สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ เผย “ความคิดเห็นต่อการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ” - newswit
สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผล "การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ" โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ผ่านกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,152 คนซึ่งเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่
การทำโพลล์ "การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ" เนื่องจากในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันงดสูบบุหรี่โลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงอันตรายและโทษของบุหรี่ รวมถึงเพื่อรณรงค์ให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่
สำหรับในประเทศไทยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพได้จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่ซึ่งส่งผลกระทบกับสุขภาพของทั้งตัวผู้สูบเองและคนรอบข้างที่ได้รับควันบุหรี่อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ ขณะเดียวกันในส่วนของรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ทั้งการขึ้นภาษีบุหรี่ การจำกัดอายุผู้ซื้อบุหรี่ การจำกัดพื้นที่ในการสูบบุหรี่ และการเผยแพร่ภาพผลกระทบจากการสูบบุหรี่บนซองบุหรี่เพื่อทำให้ผู้สูบรู้สึกกลัว เป็นต้น
ทั้งนี้ มาตรการหนึ่งที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ คือ การห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้ใช้ประโยชน์ร่วมกันและกำหนดให้พื้นที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารเอกชน สนามกีฬา สถานีขนส่ง ธนาคาร ร้านค้า ร้านอาหาร ศาสนสถาน ฯลฯ เป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% ปัจจุบันยังคงพบผู้สูบบุหรี่บางส่วนฝ่าฝืนมาตรการดังกล่าวด้วยการลักลอบสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะต่างๆ
เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เป็นเพศหญิงร้อยละ 50.69 และเพศชายร้อยละ 49.31 อายุ 15 ปีขึ้นได้ผลดังนี้ ในด้านความรับรู้เกี่ยวกับการกำหนดพื้นที่สาธารณะเป็นเขตปลอดบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 44.62 ทราบว่าปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดให้พื้นที่สาธารณะที่มีผู้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารเอกชน สนามกีฬา สถานีขนส่ง ธนาคาร ร้านค้า ร้านอาหาร ศาสนสถาน ฯลฯ เป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 55.38 ยอมรับว่าไม่ทราบ
ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64.06 เคยพบเห็นผู้ที่สูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะที่มีผู้ใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล อาคารเอกชน สนามกีฬา สถานีขนส่ง ธนาคาร ร้านค้า ร้านอาหาร ศาสนสถาน ฯลฯ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 35.94 ระบุว่าไม่เคยพบเห็น
ในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดพื้นที่สาธารณะเป็นเขตปลอดบุหรี่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 68.06 เห็นด้วยกับการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่เลยในพื้นที่สาธารณะที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 58.25 เห็นด้วยหากจะมีการจัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่สาธารณะซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100%
ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.2 มีความคิดเห็นว่าการจัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่ในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่สาธารณะซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% เพื่อช่วยลดปัญหาผู้ลักลอบสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% ได้
ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 69.36 มีความคิดเห็นว่าหากมีการเพิ่มโทษกับผู้ที่ลักลอบสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% จะช่วยลดจำนวนผู้ลักลอบสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะซึ่งถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ 100% ได้
นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 66.15 เห็นด้วยหากมีการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่เลยในพื้นที่สาธารณะทุกประเภท ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.34 มีความคิดเห็นว่าการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่เลยในพื้นที่สาธารณะทุกประเภทจะมีส่วนช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงได้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.89 มีความคิดเห็นว่าการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่เลยในพื้นที่สาธารณะทุกประเภทจะมีส่วนช่วยทำให้ผู้สูบบุหรี่ลดการสูบบุหรี่ลงได้ ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.18 มีความคิดเห็นว่าการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่เลยในพื้นที่สาธารณะทุกประเภทจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากการได้รับควันบุหรี่ให้กับผู้คนทั่วไปได้
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างมาตรการการขึ้นราคาค่าบุหรี่กับการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่เลยในพื้นที่สาธารณะกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.11 มีความคิดเห็นว่าการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้สำหรับผู้สูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะเลยเป็นวิธีที่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้มากกว่า ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.89 มีความคิดเห็นว่าการขึ้นราคาค่าบุหรี่เป็นวิธีที่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้มากกว่า
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการนำเสนอภาพผลกระทบจากการสูบบุหรี่บนซองบุหรี่กับการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้ให้เป็นการเฉพาะสำหรับผู้สูบบุหรี่เลยในพื้นที่สาธารณะ กลุ่มตัวอย่างเกือบสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 65.36 มีความคิดเห็นว่าการห้ามมิให้จัดจุดบริการไว้สำหรับผู้สูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะเลยเป็นวิธีที่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้มากกว่า ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 34.64 มีความคิดเห็นว่าการนำเสนอภาพผลกระทบจากการสูบบุหรี่บนซองบุหรี่เป็นวิธีที่ช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้มากกว่า