"บุหรี่เถื่อน - บุหรี่ไฟฟ้า" ป่วนคุมยาสูบ ราคาถูกตีตลาด เพิ่มสิงห์อมควัน ดันนักสูบหน้าใหม่พุ่งไม่หยุด
แพทย์กรมควบคุมโรคชี้ บุหรี่ไฟฟ้าราคาถูกเข้าถึงง่าย ผู้ใช้เพิ่มขึ้นเกือบล้านคน ซ้ำร้ายไทยเจอพิษบุหรี่เถื่อนทะลักตลาดยิ่งทำให้การควบคุมยาสูบซับซ้อนขึ้น รายได้ภาษีจากยาสูบหดเหลือเพียง 5 หมื่นล้านบาท และยังต้องแบกรับภาระความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์รวมจากการบริโภคยาสูบ สูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี สะท้อนต้นทุนทางสังคมจากพิษบุหรี่นอกระบบ พร้อมเตือนว่าบุหรี่เถื่อนไร้มาตรฐานเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง เสนอ 3 แนวทางบูรณาการ "สร้างความตระหนักรู้ - ปราบปราม - ปรับกฎหมาย"
นายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) และรักษาการผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ เมื่อผู้ใช้หน้าใหม่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ
สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2564 พบผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 7 หมื่นคน (78,742 คน) ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1 ล้านคน (995,447 คน) ในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ ประกอบกับราคาที่ลดลง โดยพบว่าราคาต่ำสุดเพียง 90 กว่าบาทต่อแท่ง ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงกลุ่มเยาวชนได้ง่ายขึ้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของการควบคุมยาสูบในวันนี้ เพราะเมื่อสินค้ามีราคาต่ำ และเข้าถึงง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ การป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นนักสูบหน้าใหม่จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและทำได้ยากยิ่งขึ้น
ขณะที่ "บุหรี่เถื่อน" ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ เพราะไม่ว่าบุหรี่ธรรมดาหรือบุหรี่ไฟฟ้าต่างก็เป็นสินค้านอกระบบที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย และไร้มาตรฐาน ทำให้การควบคุมการบริโภคยาสูบซับซ้อนขึ้น การปราบปรามจึงไม่ควรมุ่งไปที่สินค้าใดสินค้าหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่ต้องบูรณาการทั้งสองด้านควบคู่กัน ซึ่งประเทศไทยมีกลไกควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และอธิบดีกรมควบคุมโรคทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ พร้อมด้วยผู้แทนจากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายในการป้องกันและควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมถึงมาตรการด้านภาษี และการปราบปรามบุหรี่เถื่อน ซึ่งได้ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของแผนชาติด้านการควบคุมยาสูบ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐในการจัดการปัญหาอย่างจริงจังและเป็นระบบ
"บุหรี่เถื่อนมีพิษภัยร้ายแรงกว่าบุหรี่ทั่วไป เพราะไม่รู้แหล่งที่มาและอาจปนเปื้อนสารอันตราย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วบุหรี่มีความเป็นพิษอยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นของเถื่อนก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามีการผสมสารใดเพิ่มเติมหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องให้ความรู้กับเยาวชนและประชาชนว่า บุหรี่ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือเถื่อนต่างก็มีพิษภัย และควรเลิกทั้งสองประเภท"
อีกประเด็นคือ บุหรี่เถื่อนจะทำให้การควบคุมยาสูบมีความลำบากมากขึ้น เพราะเมื่อเราขึ้นภาษีเพื่อให้ลดดีมานด์ (Demand) หรือความต้องการซื้อ ด้วยการเพิ่มราคาบุหรี่ บุหรี่เถื่อนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ฉะนั้น การจัดการต้องทำควบคู่กัน คือ ต้องปราบปรามบุหรี่เถื่อน พร้อมกับควบคุมบุหรี่ที่ถูกกฎหมายไปด้วย และหากสามารถจัดการปัญหาบุหรี่เถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีบุหรี่มีแนวโน้มลดลง โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่รายงานภาระทางเศรษฐศาสตร์จากโรคที่เกิดจากการบริโภคยาสูบในประเทศไทย พ.ศ. 2567[1] มีตัวเลขมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์รวมจากการบริโภคยาสูบ สูงถึง 352,589 ล้านบาทต่อปี สูงกว่ารายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า โดยค่าใช้จ่ายทางตรงจากภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายนอกการแพทย์ อยู่ที่ประมาณ 59,019 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่ได้รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การสูญเสียเวลา ค่าเสียโอกาสจากการขาดงาน รายได้ครัวเรือน และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อยู่ที่ประมาณ 293,569 ล้านบาทต่อปี