จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงแห่งชาติ (National Institute of Advanced Industrial Science and Technology: AIST) ประเทศญี่ปุ่น โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาธุรกิจด้านเทคโนโลยีควอนตัม-เอไอระดับโลก (G-QuAT) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมและการพัฒนาระบบนิเวศควอนตัมระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยมี ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.มาซาฮิโระ โฮริเบะ รองผู้อำนวยการ G-QuAT เป็นผู้ลงนามแทน ดร.มาสุ คาซึยะ ผู้อำนวยการ G-QuAT, AIST มีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระยะยาวด้านเทคโนโลยีควอนตัม โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมเพื่อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและสังคม ตลอดจนยกระดับระบบนิเวศควอนตัมระดับนานาชาติระหว่างไทยและญี่ปุ่น
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองสถาบันจะดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ได้แก่ การจัดสัมมนาและการประชุมวิชาการ การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย รวมถึงการดำเนินโครงการวิจัยร่วมในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ โดยฝ่ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะประสานงานผ่าน Siam Quantum Square (SQ?) ขณะที่ฝ่าย AIST จะดำเนินการผ่านสำนักงานใหญ่ฝ่ายวางแผนและบริหารองค์กร (Corporate Planning and Management Headquarters) ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจมีระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี
ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า "ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ G-QuAT, AIST ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะเริ่มต้นช้ากว่าหลายประเทศ แต่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกอย่างประเทศญี่ปุ่น จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบนิเวศด้านควอนตัมที่ญี่ปุ่นได้วางรากฐานไว้อย่างเข้มแข็ง โดยประสบการณ์และแนวทางการพัฒนาของญี่ปุ่นจะเป็นต้นแบบสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในอนาคต"
"ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของคณะวิทยาศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งผลักดันให้เทคโนโลยีควอนตัมเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของประเทศ โดยสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการคือการพัฒนากำลังคน ซึ่งปัจจุบันยังมีจำนวนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการของภาคการวิจัยและอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์จึงอยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรด้านควอนตัม พร้อมใช้ความร่วมมือกับ AIST เป็นกลไกสำคัญในการเร่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม" ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวเพิ่มเติม
ดร.มาซาฮิโระ โฮริเบะ รองผู้อำนวยการ G-QuAT, AIST กล่าวว่า "ความร่วมมือข้ามพรมแดนมีบทบาทสำคัญต่อการเร่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคอุตสาหกรรมและสังคม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง AIST และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและขยายโอกาสด้านนวัตกรรมให้แก่ทั้งสองประเทศ"
"ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่มีความสำคัญต่อประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และภาคอุตสาหกรรม โดยมีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากดำเนินธุรกิจและมีฐานการผลิตในประเทศไทย ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีควอนตัมกำลังจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต AIST จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันพัฒนางานวิจัย ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร และเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านควอนตัมคอมพิวติ้งและเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพด้านควอนตัมของประเทศไทยในระยะยาว" ดร.มาซาฮิโระ กล่าวเพิ่มเติม
ดร.มาซาฮิโระ กล่าวทิ้งท้ายว่า "ช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของการสร้างตลาดและระบบนิเวศของอุตสาหกรรมควอนตัมทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน AIST จึงคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านควอนตัม การพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดใหม่ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีควอนตัมให้เกิดการใช้งานจริงและสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจในอนาคต"
ภายหลังพิธีลงนาม มีการเสวนาในหัวข้อ "โอกาสความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัมและเทคโนโลยีควอนตัม"(Opportunities for Thailand-Japan Collaboration in Quantum Computing and Quantum Technologies) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสความร่วมมือด้านคอมพิวเตอร์ควอนตัม การพัฒนากำลังคน และการต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยวิทยากรได้แก่
- ดร.มาซาฮิโระ โฮริเบะ G-QuAT, AIST (ประเทศญี่ปุ่น)
- ดร.นาโอกิ มิตซึโมโตะ บริษัท DENSO Corporation
- ดร.มาซาโอะ คอนโดะ บริษัท Fujitsu Limited
- ดร.วาริท อัศวานันทน์ Optical Quantum Computer (OptQC)
- ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ Quantum Technology Foundation (Thailand) Co., Ltd. (QTFT)
- รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา Quantum Technology Research Initiative (QTRic)
- ผศ.ดร.สลิลพร กิตติวัฒนากูล Siam Quantum Square (SQ2) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดย ดร.กมลลักษณ์ สุขเสน
งานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญในระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย ได้แก่ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีควอนตัมระดับโลก
สัมมนาเจาะลึกภัยเงียบ: จากขยะชายฝั่งสู่การปนเปื้อนในสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่กระทบโต๊ะอาหารคนไทย
วว. หารือ "ปุ๋ยสั่งตัด" กับ OCP สิงคโปร์ ลดต้นทุนเกษตรกร-ฟื้นฟูดินยั่งยืน
วว. หารือ "ปุ๋ยสั่งตัด" กับ OCP สิงคโปร์ ลดต้นทุนเกษตรกร-ฟื้นฟูดินยั่งยืน
สสวท. ชวนเปิดโลกการเรียนรู้ครั้งสำคัญของการศึกษาไทย ในงาน วทร.25 กว่า 100 หัวข้ออบรม
STeP จับมือพันธมิตร มช. ลงนาม MOA จัดตั้งหน่วยประเมินความปลอดภัยอาหารนวัตกรรม IFAC
วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลุยแก้จนจังหวัดยโสธร มอบนวัตกรรมสร้างอาชีพ เล็งขยายผลทั่วประเทศ วว. ร่วมลงพื้นที่นำเสนอนิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมแก้จน โชว์ "4 โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่"
วว. ร่วมคัดสรรสุดยอด "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2569" ชู วทน. ร่วมขับเคลื่อน Soft Power ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล