กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ดัชนีนวัตกรรมโลก 2569 ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ของโลก และรั้งอันดับ 3 กลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง
สะท้อนโอกาสต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)จัดอันดับ ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ประจำปี 2569 สะท้อนจุดแข็งของไทยทั้งด้านสินค้าสร้างสรรค์ เทคโนโลยีขั้นสูง และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยกรมฯ ประกาศเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้ความสำคัญ
นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ดัชนีนวัตกรรมโลก หรือ GII เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศในมิติต่างๆ โดยในปีนี้ WIPO ได้ทำการประเมินและจัดอันดับประเทศและเขตเศรษฐกิจกว่า 139 แห่งทั่วโลก ใน 79 ตัวชี้วัด และเผยแพร่รายงานGII 2026 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 44 จาก139 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นมา 1 อันดับจากปีก่อน และรั้งอันดับที่ 3 จาก 35 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income Economies) รองจากจีนและมาเลเซีย
นางสาวจิตติมา กล่าวว่า ผลการจัดอันดับ GII 2026 ได้สะท้อนจุดแข็งของประเทศไทยหลายด้าน อาทิ การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods Exports) อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก การส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Exports) อยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และความสามารถของบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (Research talent) อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าไทยมีทั้งฐานการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี ตลอดจนมีบุคลากรที่สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังมีตัวชี้วัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะจำนวนคำขอรับอนุสิทธิบัตรในประเทศ (Utility Models by Origin) ครองอันดับที่ 5 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอด ขณะที่ จำนวนการยื่นคำขอสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ไทย (Industrial Designs by Origin) อยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ดีขึ้นจากปีก่อน 4 อันดับ ที่บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญกับการออกแบบและการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ส่วน การลงทุนเพื่อซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศ (IP Payments) อยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยมีความตื่นตัวในการนำเข้า ถ่ายทอด และจ่ายค่าสิทธิเพื่อนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาต่อยอด ยกระดับ และขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากรายงาน GII ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าไทยมีพื้นฐานที่ดีทั้งด้านการสร้างนวัตกรรม การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการนำทรัพย์สินทางปัญญาและองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดผลงานนวัตกรรมให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาไปสู่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมผนึกกำลังกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ผู้เชี่ยวชาญจาก WIPO และหน่วยงานภาคี ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครอง ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ในการบูรณาการภาครัฐ เพื่อให้การส่งเสริมเติบโตสอดรับกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว