บีโอไอเผยคำขอลงทุน 9 เดือน ทะลุ 1.7 ล้านล้าน ดิจิทัล-อิเล็กทรอนิกส์นำ หนุนไทยเชื่อมห่วงโซ่ AI โลก
บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกปี 2569 รวม 1,954 โครงการ มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาท ตามด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร ตอกย้ำการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลและ AI ไปพร้อมกับความแข็งแกร่งของภาคเกษตรและอาหาร
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายการลงทุนทั่วโลก จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยี มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอาหาร ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,954 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,707,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนโมเมนตัมของการลงทุนสู่ประเทศไทย และความเชื่อมั่นต่อการปรับปรุงกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนกลไกเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) และการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านมาตรการ Skill Bridge ของรัฐบาล
ดิจิทัล-เซมิคอนดักเตอร์-อิเล็กทรอนิกส์ เชื่อม AI Supply Chain
อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุดกว่า 1.17 ล้านล้านบาท จาก 139 โครงการ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 189,370 ล้านบาท จาก 262 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลและฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกตามการเติบโตของเทคโนโลยี AI และผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่ล้วนต้องมีเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งกระตุ้นการลงทุนและการขยายฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง
หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มกิจการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI พบว่ามีคำขอรับการส่งเสริมรวม 111 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท ครอบคลุมกิจการ Data Center, Data Hosting บริการคลาวด์ การออกแบบชิป การผลิตหรือทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ผลิตภัณฑ์โฟโตนิกส์ (Photonics) เช่น สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและโมดูลทางแสง ระบบจ่ายและแปลงไฟฟ้า AI Server ตลอดจนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และชิ้นส่วน
ตัวอย่างบริษัทชั้นนำที่ขอรับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ เช่น บจ. อนาล็อก ดิไวเซส (ADI) ในกิจการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรวม บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ในกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และระบบไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น Power Supply, Power Conversion, Power Control บจ. เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ ขยายการลงทุนผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง บจ. อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี ในกิจการผลิตอุปกรณ์โฟโตนิกส์ เช่น อุปกรณ์ที่ใช้รับส่งสัญญาณด้วยแสงความเร็วสูง (Optical Transceiver) และ บจ. ซิเลซติกา ในกิจการผลิต Network Switch, Mainboard และ AI Server
การเติบโตของอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างความต้องการอุปกรณ์และระบบสนับสนุนทั้งเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์รับส่งข้อมูลความเร็วสูง ระบบจ่ายไฟ และระบบระบายความร้อน ความต้องการเหล่านี้ช่วยดึงดูดผู้ผลิตอุปกรณ์ให้เข้ามาลงทุนในไทย และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศมีส่วนร่วมในการผลิตชิ้นส่วน ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบ ช่วยเชื่อมโยงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กับฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย และสร้างรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เกษตรและอาหาร ลงทุนเพิ่ม 59% ต่อยอดจุดแข็งฐานการผลิตไทย
อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริม 80,190 ล้านบาท จาก 218 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 ครอบคลุมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย อาหารสัตว์ แป้งแปรรูปสารสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง ตลอดจนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร
ตัวอย่างบริษัทที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ได้แก่ บจ. เนสท์เล่ ในกิจการผลิตกาแฟและอาหารสัตว์เลี้ยง บจ. ไทย อินาบะ ฟูดส์ ในกิจการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง บจ. สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช และ บจ. สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ในกิจการผลิตแป้งแปรรูปที่มีคุณสมบัติพิเศษ บมจ. ยูโรเปี้ยนฟู้ด ในกิจการผลิตขนมขบเคี้ยว การลงทุนเหล่านี้ช่วยเปิดโอกาสต่อยอดอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ทิศทางการลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลกที่ระบุว่า "บริการดิจิทัล การผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร" เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และช่วยสร้างงานคุณภาพ อีกทั้งสะท้อนการขยายตัวอย่างสมดุลระหว่างฐานอุตสาหกรรมเดิม โดยเฉพาะเกษตรและอาหาร และการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เป็นต้น
พลังงานและสาธารณูปโภค เสริมความพร้อมรองรับฐานอุตสาหกรรม
อีกสาขาหนึ่งที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมสูงสุด รวม 313 โครงการ มูลค่า 59,870 ล้านบาท ครอบคลุมการลงทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรม และการผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น
การลงทุนในกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมความพร้อมของฐานการผลิตไทย โดยเฉพาะการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมและความมั่นคงของพลังงานและระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่จะเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าระหว่างประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีการขอรับการส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์และบริการ 51,820 ล้านบาท จาก 236 โครงการ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 36,340 ล้านบาท จาก 191 โครงการ อุตสาหกรรมแร่ โลหะและวัสดุ 28,460 ล้านบาท จาก 183 โครงการ อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี 22,160 ล้านบาท จาก 178 โครงการ และอุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 18,880 ล้านบาท จาก 122 โครงการ
ภาคกลาง-ตะวันออกลงทุนสูงสุด ภาคใต้ลงทุนโต 40% ต่อยอดโอกาสเศรษฐกิจในพื้นที่
ในด้านพื้นที่ ภาคกลางมีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 955,260 ล้านบาท จาก 778 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก 632,320 ล้านบาท จาก 856 โครงการ โดยทั้งสองภูมิภาคเป็นพื้นที่ฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีมูลค่ารวมกันถึงร้อยละ 93 ของคำขอทั้งหมดขณะที่ภาคใต้มีมูลค่า 34,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกิจการเด่น ได้แก่ โรงแรม เกษตรและอาหาร เช่น การผลิตน้ำมันปาล์ม การแปรรูปยางและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการลงทุนสูง ได้แก่ ภูเก็ต พังงา สงขลา และสุราษฎร์ธานี สะท้อนโอกาสต่อยอดจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวและฐานวัตถุดิบเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในพื้นที่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมูลค่าคำขอ 23,930 ล้านบาท ภาคเหนือ 12,680 ล้านบาท และภาคตะวันตก 8,960 ล้านบาท ตามลำดับ
FDI โต 62% ทะลุ 1.55 ล้านล้านบาท
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,309 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,550,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 62 สะท้อนการเข้ามาของโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างซัพพลายเชนระดับโลก และความเชื่อมั่นต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย โดยผู้ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,164,595 ล้านบาท จาก 214 โครงการ จีน 63,390 ล้านบาท จาก 493 โครงการ สหราชอาณาจักร 48,311 ล้านบาท จาก 15 โครงการ ญี่ปุ่น 45,478 ล้านบาท จาก 192 โครงการ และไต้หวัน 43,243 ล้านบาท จาก 70 โครงการการลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่
อยู่ในกิจการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อาหารสัตว์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ผลิตภัณฑ์โลหะ และเคมีภัณฑ์
ต่อยอดการลงทุนคุณภาพ สร้างงานและโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย
สำหรับตัวเลขในขั้นอนุมัติการส่งเสริม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,951 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,512,600 ล้านบาท โครงการเหล่านี้คาดว่าจะจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 116,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 693,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.96 ล้านล้านบาทต่อปี การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนเหล่านี้ ทั้งในด้านการผลิตชิ้นส่วน การจัดหาวัตถุดิบ และการให้บริการที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,961 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,047,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็นสัญญาณว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้
นอกจากการดึงดูดการลงทุนใหม่ บีโอไอยังให้ความสำคัญกับการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ผ่านมาตรการ Smart and Sustainable Industry ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรก มีผู้ขอรับการส่งเสริม 196 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 20,431 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ รวมถึงนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และทำให้ฐานอุตสาหกรรมเดิมแข่งขันได้ในระยะยาว
"ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนกว่า 1.7 ล้านล้านบาท สะท้อนทิศทางการลงทุนที่ให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เปิดโอกาสให้ไทยขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตอุปกรณ์ รวมทั้งบริการที่เกี่ยวข้อง บีโอไอเดินหน้าดึงดูดการลงทุนใหม่ควบคู่กับการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว