกลางจีนอาจประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ภายหลังจากที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะส่งผลเชิงบวกต่อสภาพเศรษฐกิจจีน
          -ราคาน้ำมันดิบ ยังคงได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการประชุมของกลุ่มโอเปคในวันพรุ่งนี้ หลังจากสมาชิกในกลุ่มยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องเพดานการผลิตน้ำมัน ซึ่งเวเนซูเอล่าและอิหร่าน แสดงความคิดเห็นในเชิงการปรับลดการผลิต ขณะที่ซาอุดิอาระเบีย สนับสนุนให้มีการปรับลดราคาน้ำมันเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดแทนการปรับลดการผลิต
          -นักวิเคราะห์ ประเมินว่า ผลการประชุมวันพรุ่งนี้ โอเปคอาจจะต้องปรับลดการผลิตน้ำมันลงอย่างน้อย 3% หรือราว 1 ล้านบาร์เรล จึงจะสามารถยับยั้งการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบได้ แต่หากกลุ่มโอเปคมีมติคงเพดานการผลิต หรือลดการผลิตเพียงเล็กน้อย จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวร่วงลง
          -เมื่อวานนี้ ยูเครนและรัสเซีย บรรลุข้อตกลงว่าด้วยการจัดส่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์สำหรับเตาปฏิกรณ์ของยูเครนในอีก 2 ปีข้างหน้า
          -รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย กล่าวว่า ในปีนี้ 2015 เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะสามารถขยายตัวได้แตะระดับ 5.8% จากแผนการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการเติบโต รวมถึงการประกาศขึ้นราคาเชื้อเพลิงที่ผ่านมา 
          -เมื่อคืนนี้ ตลาดหุ้นดาวโจนส์ แกว่งตัวผันผวน โดยในช่วงแรกดีดขึ้นจากข้อมูลจีดีพีที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ก่อนจะปิดตลาด -0.02% หลังมีรายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯปรับตัวลง รวมถึงราคาบ้านที่ชะลอตัวลงเช่นกัน
          -เช้านี้ ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาด -0.34% เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้นแข็งแกร่งเมื่อวานนี้
          -นักบริหารเงิน ประเมินว่า ในวันนี้ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-32.90 บาท/ดอลลาร์
          -ขณะที่ นักเศรษฐศาสตร์จาก ADB เปิดเผยว่า ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ถือเป็นปัจจัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อตลาดพันธบัตรเอเชีย รวมถึงเกาหลีใต้ เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์จะทำให้ภาระหนี้สินในรูปสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศในเอเชียเพิ่มสูงขึ้น
          -ที่ปรึกษาด้านการลงทุน ของ BOI กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด BOI อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย 23 โครงการ รวมเป็นวงเงินลงทุนจำนวน 79,217.2 ล้านบาท

          ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญเมื่อคืนนี้
          -Prelim GDP q/q ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 3.5 % ตัวเลขจริงปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.9%
          -CB Consumer Confidence ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 94.1 ตัวเลขจริงปรับตัวลดลงสู่ระดับ 88.7

          
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในคืนนี้
          - Core Durable Goods Orders m/m ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ -0.1%คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 0.5%
          - Unemployment Claims ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 291K คาดการณ์ว่าจะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 287K
          - Core PCE Price Index m/m ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 0.1% คาดการณ์ว่าจะทรงตัวที่ระดับ 0.1%
          - Durable Goods Orders m/m ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ -1.1%คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ-0.4%
          - Personal Spending m/m ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ -0.2% คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 0.4%
          - Chicago PMI ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 66.2 คาดการณ์ว่าจะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 63.1
          - Revised UoM Consumer Sentiment ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 89.4 คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 90.2
          - New Home Sales ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 467K คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 471K
          - Pending Home Sales m/m ตัวเลขเดิมอยู่ที่ระดับ 0.3%คาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 0.9%

          
ทิศทางราคาทองคำ
          ตลาดทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่าง 1,190-1,205 เหรียญ แม้ว่าจะมีตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อันได้แก่ ประมาณการณ์ GDP ขั้นต้นครั้งที่ 2 ประจำไตรมาส 3/2014 ออกมาดีขึ้น ขณะที่นักลงทุนทั่วไปยังคงกังวลเกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์ที่ดูจะแข็งค่ามากเกินไป ทำให้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้เฟดชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลง เนื่องจากประชาชนทั่วไปยังไม่มั่นใจต่อการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ทองคำมีความผันผวนปรับตัวลงบ้าง และกลับมาปิดใกล้บริเวณ 1,200 เหรียญได้เช่นเดิม โดยปิดตลาด COMEX ที่ระดับ 1,197 เหรียญ วันนี้จะมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญหลายตัว ซึ่งภาพรวมคาดการณ์จะออกมาดี ทางด้าน SPDR ยังคงถือครองทองคำเท่าเดิมที่ระดับ 720.91 ตัน

          วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค 
          ภาพกราฟทองคำระยะสั้นดูจะมีความผันผวนแบบไร้ทิศทาง โดยกราฟราย 4 ชั่วโมง และ 8 ชั่วโมง เริ่มจะเห็นสภาวะ Divergence ใน MACD และ RSI บ่งบอกว่าการขึ้นของราคาบริเวณ 1,200 เหรียญนั้นไม่ได้มีปริมาณแรงซื้อสนับสนุน และ Momentum ไม่ได้ขึ้นตาม โดยภาพรวมทางเทคนิคคาดว่าราคาน่าจะปรับตัวลดลงมากกว่า เนื่องจากเกิดภาวะ Divergence ในหลายๆ Sector ของ Time Frame อย่างไรก็ดี จะเห็นแรงซื้อกลับอยู่เสมอเมื่อราคาปรับตัวลดลง ดังนั้นนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการบริหารพอร์ตมากขึ้น และทำกำไรในระยะสั้นมากขึ้น เนื่องจากมีรายใหญ่คอยเข้ารับซื้ออยู่ตลอดเมื่อราคาปรับตัวลดลง วันนี้คาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,185 – 1,205 เหรียญ โดยเป็นกรอบที่กว้างขึ้นเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมา สำหรับพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของสหรัฐฯในวัน Thanksgiving จึงคาดว่าจะมีการปิดสถานะต่างๆ รวมถึง Gold Option ที่ได้หมดอายุไปแล้ว ฉะนั้นคืนนี้อาจเกิดความผันผวนของราคาทองคำในระดับหนึ่ง

          กลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ 
          ยังเป็นลักษณะการลงทุนในทิศทางขาลงในระยะยาว และยังเป็นลักษณะการเก็งกำไรระยะสั้นในกรอบเมื่อมีการแกว่งตัว เน้นทำกำไรระยะสั้นบริเวณ 1,185-1,205 เหรียญ

          - นักลงทุนที่ถือ Long Position และ นักลงทุนที่ถือ Short Position
          เน้นทำกำไรในระยะสั้น ตามการแกว่งตัวในกรอบ 1,185-1,205 เหรียญ

          กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน Weekly Trading 
          ยังแนะนำให้เก็งกำไรในทิศทางขาลง

          Gold Futures Z14 จะมีแนวรับที่ระดับ 18,620 บาท และแนวต้านที่ระดับ 18,820 บาท
          Gold Futures G15 จะมีแนวรับที่ระดับ 18,680 บาท และแนวต้านที่ระดับ 18,880 บาท

          บทวิเคราะห์ข้างต้น ยึดหลักตาม Technical Analysis บริษัทไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ต่อการวิเคราะห์ข้างต้นและโปรดระลึกเสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยงโปรดใช้วิจารณญาณในการลงทุนด้วยตัวของท่านเอง

          ประชาสัมพันธ์:
          1. เรียนเชิญนักลงทุนเข้าร่วมงานสัมมนาพิเศษ “Technical Class : ทำกำไรในทองคำโดยใช้กราฟเทคนิค” (Level 3) ร่วมบรรยายโดย นพ. กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ วันที่ 15 ธันวาคม 2557 ณ สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น17 เวลา 15.00-17.00น. รับจำนวนจำกัด 40 ที่นั่ง สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ MTS Gold Call Center: 02 770 7777
          (เปิดรับเฉพาะสมาชิกของบริษัท MTS Gold และ MTS Gold Futures เท่านั้น หากผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกต้องมีการเปิดบัญชีก่อนเข้าร่วมงานสัมมนา).
          3. HOT Line: “MTS E-Business 02-770-7791” 
          นักลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดด้านการลงทุนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทั้งระบบ Gold Online และGold Futures ได้ตั้งแต่เวลา 09.00-24.00น.
 
          MTS Research
          MTS Gold Group
          Phone: 02-770-7777
          Fax: 02-623-9366
          Email: [email protected]
          Website: http://www.mtsgold.co.th
 
 
 

ข่าว กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ล่าสุด