ลาวดันลมโดยคนไทยเพื่อคนไทยในเวทีระดับอาเซียน
โครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 600 เมกะวัตต์ เมื่อสร้างเสร็จจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครอบคลุมพื้นที่ในเขตเมืองดากจึงและเมืองซานเซ ในแขวงเซกองและแขวงอัตตะบือ ตามลำดับ ทางตอนใต้ของประเทศลาว เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่พัฒนาโดยคนไทย ในนามกลุ่ม อิมแพค เอเนอยี่ กรุ๊ป ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด
ล่าสุด สปป. ลาว ได้นำเสนอโครงการฯ ดังกล่าว ว่าเป็นโครงการต้นแบบในนโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนของลาว และมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ในแง่ความยั่งยืนทางพลังงานให้แก่ทุกฝ่าย
ท่านจันโท มีลัตตะนะแพง รองหัวหน้าสถาบันส่งเสริมพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ได้กล่าวในงาน ประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ "โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559" หรือ "SETA 2016" ที่ผ่านมาว่าศักยภาพของโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ จะเข้ามาช่วยให้นโยบายในการพัฒนาพลังงานทดแทนของลาวก้าวหน้าต่อไป ด้วยขนาดโครงการที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ผลิตพลังงานสะอาด ขายไฟในราคาที่สมเหตุสมผล และยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ โครงการจะมีแต่สร้างประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝั่งลาว ไทย หรืออาเซียน
ทั้งนี้ สปป. ลาวมีแผนพัฒนาพลังงานทดแทน โดยการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนเข้าไปในระบบให้เป็นร้อยละ 30 ของพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศภายในปี 2568
"ด้วยเหตุนี้เราจึงมีโครงการพลังงานลมขนาด 600 เมกะวัตต์ ซึ่งมีขนาดเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เอื้อต่อการพัฒนา ทางลาวจึงได้มีการเจรจากับทางรัฐบาลไทยให้พิจารณาโครงการลมขนาด 600 เมกะวัตต์นี้ ซึ่งจะช่วยรัฐบาลไทยและลาวในเรื่องการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" นอกจากนี้ นายวีระพล วีระวงศ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว ยังกล่าวว่า "เงินสมทบ (subsidy) อาจช่วยกระตุ้นให้พลังงานทดแทนเกิด แต่มันไม่ยั่งยืน วิธีที่ยั่งยืนคือการทำให้โครงการสามารถแข่งขันในเชิงพาณิชย์กับพลังงานแบบเดิมได้ ซึ่งโครงการลมโครงการนี้ทำได้ และทำได้ดีขึ้นเพราะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย" นายวีระพล วีระวงศ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว กล่าว
ในความตกลงจากการประชุม COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว (2558) ไทยและลาวได้ลงนามร่วมกับอีก 144 ประเทศทั่วโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงในการประชุม COP21 ที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 ลงร้อยละ 20-25 เทียบกับปี 2554 หรือคิดเป็นจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดถึง 111-139 ล้านตัน ด้วยขนาด 600 เมกะวัตต์ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในฐานะประเทศภาคี "โครงการศึกษาการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก" หรือ Partnership for Market Readiness (PMR)" ซึ่งไทยมีหน้าที่ต้องออกมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สำเร็จตามที่วาแผนไว้
"นี่คือเรื่องที่เรากำลังหารือกับทางรัฐบาลไทย โครงการนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้หลายล้านตันตลอดอายุโครงการ 25 ปี และถ้าโครงการนี้เกิด ก็เป็นเพราะประเทศไทยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี" นายวีระพลกล่าวทิ้งท้าย
จากสถิติของธนาคารโลก ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 22 ของโลก และเป็นอันดับที่ 5 ในเอเชียแปซิฟิค ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในไทยคือภาคพลังงาน
ข้อมูลโครงการ
โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูน วินด์ พาวเวอร์ (โครงการฯ) ที่แขวงเซกอง และแขวงอัตตะบือ สปป.ลาว ได้ดำเนินการพัฒนาโดยกลุ่มบริษัทในเครือ บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) ในปีพ.ศ. 2554 โดยทางIES ได้ทำบทบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding – MOU) กับรัฐบาลสปป.ลาว ในการเข้าทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งหลังจากได้ทำการวัดข้อมูลลมเป็นระยะเวลามากกว่า 3 ปี และได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการฯ ร่วมกับที่ปรึกษาชั้นนำที่เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานลม บริษัทฯ จึงได้ลงนามในสัญญาพัฒนาโครงการ (Project Development Agreement – PDA) กับรัฐบาลสปป.ลาว ในวันที่ 7 สิงหาคม 2558 สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ขนาดกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ อายุสัญญา 25 ปี หลังจากขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์