บลจ.วรรณ ประกาศจ่ายปันผล 5 กองทุน แนะทยอยสะสมระดับดัชนี 1,550 จุด - newswit
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า คณะกรรมการมีมติประกาศจ่ายปันผล 5 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดธนาวรรณ (THANA1) จากกำไรสุทธิผลการดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-31 ธ.ค. 59 ในอัตรา 1.25 บาทต่อหน่วย กองทุนเปิด ไซรัส โมเมนตัม ฟันด์ (SYRUS-M) จากกำไรสุทธิผลการดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 59 ในอัตรา 0.60 บาทต่อหน่วย กองทุนเปิดสหธนาคารเอกปันผล 3 (ONE-UB3) จากกำไรสุทธิผลการดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 59 ในอัตรา 0.641 บาทต่อหน่วย โดย 3 กองทุนดังกล่าว กำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วย เพื่อรับเงินปันผลในวันที่ 26 ม.ค. 60 และกำหนดรับเงินปันผลในวันที่ 17 ก.พ. 60
กองทุนเปิดไทยเด็กซ์ SET High Dividend ETF(1DIV) จากกำไรสุทธิผลกำไรดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.-31ธ.ค.59 ในอัตรา 0.47 บาทต่อหน่วย และ กองทุนเปิดไทยเด็กซ์เซ็ท 50 อีทีเอฟ(TDEX) จากกำไรสุทธิผลกำไรดำเนินงาน ระหว่างวันที่ 1เม.ย.-31ธ.ค.59 ในอัตรา 0.304 บาทต่อหน่วย โดย ทั้ง 2 กองทุน กำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วย เพื่อรับเงินปันผลในวันที่ 31 ม.ค. 60 และกำหนดรับเงินปันผล 15 ก.พ. 60
"ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจาก Sentiment เชิงบวกของสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นำโดยประเทศสหรัฐอเมริกา และการคาดหวังของการดำเนินงานนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ หลังผลการเลือกตั้งชัดเจน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในสินทรัพย์เพิ่มขึ้นแม้ว่าจะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติออกไปบางส่วนในช่วงปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ขณะที่ตลาดเริ่มคาดการณ์การปรับขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ระดับ 1,650 จุด จากแรงสนับสนุนในประเทศเป็นหลัก โดยการส่งออกปี 59 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยพลิกกลับมาเป็นบวกและสูงสุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสามารถหนุนความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยได้ในปีนี้" นายพจน์กล่าว
นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด กล่าวเสริมว่า ภาพการลงทุนปีนี้ ยังเป็นปีของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้น ซึ่งในช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีความผันผวน เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และมีโอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับสู่ภูมิภาคในเอเชีย ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงมีแรงเก็งกำไรในบางหลักทรัพย์ โดยในช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 4/59 โดยเฉพาะหมวด Real Sector ซึ่งจะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ ประกอบกับ มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันที่ทรงตัวได้ โดยยังอยู่ที่เหนือระดับ 50 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลสนับสนุนการปรับขึ้นของดัชนี อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงต้องติดตามความเสี่ยงของนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ต่อการปฏิบัติได้จริง ประกอบกับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในวันที่ 1 ก.พ. 60 นี้ ซึ่งคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อาจส่งสัญญาณต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มี.ค.60
สำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากดัชนีฯ ยังเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนตามกระแสข่าวเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนระยะกลางถึงยาว แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมหากดัชนีฯ ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,550 จุด เนื่องจากมองว่าปัจจัยในประเทศยังคงสนับสนุนต่อตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป