ผลการศึกษาล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เผยให้เห็นว่า ผู้บริโภคจำนวนมากต้องพึ่งพาเงินกู้และเงินออมที่ลดลงเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้ยังคงมีความหวังต่อสถานการณ์ทางการเงินในปีหน้าก็ตาม
14 สิงหาคม 2569 - ผลการศึกษาผู้บริโภคปี 2569 ที่ของ Milieu จัดทำในเดือนเมษายน 2569 พบว่าผู้บริโภคชาวไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของความระมัดระวังทางการเงิน โดย 2 ใน 3 หรือ 66% ระบุว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นจาก 56% ในปี 2568 ขณะที่ 71% คาดว่าจะระมัดระวังเรื่องเงินมากยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่ายโดยสิ้นเชิง แต่กำลังเลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบและคุ้มค่ามากขึ้น สืบเนื่องจากแรงกดดันทางการเงินยังคงชัดเจน โดยมากกว่าครึ่งหรือ 55% ระบุว่าขาดความมั่นใจต่อสถานะทางการเงินของตนเองในอีก 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 51% ยอมรับว่าตนเองใช้จ่ายมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้าการช้อปปิ้งหรือการจับจ่ายยังคงเปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดย 82% ของผู้บริโภคเลือก ใช้ช่องทางดิจิทัล ขณะที่หมวดสุขภาพและการดูแลส่วนบุคคล ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่หมวดที่ผู้บริโภคยังลังเลที่จะลดค่าใช้จ่ายลง โดยในแทบทุกการตัดสินใจซื้อ "ความคุ้มค่า" กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของความระมัดระวังทางการเงิน
การศึกษาติดตามผลครั้งใหม่ที่จัดทำขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าความระมัดระวังทางการเงินของผู้บริโภคในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร และผู้บริโภคจำนวนมากต้องแลกด้วยต้นทุนทางการเงินใดบ้าง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยผู้บริโภคไทย 3 ใน 4 หรือ 77% ระบุว่าได้พึ่งพาการกู้ยืมหรือดึงเงินออมมาใช้เพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่มีเพียง 23% ที่ระบุว่าไม่ได้พึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติมใดๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน
ในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องหาวิธีรับมือกับค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ 34% ระบุว่าได้ถอนเงินจากเงินออมฉุกเฉินมาใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ของชำ อาหาร ค่าเดินทาง และของใช้ส่วนตัว ขณะที่บางส่วนหันไปใช้บริการหรือช่องทางการเงินอื่น ประกอบด้วย 29% ใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later BNPL) 26% ใช้บัตรเครดิต 15% ยืมเงินจากครอบครัวหรือเพื่อน และ 11% ใช้แอปพลิเคชันเงินกู้ ผลการศึกษาชี้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการรับมือกับเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า แต่สะท้อนให้เห็นว่าหลายครัวเรือนกำลังพึ่งพาเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้มากขึ้นเพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน
ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจำกัดเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยเท่านั้น โดยการใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later: BNPL) พบว่าต่ำที่สุดในกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือนที่ 14% และพบว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและสูง ซึ่ง 48% เป็นกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 30,000 - 39,999 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันมาใช้ทางเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรักษารูปแบบการใช้ชีวิตของตนเองขณะรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
แรงกดดันทางการเงินกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผุ้บริโภค
แรงกดดันทางการเงินไม่ได้เปลี่ยนเพียงพฤติกรรมการใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิดขอผู้บริโภคต่อการใช้เงินด้วย โดยผลการศึกษาติดตามผลพบว่าผู้บริโภคไทยเกือบ 7 ใน 10 หรือ 69% ยอมรับว่าเคยคิดว่า "ชีวิตไม่แน่นอนอยู่แล้ว ขอใช้เงินให้มีความสุขตอนนี้ดีกว่า" ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า แม้การใช้จ่ายกับสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่อาจถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงยอมให้ตัวเองใช้จ่ายกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้รางวัลทางใจในทันที ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเงิน
ในขณะเดียวกัน เรื่องเงินก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค โดยเกือบ 6 ใน 10 หรือ 59% ระบุว่าเคยปกปิดการซื้อสินค้าหรือจำนวนเงินที่ใช้จ่ายจริงจากคู่สมรส คู่รัก หรือสมาชิกในครอบครัว ซึ่งรวมถึง 8% ที่ระบุว่าทำเช่นนี้เป็นประจำ สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสทางการเงินในครอบครัวอาจลดลงในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน
ความหวังยังคงอยู่แม้เผชิญแรงกดดันทางการเงิน
แม้จะเผชิญความท้าทายเหล่านี้ ผู้บริโภคไทยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่ออนาคตอย่างน่าสนใจ โดย ครึ่งหนึ่งหรือ 50% เชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินของตนจะดีขึ้นในปี 2570 ขณะที่มีเพียง 22% ที่คาดว่าสถานการณ์จะแย่ลง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้บริโภคจะรู้สึกถึงแรงกดดันทางการเงินในวันนี้ แต่หลายคนยังเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินของตนเองจะดีขึ้นในที่สุด
ยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ รองประธานฝ่ายการพาณิชย์ Milieu Thailand กล่าวว่า "ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ของเราชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวไทยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผลการศึกษาล่าสุดนี้เผยให้เห็นว่า ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังทำอะไรอยู่เบื้องหลังเพื่อประคองความระมัดระวังดังกล่าว หลายคนต้องดึงเงินออมมาใช้ กู้ยืม หรือเลื่อนการชำระเงินออกไปเพียงเพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันพวกเขายังคงมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ และยังมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น สำหรับแบรนด์แล้วการทำความเข้าใจทั้งสองด้านของเรื่องราวนี้เป็นสิ่งสำคัญ ผู้บริโภคยังคงใช้จ่าย แต่ทุกการซื้อจะถูกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิม"
ผลการศึกษาล่าสุดตอกย้ำแนวโน้มสำคัญที่พบตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยค่าใช้จ่ายจำเป็นเช่นการซื้อของชำ (groceries) 61% และค่าสาธารณูปโภค 58% ยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของผู้บริโภค ขณะที่หมวดท่องเที่ยว 23% และ แฟชั่น 18% เป็นค่าใช้จ่ายกลุ่มแรกๆ ที่ผู้บริโภคเลือกปรับลดเมื่องบประมาณตึงตัว 75% ของผู้บริโภคชาวไทยมองว่าราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อของ ขณะเดียวกัน 78% ระบุว่าใช้การชำระเงินแบบไร้เงินสด
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคไทยที่ระมัดระวังค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แค่ใช้จ่ายน้อยลงแต่กำลังบริหารความสมดุลระหว่างค่าครองชีพที่สูงขึ้น การพึ่งพาเงินกู้ การยืมและเงินออม เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางการเงิน การให้รางวัลตัวเองด้วยความสุขเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งคราว และความเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินที่ดีขึ้นยังรออยู่ข้างหน้า
เปิดวิธีปลดล็อกศักยภาพแชตบอตด้วย Agentic AI นวัตกรรมพลิกโฉมค้าปลีกไทย รับเทศกาลช้อปปิ้งกลางปี
รายงาน Southeast Asia Consumer Tech Trust Score เผย ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เทใจให้เทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน
ดิฟเฟอเรนเชียล เผย "กรุงเทพประกันภัย" คว้าอันดับหนึ่ง ความพึงพอใจลูกค้าด้านประกันภัยรถยนต์
ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาสาธารณะของศูนย์กฎหมายพลังงาน (ELC)
สศก. ใช้ Agri-Tech ปั้น 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชูโมเดลธุรกิจรายพื้นที่ เพิ่มมูลค่า-ส่งต่อรายได้ถึงเกษตรกร
NEO ดีไซน์ความสุขคนทำงาน ด้วยแนวคิด Workplace Well-Being เดินหน้าโรงงานสีเขียวอัจฉริยะ ปลูกฝังค่านิยมสร้างนวัตกรรมสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภค
นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ "Smart Regulation" ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่มาตรฐานความปลอดภัย
ดิฟเฟอเรนเชียล เผยผลสำรวจความพึงพอใจลูกค้ารถยนต์ด้านซ่อมสีและตัวถังในไทย "ลดต่ำลง"ชี้ "คุณภาพงานบริการ" เป็นจุดอ่อนอุตสาหกรรม