บอร์ด ปตท. รับทราบผลประกอบการ รายได้ส่งรัฐ อนุมัติเงินปันผล พร้อมบริจาคเงินเข้ากองทุนประชารัฐสวัสดิการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกและภายในที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย กลุ่ม ปตท. ได้แสวงหาโอกาสในขยายการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติรองรับการเติบโตของการผลิตไฟฟ้า การขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านการร่วมลงทุนหรือการซื้อกิจการ รวมถึงการปรับพอร์ทการลงทุนโดยขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจต่างๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าตามทิศทางกลยุทธ์การลงทุนที่สอดรับกับแนวโน้มอนาคตไปสู่พลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าสูง และช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาตลาดโลกต่อผลประกอบการของกลุ่ม ปตท. นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาได้ผลักดันมาตรการปรับปรุงผลประกอบการอย่างต่อเนื่องด้วยการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลให้งบดำเนินการลดลงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับเป้าหมาย ลดต้นทุนการผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการนำระบบดิจิทัลมาใช้ บริหารความเสี่ยงราคา และบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นผลประกอบการส่วนเพิ่มโดยหลัก มาจากการเข้าซื้อบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) (GLOW) ของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) รวมถึงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจากปริมาณขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนเพิ่มในโครงการบงกช และการเข้าซื้อกิจการของบริษัท Murphy Oil Corporation และบริษัท Partex Holding B.V. ของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP)
ในส่วนของกำไรสุทธิของ ปตท. 92,951 ล้านบาท โดยหลักมาจากกำไรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ33 ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสัดส่วนร้อยละ 34 และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นสัดส่วนร้อยละ 9 ในขณะที่กำไรจากธุรกิจอื่นๆ รวมถึงธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีสัดส่วนรวมกันประมาณร้อยละ 24 ทั้งนี้กำไรในส่วนของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นปรับลดลง เนื่องจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ราคาขายอ้างอิงราคาปิโตรเคมีซึ่งปรับลดลงมาก ในขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นปรับลดลงตามสถานการณ์โลกดังกล่าวข้างต้น
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 57,126 ล้านบาทสำหรับผลประกอบการปี 2562 ซึ่ง ปตท. ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.9 บาทต่อหุ้นแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2562 และคงเหลือเงินปันผล 1.10 บาทต่อหุ้นที่คาดว่าจะจ่ายในเดือนเมษายน 2563 ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท. ในวันที่ 10 เมษายน 2563
การจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2562 ดังกล่าวส่งผลให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และกองทุนวายุภักษ์จะได้รับเงินปันผล รวมประมาณ 36,145 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินงบประมาณของประเทศนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนให้แก่ประเทศ รวมทั้งสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านเงินปันผลจำนวน 20,981 ล้านบาท ให้นักลงทุนสถาบันและผู้ถือหุ้นรายย่อยกว่า 1.3 แสนราย
นอกจากนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ ปตท. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการแบ่งเบาภาระต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนให้มีอาชีพที่มั่นคงขึ้น คณะกรรมการ ปตท. จึงได้อนุมัติการบริจาคเงินเข้ากองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ในรูปแบบส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจำนวน 50บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2563 โดยใช้งบดำเนินงาน 30 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นความร่วมมือของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ ปตท.
ปตท. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ชุมชน เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ด้วยโครงการ Cafe Amazon for Chance ที่ส่งเสริมอาชีพให้กับผู้บกพร่องทางการได้ยินและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 7 สาขา รวมทั้งโครงการ "ไทยเด็ด" ที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ ในการกระจายสินค้าชุมชนและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย รวมทั้งได้ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการสร้าง "National Platform" โดย บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและวิสาหกิจเริ่มต้นด้านนวัตกรรมธุรกิจ สร้างระบบนิเวศและยกระดับสตาร์ตอัพไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
ด้าน Planet ปตท. ยังมุ่งมั่นเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างพลังความร่วมมือเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่เริ่มจากโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ 1 ล้านไร่ ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 25 ปี สู่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ปตท. ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เปิดเส้นทางจักรยานระยะทาง 10 กิโลเมตร พื้นที่แปลงปลูกป่า FPT 49 จ.นครราชสีมา เพื่อให้เป็นแหล่งเชื่อมโยงเรื่องราวการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และนำองค์ความรู้การปลูกป่ามาเป็นต้นแบบ ประยุกต์ใช้ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน (Social Collaboration) พัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นเสมือนปอดของกรุงเทพฯ ทั้งยังได้ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย We Park และ Big Trees ประกาศเจตนารมณ์เพื่อผลักดันกรุงเทพสู่เมืองสีเขียว ภายใต้การดำเนินโครงการ Green Bangkok 2030 เพื่อปลูกจิตสำนึกรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างหัวใจสีเขียว พร้อมเชิญชวนประชาชนในเขตเมืองร่วมกันปลูกต้นไม้พร้อม #ปลูกเพื่อเปลี่ยนแสดงพลังหัวใจสีเขียวเพื่อเมืองที่น่าอยู่ของเราทุกคนไปด้วยกัน
นอกจากนี้ ปตท. ได้เตรียมแผนการลงทุนในปี 2563 – 2567 วงเงินรวม 180,814 ล้านบาท และจัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า จำนวน 203,583 ล้านบาท โดยธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น มีแผนขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจ LNG อาทิ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 โครงการLNG Receiving Terminal หนองแฟบ และขยายการเติบโตด้วยการลงทุนธุรกิจก๊าซฯ สู่ไฟฟ้า (Gas to Power) โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการดำเนินธุรกิจ LNG แบบครบวงจรและการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อ-ขาย LNG ของภูมิภาคอาเซียน สำหรับธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย จะผลักดันกระบวนการผลิตด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวทาง Circular Economy และขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีความชำนาญและได้เปรียบในการแข่งขันไปสู่การลงทุนในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมูลค่าสูง นอกจากนี้ ในด้านนวัตกรรมและการลงทุนธุรกิจใหม่ ปตท. เตรียมพร้อมพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเมืองอัจฉริยะ (Smart City Development) โดยเน้นในด้านการบริหารจัดการพลังงานในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และจะขยายการเติบโตด้วยการร่วมทุนหรือซื้อกิจการในธุรกิจพลังงานใหม่ (New Energy) อาทิ ธุรกิจไฟฟ้าครบวงจร พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
เพื่อเป็นการแสวงหาโอกาสลงทุนในพลังงานรูปแบบใหม่และสร้างธุรกิจใหม่ ปตท. ได้พัฒนาพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) เพื่อสร้าง "วังจันทร์วัลเลย์" ให้เป็นเมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย สนับสนุนแนวคิดทางด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านการลงทุนประเภท Prototype เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การดำเนินการเชิงพาณิชย์มากขึ้น ได้แก่ การพัฒนาวัสดุปิดแผลจาก ไบโอเซลลูโลสคอมโพสิต เพื่อช่วยเร่งการรักษาบาดแผลด้วยเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์ของสถาบันนวัตกรรม ปตท. การวิจัยและพัฒนา EV Charger ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้านวัตกรรมของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมรถสามล้อไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเป็นต้นแบบยานพาหนะในอนาคต การสนับสนุนการวิจัย "VISBAT" แบตเตอรี่คุณภาพสูงโดย KVIS เพื่อเป็นอุปกรณ์กักเก็บพลังงานต้นแบบสำหรับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และองค์การเภสัชกรรม ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม ให้ต้นทุนยาลดลง และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านยาของรัฐ