องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรภาคธุรกิจไทยและรัฐวิสาหกิจชั้นแนวหน้า จำนวน 46 องค์กรที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ได้ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมในการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอันครอบคลุมทุกมิติ และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเป็นกลไกการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานได้มีความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน จึงได้จัดงานสัมมนาเรื่อง Business for Biodiversity ร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และ งานแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับ สำนักงาน พัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรภาคธุรกิจไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน
รวมถึง บทบาทขององค์กรภาคธุรกิจไทยในการร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) เพื่อนำ แนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน รวมถึง เพื่อแถลงข่าวกรอบของข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง TEI และ TBCSD ร่วมกับ BEDO ซึ่งทั้ง 3 ฝ่ายได้ตกลงความร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยการส่งเสริมและ สนับสนุนการเพิ่มศักยภาพด้านการจัดการทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยื
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า "องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืน (TBCSD) ในฐานะเครือข่ายธุรกิจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดเครือข่ายหนึ่งของประเทศมีความมุ่งมั่น ในการร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ปัจจุบันองค์กรภาคธุรกิจไทยได้เข้ามามี บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของประเทศ โดยประเด็น ด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นใหม่ที่ TBCSD ได้นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็น ธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ในช่วงการบรรยายเรื่อง "Global Trends on Biodiversity & Climate Change" โดย Mr. Joe Phelan, Executive Director, Asia Pacific, World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) กล่าวว่า "การแก้ปัญหาการสูญเสียธรรมชาติมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและความเท่าเทียม การหยุดยั้งและฟื้นฟูธรรมชาติยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อความยืดหยุ่นและการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวของภาคธุรกิจ เมื่อความคาดหวังต่อภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงจากการไม่ลงมือทำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ"
และการบรรยายเรื่อง "Business Actions on Nature (ACT-D)" โดย Ms. Eva Zabey, CEO, Business for Nature กล่าวว่า "รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนประเทศไทยและได้ร่วมสนับสนุนงานที่ทั้งทางภาครัฐและภาคธุรกิจกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นการผนึกกำลังที่เข้มแข็งแสดงถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปดำเนินการได้ ตั้งแต่การพัฒนากลยุทธ์ด้านธรรมชาติไปจนถึงการมีส่วนร่วมในแพลตฟอร์มเครือข่ายธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยการต่อยอดจากความร่วมมือในปัจจุบันนี้ประเทศไทยสามารถแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำทั้งในด้านนโยบายและระดับปฏิบัติการที่ส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดย Business for Nature มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนและขยายผลของงานสำคัญในครั้งนี้"
นอกจากนี้ นางภัทรินทร์ ทองสิมา ผู้อำนวยการกลุ่มงานนโยบายและยุทธศาสตร์ กองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มาบรรยายเรื่อง "การดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย" กล่าวว่า "สผ. ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ มีภารกิจหลักในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานระดับชาติและระดับนานาชาติในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ถ่ายทอดเป้าหมายตามกรอบงานคุนหมิง - มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) มาสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศผ่านแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (The National Biodiversity Action Plan 2023-2027) พ.ศ. 2566 - 2570 โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพในนโยบายและแผนทุกระดับและทุกภาคส่วน รวมถึงส่งเสริมกลไกทางการเงินเศษฐศาสตร์ และมาตรการจูงใจ ร่วมกับเครือข่ายภาคธุรกิจและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้สามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้ ลดช่องว่างระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์เป้าหมายระดับโลกและเป้าหมายชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป"
ในช่วงการบรรยายเรื่อง "บทบาทของภาคธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ" โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญระดับประเทศระดับภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบหลากหลายรูปแบบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเด็นปัญหาสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ วิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) นับเป็น 1 ใน 3 วิกฤตฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมของโลกควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหามลภาวะ ซึ่ง "ความหลากหลายทางชีวภาพ" (Biodiversity) นับว่าเป็น "ต้นทุนทางเศรษฐกิจ" ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน แต่เมื่อเราทราบว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพขึ้นนั้น องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย"
และ นางสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ได้มาบรรยายเรื่อง"BEDO's Program on Biodiversity & Business Sustainability" กล่าวว่า "BEDO สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยผลักดันให้การจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์และการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ"
โดยงานแถลงข่าวในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารจากทั้ง 3 หน่วยงานหลักที่ดำเนินงานในการขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) อย่างยั่งยืน ได้แก่นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ นางสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ซึ่งทั้ง3 หน่วยงาน TEI และ TBCSD ร่วมกับ BEDO พร้อมร่วมแสดงจุดยืนครั้งสำคัญในการก้าวไปพร้อมกับภาคีทุกภาคส่วน
ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อร่วมสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ช่วงการเสวนาเรื่อง "แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับภาคธุรกิจสู่การสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน" มีผู้บริหารจากองค์กรสมาชิกของ TBCSD จากแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) โดยการนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน ดังนี้
ดร.อรทัย พงศ์รักธรรม ผู้อำนวยการกิจการด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า "Dow เป็นบริษัทวัสดุศาสตร์ชั้นนำของโลกที่ใช้ความเชี่ยวชาญและความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อส่งมอบอนาคตที่ยั่งยืน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับนโยบายของ Dow ทั่วโลก เพื่อต้านโลกร้อน เปลี่ยนขยะเป็นผลิตภัณฑ์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และส่งเสริมวงจรรีไซเคิลด้วยนวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์เพื่อนำทรัพยากรกลับมารีไซเคิลหรือกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นเวลากว่า 16 ปีที่กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อรักษาและฟื้นฟูป่าชายเลน โดยเริ่มจากโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนที่ปากน้ำประแสในปี พ.ศ. 2552 และขยายขอบเขตการทำงานภายใต้ความร่วมมือ Dow & Thailand Mangrove Alliance ในปี พ.ศ. 2563 จนกระทั่งปัจจุบันได้รับการยกระดับเป็นเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศ "Thailand Mangrove Alliance" ภายใต้การนำของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงชุมชนโดยรอบ มุ่งหวังเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม และลดผลกระทบของขยะทะเล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือภายใต้ภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย จะเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนและความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป"
นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Net Zero Accelerator Director SCG กล่าวว่า "เอสซีจีให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสู่แนวทางการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน (Inclusive Green Growth) ที่คำนึงถึงทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล โดยบูรณาการเข้ากับกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้สอดคล้องกับ Global Biodiversity Framework บริษัทจึงได้นำกรอบ TNFD มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านกลยุทธ์และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส มุ่งสู่เป้าหมาย "Nature Positive" เช่น การทำเหมืองแบบอนุรักษ์ การฟื้นฟูเหมือง การจัดการน้ำและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นต้น การดำเนินการโครงการของเอสซีจีให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน (Public - Private - People Partnership) โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทั้งร่วมคิด ร่วมทำและร่วมรับประโยชน์ ตัวอย่างเช่น "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" ที่ใช้พื้นที่จังหวัดสระบุรีเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ในด้านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนในอนุรักษ์ ฟื้นฟู เพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนจังหวัดสระบุรี เพื่อสร้างความสมบูรณ์ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืนเพื่อเป็นแหล่งอาหาร สร้างรายได้โดยต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการกักเก็บคาร์บอน"
นางสาวพินทุ์สุดา เปี่ยมปิติ Vice President - Corporate Affairs Corporate Communications Division บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ด้วยความเชื่อองค์กร "ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี"เอ็กโก กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในทุกพื้นที่ที่ดำเนินการขององค์กร จึงประกาศคำแสดงเจตจำนงด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ (Biodiversity and Forested Resource Conservation Commitments) เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินงานขั้นพื้นฐานสำหรับโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการใหม่ รวมถึงคู่ค้าที่ทำธุรกิจร่วมกับ เอ็กโก กรุ๊ป ในห่วงโซ่อุปทานให้มีแนวทางการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร และเป็นไปตามเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นที่ได้ประกาศไว้ในนโยบายด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบเชิงลบจากกระบวนการดำเนินงานและเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศโดยรวมในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโก รวมทั้ง ส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศล ที่เอ็กโก กรุ๊ปก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 22 ปี"
นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ด้วยพื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่ของบริษัทฯ อยู่บริเวณนอกชายฝั่งทะเล ปตท.สผ. จึงตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลทางทะเลเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง โดยมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงระบบนิเวศทางทะเล โดยอาศัยจุดแข็งของ ปตท.สผ. ด้านพื้นที่ปฏิบัติการ ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกกับความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ตลอดจนชุมชนซึ่งเป็นเหมือนเพื่อนบ้านของเรา เพื่อผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศทางทะเลอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผ่านการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ "ทะเลเพื่อชีวิต" (Ocean for Life) ผ่านการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ การตรวจติดตามสุขภาพและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล รวมไปถึงการส่งมอบคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบชายฝั่ง เพื่อเพิ่มพูนทรัพยากรทางทะเล รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยและพึ่งพาทรัพยากรจากทะเล โดยคำนึงถึงความต้องการของชุมชนเป็นส่วนสำคัญ เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองของชุมชนได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังยกระดับการนำข้อมูลทางทะเลจากโครงการของ ปตท.สผ. เปิดเผยสู่สาธารณะเพื่อใช้ประโยชน์ในวงกว้างต่อไป"
นายสมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า"บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมขับเคลื่อนแนวปฏิบัติที่ดีของภาคธุรกิจสู่เครือข่ายความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ในฐานะองค์กรผู้ผลิตอาหารระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "ความหลากหลายทางชีวภาพ" ซึ่งถือเป็นรากฐานของระบบอาหารและการเกษตร เป็นเสาหลักความมั่นคงด้านวัตถุดิบ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว เรามุ่งส่งเสริมการสร้างวัฏจักรอาหารที่ยั่งยืน ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า พร้อมดูแลและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ภายใต้กรอบนโยบายและแนวทาง "การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน" (Ajinomoto Group Creating Shared Value - ASV)" โดยเน้นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ใส่ใจระบบนิเวศ การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ และพร้อมส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ คือกุญแจสำคัญสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง และเป็นพลังขับเคลื่อนในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพที่สมดุลกับธรรมชาติอย่างแท้จริง"
ท้ายนี้ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน
TEI ร่วมกับ ARDA และภาคี จัดสัมมนาเผยแพร่ผลการขับเคลื่อนความร่วมมือ "เมืองคู่ขนานชายแดน" ยกระดับการจัดการหมอกควันข้ามแดนสู่ความยั่งยืน
TEI ร่วมกับ ARDA และภาคี จัดสัมมนาเผยแพร่ผลการขับเคลื่อนความร่วมมือ "เมืองคู่ขนานชายแดน" ยกระดับการจัดการหมอกควันข้ามแดนสู่ความยั่งยืน
"นิปปอนเพนต์" พิสูจน์พันธกิจองค์กรสีเพื่อโลกยั่งยืนอีกครั้ง เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติธุรกิจที่ได้รับรอง "ฉลากเขียว" ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมรับเกียรติบัตรฉลากเขียวประจำปี 2569 จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
TEI ถอดรหัส "มลพิษสิ่งแวดล้อมไทย" วิกฤติเรื้อรังที่สังคมต้องร่วมกันก้าวข้าม
วิกฤต "รั้วโลกพัง" TEI ถอดรหัสวิกฤติ Biodiversity Collapse: ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดเวทีเสวนาเจาะลึก Climate Crisis วิกฤติที่ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน
TEI ครบรอบ 33 ปี ชูประเด็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก - สิ่งแวดล้อมไทย ชวนภาคีทุกภาคส่วนร่วมกัน "ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ฝ่าวิกฤติ Triple Planetary Crisis"
ยกระดับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า…สู่มาตรฐานและกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน "Driving Circularity Ecosystem"
Nature-based Solutions (NbS) เรื่องไม่ง่าย แต่ใกล้ตัว