สพฉ.จับมือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และบอร์ด APCDM จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก

          สพฉ.จับมือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และบอร์ด APCDM จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก พร้อมจัดเวทีหารือ เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อการรับมือภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในไทย "นพ.อนุชา" ระบุ ภูมิภาคที่มีผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติสูงสุดในโลกและมีผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้น 3 เท่าในช่วง 10 ปี พร้อมเร่งพัฒนาทีมแพทย์ฉุกเฉินให้พร้อมเต็มที่ในการดูแลคนไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภารอาเซียน ขณะที่ "ดร.พิจิตต" เปิดข้อมูลภัยแผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติอุบัติใหม่ที่ไทยและเพื่อนบ้านต้องเตรียมพร้อมรับมือ ชี้กรุงเทพน่าห่วงสุดเพราะมีตึกสูงที่ยังไม่มีโครงสร้างรับมือแผ่นดินไหวเป็นจำนวนมาก
          ในการจัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก Asia Pacific Conference on Disaster Medicine ครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ The Board ACPDM ที่โรงแรมเรดิสัน บลู กรุงเทพมหานคร ได้มีเวทีแถลงข่าวเรื่อง "การเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉินต่อการรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย" โดยมี นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นพ.อนันต์ มโนมัยพิบูล อธิการบดีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และตัวแทนจากองค์กร APCDM เข้าร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้
          นพ.อนุชา กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเป็นภูมิภาคที่มีผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติสูงสุดในโลกและมีผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้น 3 เท่าในช่วง 10 ปี และเนื่องจากร้อยละ 40 ของภัยพิบัติในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาเกิดขึ้นในภูมิภาคดังกล่าวโดยส่วนใหญ่เป็นผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงเช่นคลื่นยักษ์สึนามิ แผ่นดินไหว พายุไซโคลน ใต้ฝุ่น น้ำท่วม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้นเช่นการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ การก่อการร้าย การทิ้งและวางระเบิด การใช้ก๊าซน้ำตาควบคุมการจลาจล ซึ่งภัยเหล่านี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ดังนั้นการสร้างเสริมขีดความสามารถในการดูแลด้านการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ภัยพิบัติ และเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยผู้รอดชีวิตและผู้ที่เสียชีวิตจำนวนมากในระหว่างเหตุการณ์แต่ละชนิดที่เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จึงได้ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ คณะกรรมการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (The Board APCDM) จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก Asia Pacific Conference on Disaster Medicine (APCDM ) ครั้งที่ 13 ขึ้นเพื่อ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ กับหน่วยงานระดับนานาชาติ รวมถึงเพื่อพัฒนา เผยแพร่ ทักษะประสบการณ์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆของการเตรียมความพร้อมและตอบโต้ภัยพิบัติประเภทต่างๆในระดับสากลด้วย ทั้งนี้การประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์ภัยพิบัติจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้ว กว่า 20 ปี 12 ครั้ง ในหลากหลายประเทศ 
          เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวว่า เป้าหมายในการจัดประชุมครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีวิทยากรและผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆมากกว่า 10 ประเทศ จำนวนประมาณ 350 คน มาจากกลุ่มประเทศในโซนเอเซียแปซิฟิกและจากทวีปยุโรปบางส่วน ผู้ที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมในงานประชุมครั้งนี้จะได้รับองค์ความรู้เป็นอันมากจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆที่สามารถนำไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหน่วยงานของตนเองให้มีความพร้อมทางด้านการแพทย์ในการรับมือภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นอีกมาต่อไปในอนาคต
          "นอกจากนี้แล้วในส่วนของสพฉ.นั้น ได้มีการดำเนินการเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการแพทย์ในภาวะภัยพิบัติของประเทศหลายประการ อาทิเช่นการพัฒนาคู่มือระบบบัญชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุขและจัดอบรมให้กับจังหวัดต่างๆ,การพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติของโรงพยาบาล,การเตรียมระบบสื่อสารสำรองและการเตรียมทีมช่วยเหลือทางการแพทย์ในภาวะภัยพิบัติหรือDMAT นอกจากการดำเนินงานภายในประเทศแล้ว ในปัจุบันนี้สพฉ.ยังได้เป็นแกนนำในการพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะภัยพิบัติให้แก่ทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย" นพ.อนุชากล่าว
          ด้านนพ.อนันต์ มโนมัยพิบูล อธิการบดีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชหนึ่งในองค์กรหลักที่ร่วมจัดงานในครั้งนี้กล่าวว่า มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชมีบทบาทและวิสัยทัศน์ทั้งด้านการบริการ งานวิชาการและงานวิจัยก็ได้เข้าร่วมทำการสอนด้านภัยพิบัติในทุกระดับการศึกษา นอกเหนือจากนักศึกษาแพทย์ และแพทย์ประจำบ้านสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ยังมีการเรียนการสอนหลักสูตรของพาราเมดิก และพยาบาลเฉพาะทางปฏิบัติการด้านฉุกเฉิน เพื่อให้มีความรู้ในการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติเป็นอย่างดี ตลอดจนมีการสอนประชาชนและอาสาสมัครกู้ชีพในประเทศไทยให้มีการฝึกซ้อมเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติเป็นจำนวนหลายพันคน นอกจากนี้ยังมีการผลิตงานวิจัยด้านภัยพิบัติขึ้นหลายอย่าง ตลอดจนในอนาคตอันใกล้นี้กำลังจะมีงานวิจัยด้านภัยพิบัติที่ผลิตออกมาโดยเป็นความร่วมมือกับทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
          อธิการบดีคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชกล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่ครั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชได้รับโอกาสร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินได้ร่วมกันจัดการประชุมระดับนานาชาติเกี่ยวกับภัยพิบัติ ซึ่งนับเป็นการจัดประชุมความรู้ด้านภัยพิบัติเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การประชุมมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านภัยพิบัติระหว่างประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงทั้งระดับโลกและระดับนานาชาติมาแลกเปลี่ยนความรู้จำนวนมาก ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี โอมาน จีน ฟิลิปปินส์ เนปาล อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศ นอกจากนั้น คณะผู้จัดการประชุมมุ่งหวังให้การประชุมครั้งนี้เป็นช่องทางในการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์ พยาบาล บุคลากรพาราเมดิกและบุคลากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นรากฐานของการสร้างเครือข่ายในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกในการเตรียมพร้อมต้านภัยพิบัติ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
          ด้านนายโนริฟูมิ นิโนมิยะ ประธานคณะกรรมการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า คณะกรรมการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับการร่วมมือและรับมือในการฟื้นฟูภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเต็มที่เราต้องการเห็นการสูญเสียจากภัยพิบัติในภูมิภาคนี้และทั่วโลกลดลงจึงได้ร่วมมือกันจัดงานนี้ขึ้นตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้แล้วเรายังพัฒนาในส่วนของเทคโนโลยีในการเตือนภัยที่มีความแม่นยำเพื่อเป็นตัวช่วยให้เราสามารถเอาตัวรอดจากภัยพิบัติได้ และเรายังได้มีการจัดตั้งกองทุนในการช่วยเหลือด้านภัยพิบัติให้กับประเทศที่ยังมีความยากจนอีกด้วย
          ทั้งนี้ในการจัดงานครั้งนี้ยังมีวิทยากรทั้งจากไทยและต่างประเทศให้ความรู้ด้านภัยพิบัติที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก โดย ดร.พิจิตต รัตตกุล กรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ขึ้นกล่าวถึงการเตรียมการรับมือภัยพิบัติในอนาคตของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอนาคตความถี่ของการเกิดภัยพิบัติจะมากขึ้น เข้มข้นและรุนแรงมากยิ่งขึ้น การเตรียมการในการรับมือภัยพิบัติจึงจะต้องเป็นการเตรียมการที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่กับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในทุกนาทีได้อย่างมีความพร้อมเสมอ ทั้งนี้สถิติของการเกิดภัยพิบัติทั่วโลกนั้นในทวีปเอเชียเกิดขึ้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นที่เหลือก็เกิดขึ้นในโลกตะวันตก หากแต่ตัวเลขของความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินทางฝั่งเอเชียแปซิฟิกนั้นมีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางโลกตะวันตกนั้นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าการเตรียมรับมือในการช่วยชีวิตคนหรือในการช่วยทำให้ทรัพย์สินเสียหายน้อยลงนั้นเรายังทำได้ไม่ดีเท่ากับโลกตะวันตก ดังนั้นการจัดประชุมในครั้งนี้จึงเป็นการประชุมทำให้ชาติในเอเชียแปซิฟิกได้ร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนบทเรียนกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยเสริมศักยภาพให้แก่กันและกันในแต่ละประเทศเพื่อให้เราสามารถรับมือกับการเกิดภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับชาติตะวันตกหลากหลายประเทศ
          กรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวว่า ภัยพิบัติที่น่าเป็นห่วงที่สุดของบ้านเราโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร และอีกหลากหลายเมืองก็คือ แผ่นดินไหว เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ในการรับมือภัยแผ่นดินไหวใหญ่ในประเทศกันเลยสักครั้ง และการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุจากแผ่นดินไหวก็จะแตกต่างจากการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุในภัยพิบัติอื่นๆ เพราะจะเป็นการช่วยชีวิตผู้คนจากซากปรักหักพังและช่วยชีวิตคนจากการที่อาคารบ้านเรือนทับถมลงในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบ้านเราเองยังไม่มีความพร้อมในส่วนนี้ หากแต่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินกำลังมุ่งทิศทางในการพัฒนาไปในส่วนนั้นโดยได้มีการพัฒนาทีมแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่จะพร้อมในการเข้าให้ความช่วยเหลือชีวิตผู้คนในพื้นที่แคบและติดอยู่ในซากปรักหักพัง
ดร.พิจิตต กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานการณ์ของการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยนั้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทยและกรมทรัพยากรธรณีได้คาดการณ์กันไว้ว่า ภัยแผ่นดินไหวจะไม่ใช่ภัยที่ไกลเกินตัวคนไทยอีกต่อไป เพราะถึงแม้ในอดีตที่ผ่านมาเรามี 13 รอยเลื่อนเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว แต่ 13 รอยเลื่อนเล็กๆ นั้นมันมีความใกล้ชิดกับรอยเลื่อนใหญ่ที่อยู่ติดกับประเทศพม่า และเมืองหลวงที่มีตึกสูงเป็นจำนวนมากอย่างกทม.อยู่ใกล้กับรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ที่กาญจนบุรี ซึ่งห่างกันประมาณ 2-3 ร้อยกิโลเมตร ที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งคือทางด้านธรณีวิทยาได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครนั้นข้างล่างเป็นดินเหลว การที่มีดินเหลวและมีจำนวนน้ำมากจะเป็นการขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรีให้ใหญ่ขึ้น เมื่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้นอาคารบ้านเรือนก็จะทนไม่ไหวตึกรามบ้านช่องก็จะพังระเนระนาด และถึงแม้กรมโยธาธิการและผังเมืองมี พรบ.แก้ไข ให้อาคารตั้งแต่หลังปีพ.ศ. 2550 สร้างโดยมีความแข็งแรง ทนแรงแผ่นดินไหวได้ก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญคืออาคารในกทม.และในอีกหลากหลายเมืองใหญ่ที่สร้างก่อนปี 2550ยังไม่มีโครงสร้างที่จะรับมือกับแผ่นดินไหว ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง สพฉ.จับมือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และบอร์ด APCDM จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก
 

สพฉ.จับมือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และบอร์ด APCDM จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก สพฉ.จับมือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และบอร์ด APCDM จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก สพฉ.จับมือคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และบอร์ด APCDM จัดประชุมวิชาการเวชศาสตร์ภัยพิบัติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก

ข่าว อนุชา เศรษฐเสถียร ล่าสุด