กระทรวงเกษตรฯ แจงข้อมูลการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยแล้งด้านการเกษตร เชื่อ ! ปีนี้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ - newswit
1) กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนปี 2562 ของประเทศไทย ประมาณสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษภาคม (ภายในสัปดาห์นี้) และคาดหมายลักษณะอากาศของประเทศไทยในช่วง พฤษภาคม ถึง มิถุนายน 62 โดยในภาคเหนือจะมีปริมาณฝนรวม 415 - 500 มม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 524 - 635 มม. ภาคตะวันออก 625 - 750 มม. ภาคใต้ฝั่งตะวันออก 305 - 380 มม. และปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันนี้ (13 พ.ค. 2562) มีปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ประมาณ 5,123ล้าน ลบ.ม. (ทั้งประเทศ 18,626 ล้าน ลบ.ม.) และหากมีปริมาณฝนตกลงมาตามที่กรมอุตุฯ คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนจะมีเพื่อการเกษตรในรอบการผลิตต่อไปและมีน้ำต้นทุนในระบบชลประทาน
3) ปัจจุบันจังหวัดได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ ภัยแล้งแล้ว 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ นครราชสีมา มหาสารคาม ตราด และชลบุรี โดยส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค มีเพียงจังหวดพิษณุโลกเท่านั้นที่ได้รับความเสียหายด้านการเกษตร พื้นที่ 18,942 ไร่ เป็นมันสำปะหลัง 17,742 ไร่ ยางพารา 1,200 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 180 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจของเกษตรอำเภอและให้การช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการต่อไป
ดังนั้น สรุปได้ว่าการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยแล้งด้านการเกษตรปีนี้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เนื่องจากได้มีการเตรียมการตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรได้รับข้อมูลปริมาณน้ำและความเสี่ยงด้านต่าง ๆ จึงมีการปรับตัวที่ดี รวมถึงการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย อีกทั้งรัฐบาลยังให้มีมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนด้านต้นทุนแก่ชาวนา รวมทั้งมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่เป็นเกษตรกรในช่วงที่รายได้เกษตรกรหดตัว สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาทต่อคน ซึ่งได้ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้มีเงินสดหมุนเวียนที่จะผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้และเตรียมการสำหรับรอบการผลิตต่อไป และการเพาะปลูกข้าวในรอบต่อไปนั้น ในพื้นที่ภาคกลางจะสามารถปลูกได้ตามฤดูกาล ปลายพฤษภาคม และพื้นที่ภาคอีสาน จะเริ่มปลูกข้าวหอมมะลิ ในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นไปตามปฏิทินการเพาะปลูกและปริมาณฝนที่จะตกตามฤดูกาล
ทั้งนี้ ปัญหาภัยแล้งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก climate change ซึ่งต่อนี้ไปจะมีความถี่และความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น หากทุกภาคส่วน รัฐ เอกชน ประชาชน เกษตร ไม่ร่วมมือกันใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า ไม่ปรับปรุงและเตรียมตัวที่จะบรรเทาความเสียหาย จึงอยากขอให้ร่วมกันบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตร ฯ ได้จัดสร้างแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนและพืชใช้น้ำน้อย รณรงค์สร้างการรับรู้และเข้าใจถึงผลกระทบจากภัยพิบัติ และพิจารณาข้อมูลด้านดินและความพอเพียงของน้ำ รวมถึงความต้องการของตลาดก่อนที่จะตัดสินใจลงมือผลิต จึงจะลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้นหากทุกคนได้เข้าใจผลกระทบและมีความตระหนักที่จะลงมือปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยสะสมความรู้ วิทยาการใหม่ และทุน เชื่อว่าประเทศจะมีศักยภาพและมีความพร้อมในการจัดการความเสี่ยงจาก climate change ได้อย่างแน่นอน