สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปประจำสัปดาห์ที่ 28 ก.ย. – 2 ต.ค. 58 และแนวโน้มสัปดาห์ที่ 5-9 ต.ค. 58 โดยทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ
· สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Official Manufacturing Purchasing Managers' Index, PMI) ในเดือน ก.ย. 58 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.1 จุด มาอยู่ที่ 49.8 จุด และเป็นเดือนที่ 2 ที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด ซึ่งเป็นระดับบ่งบอกการหดตัว
· สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (National Bureau of Statistics หรือ NBS) รายงานผลกำไรของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรม (Industrial Companies' Profits) เดือน ส.ค. 58 ลดลงจากปีก่อน 8.8% หรือ 1.56แสนล้านหยวน ประมาณ 24.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการลดลงในอัตราสูงสุดตั้งแต่ปี 2554 จากต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น เพราะค่าเงินหยวนผันผวน ขณะที่ราคาขายสินค้าลดลง ส่งผลให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี,น้ำมันและวัสดุก่อสร้างมีกำไรหดตัวลง ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กกล้า,ถ่านหิน และโลหะไร้สนิมประสบภาวะขาดทุน
· กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industryหรือ METI) รายงานผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Factory Output) เดือน ส.ค. 58 ปรับตัวลดลงลดลงจากเดือนก่อน 0.5% ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้ยอดขายปลีก (Retail Sales) ในเดือนเดียวกันเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.8% ต่ำกว่าผลสำรวจของนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.1%
· กระทรวงน้ำมันอิรักเปิดเผยปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบในเดือน ก.ย. 58 ลดลงจากเดือนก่อน 0.03ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 3.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากการส่งออกผ่านท่าทางตอนใต้ 3.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ South Oil Company (SOC) ชี้ว่างบประมาณที่ถูกจำกัดเพราะราคาน้ำมันตกต่ำ ทำให้ปริมาณการส่งออกจากทางตอนใต้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2559
· Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ก.ย. 58 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 457.9 ล้านบาร์เรล สูงกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย Reuters ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนเพียง 0.1 ล้านบาร์เรล
· Commodity Futures Trading Commission (CFTC) รายงานสถานะการลงทุนสัญญาน้ำมันดิบ WTIในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX ที่นิวยอร์กและ ICE ที่ลอนดอน สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 29 ก.ย. 58 กลุ่มผู้จัดการกองทุนปรับลดสถานะซื้อสุทธิ (Net Long Position) ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 7,701 สัญญา มาอยู่ที่251,728 สัญญา
ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก
· กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2/58 (ตัวเลขทบทวนล่าสุด) ขยายตัว จากไตรมาสก่อน 3.9 % สูงกว่าที่รายงานเดือนก่อนที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 3.7 % จากการใช้จ่ายของผู้บริโภค (คิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของ GDP สหรัฐฯ) ด้านสาธารณสุข และการเดินทางขนส่ง เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง
· ธนาคารกลางยุโรป (ECB) รายงานยอดสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ให้แก่ภาคธุรกิจ (ไม่รวมสถาบันการเงิน) เดือน ส.ค. 58 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.1% อยู่ที่ 0.4 % และยอดสินเชื่อให้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.1% อยู่ที่ 1%
· สำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้รายงานผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Output) ในเดือน ส.ค. 58 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.3% สวนทางกับผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย Reuters ที่คาดว่าจะลดลงจากปีก่อน 2.0%
· Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 ต.ค. 58 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 26 แท่น มาอยู่ที่ 614 แท่น และต่ำสุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 53
· บริษัท Shell ประกาศยกเลิกโครงการสำรวจแหล่งน้ำมันดิบนอกชายฝั่งทะเล Arctic ที่ขั้วโลกเหนือเพราะ ผลสำรวจแหล่งน้ำมันดิบในแปลงสัมปทานของบริษัทพบปริมาณสำรองน้อย ทั้งนี้ Shell ใช้เงินสำหรับการสำรวจแล้วกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และต้องใช้เงินอีกราว 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อยกเลิกโครงการและย้ายแท่นผลิตรวมทั้งระบบท่อออกจากพื้นที่
แนวโน้มราคาน้ำมันดิบ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดปรับตัวในทางบวกเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาจากสงครามในซีเรียที่รัสเซียทิ้งระเบิดกลุ่มIslamic State อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง ประกอบกับอิหร่านส่งทหารหลายร้อยนายเพื่อปฎิบัติการโจมตีภาคพื้นดินเสริมการโจมตีทางอากาศของรัสเซียซึ่งทำให้สงครามกลางเมืองในซีเรียมีแนวโน้มขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาค ประกอบกับผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ลดจำนวนแท่นผลิตน้ำมันดิบลง อย่างไรก็ตาม ทิศทางภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัวซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร ANZ ประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไตรมาส3/58 อยู่ที่ 6.8% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 7% โดยพิจารณาจากค่า PMI ภาคการผลิตที่รัฐบาลรายงาน (ตัวเลขภาครัฐเน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่) เดือน ก.ย. 58 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.1 จุด อยู่ที่ 49.8 จุด ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจจีนฉุดรั้งเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ด้านอุปทานน้ำมันซาอุดีอาระเบียผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ประกาศเดินหน้าลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งการสำรวจและผลิต รวมทั้งโรงกลั่นน้ำมัน เช่นเดียวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ยืนยันแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบจากปัจจุบันที่ 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นสู่ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี2560 ทวนกระแสการปรับลดการลงทุนผลิตน้ำมันดิบที่ IEA ระบุบริษัทน้ำมันทั่วโลกลดงบลงทุนปีนี้ลงกว่า 20%จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตกต่ำ แสดงจุดยืนที่ชัดเจนของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่จะคงปริมาณการผลิตน้ำมันในระดับสูงต่อไป ทางด้านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคในสัปดาห์นี้ คาดว่าราคา ICE Brentเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 47.55-50.50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วน NYMEX WTI อยู่ที่ 44.75-47.70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Dubai อยู่ที่ 45.55-48.50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินปรับเพิ่มขึ้นจากข่าวกระทรวงพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 RON ลงมาอยู่ที่ 1.79 Dirhams/ลิตร หรือประมาณ 0.4874 เหรียญสหรัฐฯ /ลิตร ตั้งแต่ 1 ต.ค. 58 โดยลดลง 8.7 % จาก 1.96 Dirhams/ลิตร ในเดือน ก.ย. 58ขณะที่ PJK International B.V. รายงานปริมาณสำรอง น้ำมันเบนซิน เชิงพาณิชย์บริเวณ Amsterdam-Rotterdam-Antwerp (ARA) สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 ต.ค. 58 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 0.5% มาอยู่ที่ 7.91 ล้านบาร์เรล และ สำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานปริมาณสำรองน้ำมันเบนซินเชิงพาณิชย์ เดือน ส.ค. 58 ลดลงจากเดือนก่อน 9.7 % อยู่ที่ 61.0 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรจีนรายงานปริมาณส่งออกน้ำมันเบนซิน เดือน ส.ค. 58 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 18 % อยู่ที่ 3.9 ล้านบาร์เรล และ โรงกลั่นน้ำมัน Ulsan (กำลังการกลั่น 669,000 บาร์เรลต่อวัน) ของบริษัท S-Oil ประเทศเกาหลีใต้ จะกลับมาเดินเครื่องหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ CDU No.2 (กำลังการกลั่น 240,000 บาร์เรลต่อวัน) ขณะที่ นาย Dwi Soetjipto, CEO ของบริษัท Pertamina ประเทศอินโดนีเซีย แถลงอินโดนีเซียจะนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากเดิม ประมาณ 15 % หรือ 80,000-100,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ระดับ 700,000 -800,000 บาร์เรลต่อวัน หลังโรงกลั่น Trans Pacific Petroleum Indotama หรือ TPPI (กำลังการกลั่น 100,000บาร์เรลต่อวัน ) เริ่มเดินเครื่องในวันที่ 8 ต.ค. 58 ทั้งนี้ โรงกลั่น TPPI ผลิตน้ำมันเบนซิน 88 RON เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับ โรงกลั่น Aden (กำลังการกลั่น 150,000 บาร์เรลต่อวัน) ของเยเมนกลับมาดำเนินการตามปกติ หลังปิดทำการเป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ อีกทั้ง International Enterprise Singapore (IES) รายงานปริมาณสำรอง Light Distillates เชิงพาณิชย์ในสิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุด 30 ก.ย. 58 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 20,000 บาร์เรล อยู่ที่ 11.4 ล้านบาร์เรล สัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันเบนซินจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 64.75 -67.70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาเฉลี่ยน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลงจากกรมศุลกากรจีนรายงานปริมาณส่งออกน้ำมันดีเซลเดือน ส.ค. 58 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 33 % อยู่ที่ 5.4 ล้านบาร์เรล และ กระทรวงพลังงาน UAE ประกาศปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขึ้นมาอยู่ที่ 1.89 Dirhams/ลิตร หรือประมาณ 0.5146เหรียญสหรัฐฯ /ลิตร ตั้งแต่ 1 ต.ค. 58 โดยเพิ่มขึ้น 1.6 % จาก 1.86 Dirhams/ลิตร ในเดือน ก.ย. 58 อีกทั้ง Plattsรายงานอินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันดีเซลในเดือน ก.ค. 58 ลดลงจากเดือนก่อน 22.7 % และลดลงจากปีก่อน 16.6 % มาอยู่ที่ 3.1 ล้านบาร์เรล เพราะความต้องการใช้น้ำมันดีเซลจากภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ และเหมืองแร่ ชะลอตัว อย่างไรก็ตามปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลในหลายประเทศลดลงอาทิ PJK International B.V. รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลเชิงพาณิชย์บริเวณ ARA สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 ต.ค. 58 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 1.6% มาอยู่ที่ 26.48 ล้านบาร์เรล และ สำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลเชิงพาณิชย์ เดือน ส.ค. 58 ลดลงจากเดือนก่อน 7.6 % มาอยู่ที่ 78.8 ล้านบาร์เรล และ IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillate เชิงพาณิชย์ในสิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุด 30 ก.ย. 58 ลดลง จากสัปดาห์ก่อน 1.3 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ 13.3 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ6 สัปดาห์ โดยสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 57.75-60.70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล