KKP สรุปผลการดำเนินงานไตรมาส 2/59

          ภาพรวมผลการดำเนินงาน 
          ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2559 เปรียบเทียบกับงวดไตรมาส 2 ปี 2558 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 73.1 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2558 สำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกปี 2559 เปรียบเทียบกับงวดครึ่งปีแรกปี 2558 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 2,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.1 จากงวดเดียวกันของปี 2558 
          ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกาไรถึงสิ้นปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 17.81 โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 15.09 แต่หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 2/2559 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับร้อยละ19.24 และเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 16.52
          ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
          สินเชื่อของธนาคารในไตรมาส 2/2559 มีการหดตัวร้อยละ 0.4 จากสิ้นไตรมาส 1/2559 โดยการหดตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับการหดตัวที่ร้อยละ 1.2 ในไตรมาส 1/2559 ส่งผลให้ครึ่งปีแรกของปี 2559 สินเชื่อโดยรวมของธนาคารหดตัวที่ร้อยละ 1.6 จากสิ้นปี 2558 โดยสินเชื่อเช่าซื้อหดตัวร้อยละ 2.0 สินเชื่อธุรกิจหดตัวร้อยละ 7.9 ในขณะที่สินเชื่อบรรษัทขยายตัวร้อยละ 13.0 จากสิ้นปี 2558 
          ในด้านคุณภาพของสินเชื่อ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2/2559 อยู่ที่ร้อยละ 6.1 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 ณ สิ้นปี 2558 โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพในส่วนของสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สำหรับคุณภาพของสินเชื่อในส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อยังคงมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพสำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ ปรับลดลงจากร้อยละ 2.4 ณ สิ้นปี 2558 เป็นร้อยละ 2.2 ในไตรมาส 1/2559 และปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 2.1 ณ สิ้นไตรมาส 2/2259 สำหรับสถานการณ์ขายขาดทุนรถยึดของธนาคารยังคงมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสิ้นปี 2558 เป็นต้นมา
          ในส่วนของเงินกู้ยืม ในไตรมาส 2/2559 ธนาคารออกหุ้นกู้รวมทั้งสิ้น 19,789 ล้านบาท ทางด้านธุรกิจบริหารหนี้ ธนาคารขายทรัพย์รอการขายได้ในไตรมาส 2/2559 จำนวน 360 ล้านบาท และมีกำไรจากการขายทรัพย์รอการขาย 142 ล้านบาท 
          ธุรกิจตลาดทุน
          สำหรับไตรมาส 2/2559 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (SET และmai) ในตลาดทุนเท่ากับ 46,812 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 46,540 ล้านบาทในไตรมาส 1/2559 โดยสภาวะตลาดในไตรมาสที่ 2/2559 ค่อนข้างผันผวน เนื่องจากความเชื่อมั่นของตลาดได้รับผลกระทบจากความกังวลในเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางของสหรัฐ การลงประชามติของสหราชอาณาจักรอังกฤษที่ลงคะแนนเห็นชอบกับการออกจากสหภาพยุโรป ทั้งตลาดหุ้นในประเทศไทยและตลาดโลกมีการปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามเมื่อความกังวลลดลง ตลาดทั่วโลกเริ่มปรับตัวเข้าสู่สภาวะปรกติ นอกจากนี้ในสภาวการณ์ที่ตลาดโลกเริ่มเปราะบาง ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางของสหรัฐจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไป เป็นผลผลักดันให้ตลาดในประเทศไทยรวมทั้งตลาดที่เกิดขึ้นใหม่ (emerging market) เป็นที่น่าสนใจมากขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมาซื้อสุทธิ 
          บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) (บล.ภัทร) และบริษัทหลักทรัพย์เคเคเทรด จำกัด (บล.เคเคเทรด) มีส่วนแบ่งตลาด (SET และ mai ไม่รวมบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท) ที่ร้อยละ 5.03 และร้อยละ 0.70 ตามลำดับ หากพิจารณาส่วนแบ่งตลาดรวมลดลงจากร้อยละ 5.74 ในไตรมาส 1/2559 เป็นร้อยละ 5.73 ซึ่งเป็นอันดับที่ 2 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 36 แห่ง สำหรับธุรกิจการลงทุนของธุรกิจตลาดทุนเมื่อรวมผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย มีรายได้จำนวน 354 ล้านบาท
          ผลการดำเนินงานรวมของธนาคารและบริษัทย่อย

อัตราส่วนต่างๆ (ร้อยละ)

ไตรมาส 2/2558

ครึ่งแรกปี 2558

ปี 2558

ไตรมาส 1/2559

ไตรมาส 2/2559

ครึ่งแรกปี 2559

อัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ

(3.0)

(4.8)

(3.6)

(1.2)

(0.4)

(1.6)

สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม

(ไม่รวมรายการระหว่างธนาคาร)

6.9

6.9

5.8

5.7

6.1

6.1

อัตราส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ

72.6

72.6

91.9

97.2

95.7

95.7

อัตราส่วนสำรองต่อสำรองตามเกณฑ์

143.4

143.4

160.1

166.7

169.8

169.8

 

ข่าว ย่อยมีกำไรสุทธิ ล่าสุด