เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรก และยังเปราะบาง จากหลายปัจจัยกลับมากดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ที่แรงหนุนจากภาครัฐจะแผ่วลง
ข้อมูลเร็วเดือน มิ.ย. ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวหลังแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายชั่วคราว แต่สัญญาณฟื้นตัวยังเปราะบาง เพราะความเชื่อมั่นยังไม่กลับสู่ระดับก่อนสงคราม ยังต้องติดตามข้อมูลเดือน ก.ค. ที่สงครามตึงเครียดขึ้นอีก ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย. ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะดัชนีย่อยที่สะท้อนมุมมองระยะข้างหน้า ด้านตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังอ่อนแอ แม้มีแนวโน้มปรับดีขึ้นบ้างแต่ระยะต่อไปยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เร่งตัวสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรง ด้านการลงทุนและการส่งออกยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยการส่งออกไปตะวันออกกลางและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่แรงหนุนที่เห็นนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้หากความตึงเครียดกลับมารุนแรง
SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยใน H2/2569 จะขยายตัวช้ากว่าครึ่งปีแรกและยังเปราะบาง โดยไตรมาส 4 เป็นช่วงสำคัญที่แรงส่งภาครัฐจะลดลง ในจังหวะเดียวกับที่ความเสี่ยงภายนอกอาจกดดันการค้าและต้นทุนมากขึ้น ความเสี่ยงหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดและอาจยืดเยื้อ ภาษีนำเข้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่ไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ประเด็นแรงงานภาคบังคับ (Forced labour) และความเสี่ยงจากภาษีเพิ่มเติมประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่ม 16 ประเทศที่ถูกสอบสวน รวมถึงความเสี่ยง Super El Nino ที่อาจส่งผลให้ผลผลิตเกษตรปรับลดลงและซ้ำเติมต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นและกดดันรายได้ภาคเกษตรในปี 2569
นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังไม่สร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน (1) เม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนผ่านการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในไตรมาส 3 ขณะที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญช่วยให้รัฐบาลกลับมาเดินหน้าแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเม็ดเงินด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท แต่คาดว่าต้องใช้เวลาในการพิจารณาโครงการที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่ขยายตัวเพียง 0.2% และงบลงทุนที่หดตัวถึง -8.4% จากปีงบประมาณก่อนหน้า สะท้อนว่าพื้นที่นโยบายการคลังเริ่มจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ (2) มาตรการพยุงราคาน้ำมันและค่าไฟ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาชดเชยราคาน้ำมันอีกครั้งหลังราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นเร็ว และกระทรวงพลังงานมีแผนนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมันมาช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร นอกจากนั้นรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงราคาค่าไฟในงวดเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อเนื่อง โดยมีแผนเรียกเก็บเงินที่เหลือจากการลงทุนและเป็นผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (เงิน Claw back) มาใช้อุดหนุนค่าไฟ
กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดทั้งปีนี้ โดยเงินเฟ้อไทยยังมีที่มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก
SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี ข้อมูลเงินเฟ้อไตรมาส 2 ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายและมีสาเหตุมาจากราคาพลังงานโลกเป็นหลัก มองไปข้างหน้าโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงยืดเยื้อเป็นเวลานานมีจำกัด กนง. สามารถดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในระดับนี้ได้ต่อเพื่อประคองเศรษฐกิจไทย ซึ่งแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่การขยายตัวยังไม่ทั่วถึงและยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ธปท. จึงมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs มากขึ้น
เศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 2569 แต่ประเมินความเสี่ยงด้านลบในช่วงที่เหลือของปีมีน้ำหนักมากขึ้น หลังข้อตกลงเบื้องต้นสหรัฐฯ-อิหร่านสิ้นสุดลง ทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ แต่ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและนโยบายการค้าอาจจำกัดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจจีน ขยายตัวชะลอลงในไตรมาส 2 สะท้อนอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ จึงยังต้องพึ่งพาภาคการผลิตและส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังได้รับแรงหนุนจากค่าจ้างและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตดี ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซน ขยายตัวต่ำตามภาคการผลิตที่ชะลอลง มองไปในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องติดตามความเสี่ยงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ที่จะบังคับใช้กับประเทศคู่ค้าสำคัญกดดันการค้าโลกในระยะต่อไป
ภาวะการเงินโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว ธนาคารกลางหลักบางแห่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดปี ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่ 2.5% ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดปี ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนการเงินโลกจะยังไม่ผ่อนคลายได้เร็ว โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาอีกครั้ง
อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม…https://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-0726
ดัชนีเชื่อมั่น เดือน พ.ย. พุ่ง ส.อ.ท. แนะรัฐเร่งฟื้นฟูน้ำท่วม-หนุนพลังงานสะอาด
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ UTCC เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน มิ.ย. 69 เพิ่มขึ้นครั้งแรก ในรอบ 4 เดือน
"โกลเบล็ก" ชี้หุ้นไทย ก.ค. ผันผวน-คัด 5 หุ้นเด่นพื้นฐานแกร่งรับเศรษฐกิจฟื้น
SME D Bank เผยดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอี Q2 ฟื้น แรงหนุนท่องเที่ยว-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งเสิร์ฟสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วยเสริมสภาพคล่องตอบโจทย์ธุรกิจ
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค "ไทยช่วยไทยพลัส" ขยายสิทธิ์ร้านค้าทุกขนาด หวังประคองธุรกิจ หนุนการจ้างงาน
ไปรษณีย์ไทย ถอดรหัสกลยุทธ์องค์กร 143 ปี ในงาน MAT Insight Visit #4 ย้ำบทบาทผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยโลจิสติกส์ท่ามกลางความท้าทาย ชูดัชนีความเชื่อมั่นแบรนด์ 97.92%
Bitget คาดบิตคอยน์สัญญาณฟื้นแข็งแกร่งลุ้นแตะระดับ 85,000 ดอลลาร์ สถาบันซื้อสุทธิต่อเนื่องพร้อมปัจจัยบวก AI เทรดแทนมนุษย์ดันตลาดบูม
พีดีเฮ้าส์รับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลกปัดฝุ่นแบรนด์ลูก "เอคิวโฮม" บุกตลาดต่างจังหวัด ชูนวัตกรรมบ้านชั้นเดียว 2 ล.เสร็จไวใน 4 เดือน