กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญ ลุยยกระดับระบบคุ้มครอง IP ไทย หนุนความเชื่อมั่นการค้า-การลงทุน - newswit
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเวทีสื่อสารและรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมกว่า 80 ราย เข้าร่วมประชุม ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองด้านการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การเปิดเวทีสื่อสารในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งมั่นยกระดับระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของสิทธิ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย กรมฯ จึงใช้เวทีดังกล่าวเป็นกลไกขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก เพื่อให้เจ้าของสิทธิและผู้มีส่วนได้เสียจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้มีส่วนร่วมสะท้อนความเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับหน่วยงานภาครัฐไทยโดยตรง
ในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนภาคเอกชนต่างประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอแนะด้านการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในหลายมิติ ทั้งในด้านการเร่งรัดและลดระยะเวลาจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้สิทธิผ่านกระบวนการต่างๆ ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ร่วมรับฟังปัญหาและชี้แจงความคืบหน้าของการดำเนินงานและมาตรการต่างๆ ให้ภาคเอกชนต่างชาติได้รับทราบอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอความคืบหน้าด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในย่านการค้า แหล่งกักเก็บสินค้า และจุดผ่านแดน โดยในช่วงเดือนมกราคม - สิงหาคม 2569 สามารถจับกุมและดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 672 คดี ยึดของกลาง 2,039,432 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 875.9 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังได้ยกระดับการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านความร่วมมือ MOU กับเจ้าของสิทธิและแพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ นำมาตรการ Notice & Takedown มาใช้เพื่อนำสินค้าละเมิดฯ ออกจากแพลตฟอร์มอย่างทันท่วงที ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า1,700 รายการ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิดฯ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้หารือแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบจดทะเบียนให้มีมาตรฐานและสะดวกรวดเร็ว การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันสมัย การส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตลอดจนผลักดันแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน อันเป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เอื้อต่อการคุ้มครองและสร้างสรรค์นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ผู้แทนภาคเอกชน 5 กลุ่มประเทศ ได้แสดงความชื่นชมบทบาทการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะนำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบการคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนแก้ไขอุปสรรคที่ภาคธุรกิจและเจ้าของสิทธิเผชิญได้อย่างตรงจุด
ธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมฯ ขอขอบคุณผู้แทนภาคเอกชนจากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สำหรับการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ โดยกรมฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต