Krungthai CIO ชี้ตลาดหุ้นโลกฟื้น รับแรงหนุน Tech-AI แนะกลยุทธ์ Barbell รอจังหวะราคาย่อตัว ทยอยสะสมหุ้นคุณภาพ
Krungthai CIO มองตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น จากแรงหนุนกลุ่มเทคโนโลยีและ AI สะท้อนนักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงในบางกลุ่ม หรือ Selective Risk-on แม้ยังมีแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งเหนือ 5% แนะระยะสั้นรอจังหวะตลาดอ่อนตัว โดยทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานกำไรแข็งแกร่ง พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell ระหว่าง Quality Growth และ Healthcare เพื่อกระจายความเสี่ยง
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 28 กันยายน - 2 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น โดย ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.2% Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.0% และ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.3% จากสัปดาห์ก่อน สอดคล้องกับตลาดยุโรปและญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นเช่นกัน แรงหนุนหลักมาจากหุ้นกลุ่ม Technology และ AI ที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจน สะท้อนนักลงทุนยังเลือกลงทุนกลุ่มที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตชัดเจน มากกว่าการเปิดรับความเสี่ยงในวงกว้าง
ด้านตลาดตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 16.4 bps อยู่ที่ 5.16% จากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่บอนด์ยีลด์ไทย อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 4.7 bps สู่ระดับ 2.35% ตามทิศทางตลาดโลก ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่เหนือ 104.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความคาดหวังต่อการเจรจาในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำลดลง 2.1% มาอยู่ที่ประมาณ 4,284 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับสูงขึ้นและดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า
Krungthai CIO ยังคงให้น้ำหนักหุ้น มากกว่าระดับ Neutral ในระยะกลาง โดยเน้นกลยุทธ์ Barbell ระหว่างกลุ่ม Quality Growth ที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กับกลุ่ม Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวน พร้อมแนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม High Beta เช่น Technology และ Semiconductor เมื่อราคาอ่อนตัว และคงมุมมองเชิงบวกในระยะกลางต่อธีม Power Bottleneck-Grid และหุ้นเวียดนาม ขณะที่กลุ่ม Energy ยังเหมาะสำหรับใช้ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะสั้น
สำหรับตราสารหนี้ แนะนำเน้นช่วงอายุสั้นถึงปานกลาง พร้อมใช้จังหวะราคารีบาวด์ทยอยล็อกกำไรในหุ้นญี่ปุ่นและ Thai REITs เพื่อสลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงมากกว่า ขณะที่ทองคำยังเหมาะสำหรับกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านการคลัง แม้ระยะสั้นยังถูกกดดันจาก Real Yield และดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจับตาแนวรับที่ 4,200-4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นจุดทบทวนมุมมองการลงทุนระยะกลาง หากราคาปรับตัวต่ำกว่าระดับดังกล่าว
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายละเอียดข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน วันที่ 28 ก.ย. ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง JOLTS Job Openings วันที่ 29 ก.ย. 69 ดัชนีเงินเฟ้อ PCE วันที่ 30 ก.ย. 69 และ Nonfarm Payrolls วันที่ 2 ต.ค. 69 เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ รวมถึงความคืบหน้าการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลก