วิทยาศาสตร์ฯ มธ. แนะภาคธุรกิจ-อุตฯอาหาร ใช้ “น้ำมันปาล์ม-มะพร้าว” ลดต้นทุน พร้อมโชว์กระบวนการผลิตเบเกอรี่ Bake@Dome แบบไร้ไขมันทรานส์
รศ.ดร.จิรดา สิงขรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีอุตสาหกรรมการแยกและสกัดสาร กล่าวว่า จากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 ว่า "ไขมันทรานส์" อันตรายต่อสุขภาพ จึงมีมาตรการห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่าย ภายใน 180 วัน ดังนั้น ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทย จึงจำเป็นต้องปรับตัวเป็นการเร่งด่วนใน การเยียวยา ให้ความช่วยเหลือหรือหาทางออกแก่ผู้ผลิต โดยมีข้อแนะนำใน 4 ขั้นตอน เพื่อลดต้นทุนในการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร คือ
1. เลือกใช้น้ำมันที่สกัดจาก "ปาล์ม" หรือ "มะพร้าว" ผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศทดแทน เนื่องจากน้ำมันปาล์มและมะพร้าว ต่างมีคุณสมบัติในการยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารที่คล้ายคลึงกับไขมันทรานส์ คือ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน และมีต้นทุนต่ำ
2. ผสมน้ำมันเมล็ดปาล์มกับน้ำมันอื่นๆ เพื่อปรับลักษณะให้ใกล้เคียงกับไขมันทรานส์ คือจุดหลอมเหลวสูง มีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง อ่อนตัวได้เร็ว สัดส่วนไขมันที่เป็นของแข็ง และการทำสมบัติต่อการอบขนมที่ดี
3. เปลี่ยนแปลงผ่านเทคนิคทางเคมี ได้แก่ (1) เปลี่ยนตัวเร่งปฎิกิริยา หรือปฎิกรณ์การผลิตไขมันทรานส์มิให้เกิดไขมันทรานส์ขึ้นได้เลยในกระบวนการผลิต (2) ผสมอัตราส่วนที่เหมาะสมของไขมันแข็งกับน้ำมัน เพื่อทำการแลกเปลี่ยนเอสเตอร์ระหว่างกรดไขมันบนโครงสร้างของไขมันผสม (3) การเติมสารสร้างความเป็นเจลให้กับน้ำมัน
4. การปรับเปลี่ยนพันธุกรรม สำหรับน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่ภาคการผลิตบางส่วนยังคงมีอยู่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นได้ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ น้ำมันที่เติมไฮโดรเจนบางส่วนและไม่พบไขมันทรานส์ จะสามารถนำไปผ่านกระบวนการอินเตอร์เอสเตอริฟิเคชันกับน้ำมันผสม และอีกกรณีที่พบว่า เป็นไขมันทรานส์ สามารถนำไปผ่านกระบวนการอื่นๆ เช่น สเปอนนิฟิเคชันหรือการทำสบู่ เข้าสู่อุตสาหกรรมอื่น เป็นต้น โดยกรณีที่จำเป็นต้องกำจัดวัตถุดิบที่มีผ่านกระบวนการดังกล่าว ควร "บำบัดเช่นเดียวกับน้ำมันใช้แล้ว" เพื่อเป็นการลดต้นทุนในภาคการผลิต
ดร. วิไลลักษณ์ ชัยสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีของลิปิด (Lipid Chemistry) กล่าวว่า กรดไขมันทรานส์ หรือ ทรานส์แฟต (Trans Fats) เป็นน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils; PHOs) ถ้ามีการบริโภคในปริมาณสูงจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) ซึ่งในอดีตอุตสาหกรรมน้ำมันพืชนิยมใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน มายืดอายุการเก็บรักษา จากการเหม็นหืน และดัดแปรสมบัติทางเคมีกายภาพ เช่น การเปลี่ยนน้ำมันพืชให้เป็นเนยขาว (Shortening) หรือมาการีน เป็นต้น และในตอนนั้นมีความเชื่อว่า PHOs เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการบริโภคไขมันจากสัตว์
จากสมบัติที่ดีขึ้นของ PHOs ทำให้มีการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารแตกต่างหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารประเภททอด ฟาสต์ฟู้ด เบเกอรี่ ครีมเทียม และเนยเทียม เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้น องค์การที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชากร รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศจึงออกมาปกป้องสุขภาพของประชากร เช่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและสร้างภูมิต้านทานให้ตนเองในเบื้องต้นในเรื่องนี้ผู้บริโภคจะต้องหมั่นสังเกต "ฉลากโภชนาการ"และ "ส่วนประกอบ" เพราะถึงแม้ว่าฉลากจะมีข้อความระบุว่า "ไขมันทรานส์ 0 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค" ก็อาจจะมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบอยู่โดยเฉพาะอาหารที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นการผิดกฏหมายบ้านเราที่จะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วันก็ตาม
ทั้งนี้ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาดังกล่าว ถือเป็นการปฏิรูปวงการอุตสาหกรรมอาหารให้ตื่นตัว และกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งในต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน เช่น ในอเมริกา FDA ก็มีประกาศการห้ามโดยมีผลตั้งแต่ 18 มิถุนายน 2561 โดยไม่ยอมให้มีการผลิตแต่ยอมให้อาหารที่ผลิตออกมาก่อนหน้านี้ จำหน่ายได้ถึง 1 มกราคม 2563 ซึ่งคณะฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ให้มีความรู้ความชำนาญในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในส่วนของสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารของเรานอกจากจะมีการเรียนการสอนในหลักสูตรแล้ว ยังมีการเรียนรู้ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการผลิตและจำหน่ายขนมอบ ภายใต้แบรนด์ Bake@Dome และการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอาหารหลากหลายชนิด ที่ปราศจากการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน
ถ้าผู้บริโภคจำได้เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา บนฉลากขวดน้ำมันพืชส่วนใหญ่ในบ้านเรา เช่น น้ำมันถั่วเหลืองก็จะมีข้อความว่า ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แต่ในปัจจุบันนี้ไม่พบข้อความที่ว่าบนฉลากแล้ว เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันพืชได้ใช้เทคโนโลยีอื่นในการยืดอายุการเก็บรักษา ซึ่งจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า การบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณสูงมีผลให้ระดับโคเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีในเลือด (LDL Cholesterol) เพิ่มสูงขึ้นดังนั้น จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของประชากรโลก จนองค์การอนามัยโลก (WHO) เข้ามามีส่วนช่วยรณรงค์ในการลดการใช้ PHOs ดร. วิไลลักษณ์ กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.บุศราภา ลีละวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มธ. และผู้อำนวยการโครงการผลิตและจำหน่ายขนมอบ ภายใต้แบรนด์ Bake@Dome กล่าวเสริมว่า กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Bake@Dome ของคณะฯ ได้คัดเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีเป็นสำคัญ เพราะใส่ใจในสุขภาพที่ดีของลูกค้า โดยเฉพาะการเลือกใช้น้ำมันหรือไขมันทุกชนิดในสูตร จะเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับล่าสุดกำหนด ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีผู้ผลิตมาการีนหรือเนยขาวที่ปราศจากไขมันทรานส์ออกมาจำหน่ายหลากหลายบริษัทด้วยกัน ควรเลือกใช้มาการีนที่มีจุดหลอมเหลวสูง ไม่หลอมเหลวง่าย ทนต่อการรีดหรือพับในกระบวนการผลิต และมีปริมาณไขมันทรานส์ที่ฉลากโภชนาการเป็น "ศูนย์" จะทำให้ได้ชั้นแป้งที่เกิดจากแผ่นแป้งหลายชั้นซ้อนกันจากเนยที่แทรกอยู่เป็นชั้นภายในแป้ง พายชั้นที่ได้มีความกรอบเบา และมีรสชาติอร่อย นอกจากนี้ ทางโครงการฯ ยังเลือกใช้เนยสดซึ่งเป็นไขมันธรรมชาติจากน้ำนมวัวเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ประเภทเค้ก คุกกี้ ขนมปัง เช่น เค้กคัสตาร์ต มัฟฟินลูกเกด พายหมูหยอง ขนมปังเนยสด คุ้กกี้เนยสด ฯลฯ มานานแล้ว โดยที่ไม่ได้ผสมไขมันประเภทมาการีนหรือเนยขาวที่เป็นแหล่งของไขมันทรานส์เลย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของทางร้านมีกลิ่นรส และรสชาติที่อร่อยเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภค
ด้าน รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. มีนโยบายในการปั้นเด็กวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ให้เป็นเด็กวิทย์ที่คิดประกอบการได้ ผ่านภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) และใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างเข้มข้น สู่งานวิจัยที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่สามารถช่วยแก้ปัญหา และยกระดับคุณภาพสังคมไทย ตลอดจนสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยไขความกระจ่างให้กับสังคม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางรากฐานก้าวแรกก่อนเริ่มชีวิตการทำงาน และก้าวสู่การเป็นพลังคนรุ่นใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจประเทศ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ SCI+BUSINESS อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ งานเสวนาเรื่อง "ไขมันทรานส์ กับ อุตสาหกรรมอาหาร" พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเบเกอร์รี่และขนมอบ ภายใต้แบรนด์ Bake@Dome แบบปราศจากไขมันทรานส์ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารบรรยายเรียนรวม 5 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต โทร. 02-564-4491 ต่อ 2020 เฟสบุ๊คแฟนเพจ www.facebook.com/ScienceThammasat เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th