(ต่อ2) Collateral Damage คนเหล็กทวงแค้น วินาศกรรมทมิฬ ทุกโรงทั่วไทยฉายพร้อม อเมริกา 8 ก.พ. 45 (ฉบับเต็ม) - newswit

กรุงเทพฯ--8 ก.พ.--วอเนอร์ บรอส การถ่ายทำภาพยนตร์ในสถานที่จริง ( On Location ) ในภาพยนตร์เรื่อง "Collateral Damage" กอร์ดี้ บรูเออร์ ( Gordy Brewer ) ตามไล่ล่า เดอะ วูล์ฟ ( The Wolf ) ถลำลึกเข้าไปในป่าของประเทศโคลัมเบีย ( Colombia ) แต่การไปถ่ายทำในสถานที่จริงคงเป็นไปได้ลำบาก คณะผู้สร้างภาพยนตร์จึงเลือกใช้เมืองเวอราครูซ ( Veracruz ) ประเทศเม็กซิโก ( Mexico ) เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก นอกจากจะได้ภูมิประเทศหลากหลายอาทิ ชายฝั่งมหาสมุทรของเม็กซิโก ( Mexico's Gulf Coast ) แล้วย่านเดียวกันนั้นก็ยังมี ป่ารกทึบ, น้ำตกสูงตระหง่าน, ที่ราบชายฝั่งกว้างสุดลูกหูลูกตา, ชายหาดทรายขาวละเอียด, และ ภูเขาไปสูงกว่า 18,000 ฟุต ทั้งยังได้เมืองเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเวอราครูซ อย่าง ซาลาป้า ( Xalapa ) และตำบลหมู่บ้านย่อย ๆ รายล้อมให้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากถิ่นฐานแปลกตาที่ กอร์ดี้ หลงเข้าไปพัวพันด้วยแค่สถานที่ถ่ายทำเองก็ช่วยเพิ่มความน่าเกรงขามให้กับเรื่องราวทั้งหมด ชวาร์เซเนกเกอร์ กล่าว "แค่อยู่ในป่าก็อันตรายทั้งจากต้นไม้ใบหญ้า แล้วยังมีสิงสาราสัตว์สารพัด ไม่ว่าจะเป็น งู, สัตว์ป่า, แมลงมีพิษ, แม่น้ำลำห้วย, แล้วยังเพิ่มความกลัวหลงทางหลงป่าเข้าไปอีก มันง่ายมากเลยที่ กอร์ดี้ จะกลัว เพราะเขาอยู่ต่างถิ่นต่างที่ แล้วจะมีภัยจากศัตรูรอบด้าน ช่างเป็นสถานที่ถ่ายทำที่เพิ่มความเข้มข้นให้กับหนังได้อย่างยอดเยี่ยม" ภาพยนตร์เรื่อง "Collateral Damage" เปิดกล้องกันเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2000 ในเมืองเวอราครูซ ( Veracruz ) ด้วยฉากท่าเรือเดินทะเลริมอ่าวเม็กซิโก ( Gulf of Mexico ) หลังจากนั้นกองถ่ายก็ย้ายจากเมืองเวอราครูซ ( Veracruz ) ไปยังเมืองริมแม่น้ำอัลวาราโด้ ( Alvarado ) และหมู่บ้านชาวประมงเมืองแอนทิกัว ( Antigua ) แล้วจึงย้ายไปยังเมืองเชิงเขา เมืองซาลาป้า ( Xalapa ) ซึ่งลึกเข้าไปในไร่ปลูกกาแฟที่อยู่ระหว่างเทือกเขาสูงกับมหาสมุทร และกลายเป็นที่ลงหลักปักฐานการถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนที่เหลือทั้งเรื่องในประเทศเม็กซิโก ( Mexico ) คณะผู้สร้างภาพยนตร์ยังต้องสร้างแค้มป์กองโจร, ตัดถนนผ่านเข้ากลางป่าลึก, และโยกย้ายพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่ล่วงหน้าก่อนการถ่ายทำภาพยนตร์จะเริ่มต้น ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขา และที่ราบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทั้งยังต้องสร้างกระโจมที่พัก, ครัวนอกตัวอาคาร, คอกเลี้ยงสัตว์, และบริเวณฝึกซ้อมยุทธวิธีการรบให้กับสมาชิกกองโจรด้วย น้ำตกสูง และฉากระเบิด ( Waterfalls and Explosions ) ภาพยนตร์เรื่อง "Collateral Damage" ยังนำเสนอฉากใหญ่และงานถ่ายทำที่ซับซ้อน นับตั้งแต่ฉากดับเพลิงเปิดเรื่อง เรื่อยไปจนกระทั่งจบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานควบคุมเพลิง และจัดการกับน้ำที่คุณจะต้องตื่นตะลึงอย่างคาดไม่ถึง โธมัส แอล. ฟิชเชอร์ ( Thomas L. Fisher ) ผู้ประสานงานสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็ค และวิลเลี่ยม เมซ่า ( William Mesa ) ผู้ดูแลงานวิช่วลเอ็ฟเฟ็ค ที่เคยได้รับรางวัลออสการ์ ( Academy Award ) มาแล้ว กลับมาร่วมงานกับ เดวิส อีกครั้งใน "Collateral Damage" หลังจากเคยร่วมงานกันมาแล้วใน "Under Siege" เมื่อปี 1992 ฟิชเชอร์ เคยร่วมงานกับอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ( Arnold Schwarzenegger ) ใน "True Lies," "Terminator 2: Judgment Day" และ "Total Recall" ส่วน เมซ่า ก็เคยร่วมงานกับ เดวิส ใน "The Fugitive" มาแล้ว ชวาร์เซเนกเกอร์ พร้อมสำหรับทุกฉากอยู่แล้ว "ถึงจะยากแต่ก็เป็นงานที่ท้าทายครับ" เขาคุยถึงฉากที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งของร่างกาย "ผมฝึกซ้อมอยู่ทุกวัน ทั้งกล้ามเนื้อ และยกน้ำหนัก, ฝึกฉากบู๊, วิ่ง, ปีนเขา - ไม่ต้องห่วงเลยครับ พรอ้มเสมอ เหมือนกลับไปเป็นเด็ก ๆ เล่นซนอีกครั้งเลยครับ" นอกจากจะยังชีพเอาตัวรอดด้วยอาวุธที่หาได้จากป่าแล้ว กอร์ดี้ ยังต้องอาศัยไหวพริบ และความรู้ความชำนาญจากการเป็น นักผจญเพลิง มาช่วยในหลายสถานการณ์ด้วย ในระหว่างการหนีหัวซุกหัวซุนก็ทำให้ กอร์ดี้ ต้องกระโดดลงมาท่ามกลางกระแสน้ำตกไหลเชี่ยวหลายร้อยฟุตเบื้องล่างฮอว์ค โค้ช ( Hawk Koch ) ผู้บริหารงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์เป็นผู้ดูแลงานสร้างตลอดทั้งเรื่องสาธยายถคึงการเตรียมความพร้อมฉากสำคัญนี้ว่า "เราเตรียมกันมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน แล้วก็ถ่ายทำกันกลางเดือนมกราคม" เขายิ้มเป็นนัย "มีกล้องคอยจับภาพถึง 15 ตัว นักแสดงสมทบนับร้อยชีวิต และนักแสดงแทนถึง 30 คน ยังมีฉากรถระเบิดอีกด้วย ฉากนี้ต้องถ่ายกันรวดเดียวจบ และเราไม่มีโอกาสถ่ายซ้ำเสียด้วย" การเตรียมความพร้อมให้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ เป็น นักผจญเพลิง( Turning Arnold Schwarzenegger into a Firefighter ) หลังจากถ่ายทำในประเทศเม็กซิโก ( Mexico ) กันมานานกว่าสองเดือน ทั้งนักแสดง และคณะผู้สร้างภาพยนตร์ก็มุ่งหน้ากลับสู่ลอส แองเจลิส ( Los Angeles ) เพื่อถ่ายทำฉากสำคัญอย่าง ฉากเพลิงไหม้ตอนต้นเรื่อง ( ที่เป็นฉากเปิดตัว กอร์ดี้ ให้เราได้รู้จัก ), ฉากระเบิดหน้าสถานกงศุลแห่งประเทศโคลัมเบีย ( Colombian Consulate ), และฉากเสี่ยงตายอีกหลายฉาก ภาพยนตร์เรื่อง "Collateral Damage" เปิดเรื่องด้วยฉากเพลิงไหม้อาคาร และพื้นที่ทรุดตัวลงอย่างสมจริงด้วยคำปรึกษาจาก ผู้บัญชาการ สตีเฟ่น รูด้า ( Captain Stephen Ruda ) แห่ง Los Angeles Fire Department ด้วย เขายังสอน ชวาร์เซเนกเกอร์ และนักแสดงร่วมฉากให้เข้าใจถึงพื้นฐานงานผจญเพลิง, วิธีการจัดการกับชุดเครื่องแบบ, และเทคนิคการเข้าผจญเพลิงโดยใช้กำลังอย่างถูกต้อง ชวาร์เซเนกเกอร์ ยิ่งประทับใจจิตวิญญาณ และความแข็งแกร่งของกลุ่มบุคคลที่อุทิศตนเพื่อปกป้องและช่วยเหลือผู้อื่นมากยิ่งขึ้น "แค่ชุดเครื่องแบบก็หนักกว่า 100 ปอนด์ ทั้งเข็มขัดอุปกรณ์, ถังอ็อกซิเจน, หน้ากากหายใจ, และอุปกรณ์จิปาถะสารพัด" เขาเล่า "ดูพวกเขาทำงานนี่เหมือนง่ายนะ แต่มันเหลือเชื่อเลยที่พวกเขากระฉับกระเฉงขนาดนั้น ขนาดผมเข้าผจญเพลิงในฉากที่มีความปลอดภัยเต็มขั้น เพราะเราควบคุมมันได้ มันทำให้คิดถึงพวกนักผจญเพลิงตัวจริงที่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริงที่ไม่อาจควบคุมได้ พวกเขาจะต้องเก่ง และแกร่งขนาดไหน น่ายกย่องยิ่งนักครับ" ผู้บัญชาการ รูด้า ก็ชื่นชมการอุทิศตัวเพื่อความสมจริงของนักแสดงนำว่า "อาร์โนลด์ เปิดใจกว้างรับฟัง และเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อให้บทบาทของเขาออกมาสมจริงที่สุด" เขากล่าว "ผมคิดว่า เหล่านักผจญเพลิงทั้งหลายน่าจะภาคภูมิใจที่เห็น ผู้บัญชาการ กอร์ดี้ บรูเออร์ ( Captain Gordy Brewer ) ในหนังเรื่องนี้" ประวัติดารานำแสดงอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ รับบทเป็น กอร์ดี้ บรูเออร์( ARNOLD SCHWARZENEGGER : Gordy Brewer ) อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ เป็นนักแสดงครบวงจรบันเทิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่ง นับตั้งแต่การแสดง, งานกำกับ, และงานอำนวยการสร้าง เรื่อยไปจนถึง การจัดแข่งขันกีฬา, บริหารงานธุรกิจ, และงานบริการสังคม ก่อนที่จะเริ่มยึดการแสดงเป็นอาชีพ ชายชาวออสเตรีย ( Austrian ) โดยกำเนิดคนนี้เคยเป็นนักเพาะกายเจ้าของรางวัลระดับโลกถึง 13 ตำแหน่ง ในปี 1970 ชวาร์เซเนกเกอร์ ได้บทเล็ก ๆ ใน "Hercules in New York" หลังจากนั้นก็ได้บทเด่นใน "Stay Hungry" ของ บ็อบ ราเฟลสัน ( Bob Rafelson ) และได้รับรางวัล Golden Globe Award สาขา Best Newcomer ด้วย ต่อมาในปี 1977 ภาพยนตร์สารคดีการแข่งขันเพาะกายเรื่อง "Pumping Iron" เป็นผลงานแจ้งเกิด และส่งให้ ชวาร์เซเนกเกอร์ เริ่มรับงานแสดงเต็มเวลาเป็นอาชีพ ในปี 1982 ภาพยนตร์เรื่อง "Conan the Barbarian" และตอนต่อที่ชื่อ "Conan the Destroyer" ซึ่งนำแสดงโดย ชวาร์เซเนกเกอร์ ก็ทำรายได้มหาศาล และสร้างฐานผู้ชมกระจายไปทั่วโลก หลังจากนั้นเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก "The Terminator" ผลงานลุ้นระทึกข้ามอนาคต และชื่อของเขากลายสัญลักษณ์ของ คนเหล็กนักบู๊ ( action hero ) และนำแสดงใน "Commando," "Raw Deal," "Predator," "The Running Man," "Red Heat" และ "Total Recall"การเผยให้ผู้ชมได้เห็นความสามารถเชิงตลกเฮฮาของ ชวาร์เซเนกเกอร์ เริ่มจากภาพยนตร์ยอดนิยมของ อีแวน รีทแมน ( Ivan Reitman ) เรื่อง "Twins" ที่ร่วมแสดงกับ แดนนี่ เดอ วิโต้ ( Danny deVito ) แล้วกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน "Junior" ซึ่งส่งให้ ชวาร์เซเนกเกอร์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัล Golden Globe อีกครั้ง คราวนี้ในสาขา Best Actor in a Comedy หลังจากนั้นเขาก็กลับมาแสดงภาพยนตร์แนวถนัดอีกครั้งใน "Terminator 2: Judgement Day" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ชวาร์เซเนกเกอร์ ยังอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมทั้ง "Kindergarten Cop," "Last Action Hero," "True Lies," "Eraser," "Batman & Robin," "End of Days" และ "The 6th Day" ส่วนงานหลังกล้องเต็มตัวก็มี งานกำกับตอน "The Switch" หนึ่งในภาพยนตร์ชุดทาง HBO เรื่อง "Tales from the Crypt" และผลงานคลาสสิคประจำเทศกาลวันหยุดที่นำกลับมาสร้างใหม่ทาง TNT เรื่อง "Christmas in Connecticut" ชวาร์เซเนกเกอร์ ยังเตรียมนำแสดง "Terminator 3" และ "True Lies 2" ในปี 2002 ด้วย ความภูมิใจสูงสุดของ ชวาร์เซเนกเกอร์ คือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรกีฬาเพื่อเยาวชน รวมทั้ง Special Olympics และ Inner-City Games Foundation ด้วย การแข่งขัน The Inner-City Games ที่เขาเป็นประธาน National Chairman เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้, และออกกำลังกาย ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ การแข่งขันกีฬา, ศิลปะและคอมพิวเตอร์, การสอนกันเป็นกลุ่ม, การฝึกวินัย, การตั้งเป้าหมาย, การทำงานหนัก, ชัยชนะและความพ่ายแพ้, รวมถึงการเคารพผู้อื่น และเชื่อมั่นในตัวเอง ชวาร์เซเนกเกอร์ ยังได้รับการยกย่องจากชุมชนมาหลายปีแล้ว อาทิ National Leadership Award ของ Simon Weisenthal Center ที่เขาให้การสนับสนุนกรณีศึกษา Holocaust studies, รางวัล ShoWest Humanitarian of the Year Award จาก National Association of Theater Owners เมื่อปี 1997, รางวัล American Cinematheque Award จาก Moving Picture Ball เมื่อปี 1998, รางวัล International World Sports Awards Lifetime Achievement Award, รางวัล Taurus Honorary Award จาก World Stunt Awards organization, และ Father Flanagan Service to Youth Award จาก Boys and Girls Town ในฐานะที่เขาเป็นผู้ให้การสนับสนุน Inner-City Games และ Special Olympics มาโดยตลอด ในปี 1993 ทาง ShoWest ก็สร้างรางวัลใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติให้กับ ชวาร์เซเนกเกอร์ ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพ และบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์กับสังคม คือรางวัล International Star of the Decade นั่นเอง ประวัติผู้กำกับการแสดงแอนดรู เดวิส : ผู้กำกับภาพยนตร์( ANDREW DAVIS : Director ) แอนดรู เดวิส สร้างชื่อเสียงโด่งดังจาก "The Fugitive" ผลงานแอ็คชั่นลุ้นระทึกที่นำแสดงโดย แฮร์ริสัน ฟอร์ด ( Harrison Ford ), และทอมมี่ ลี โจนส์ ( Tommy Lee Jones ) ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลออสการ์ ( Academy Award ) ถึงเจ็ดสาขา รวมทั้งสาขา Best Picture ด้วย และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe และรางวัล Directors Guild Award ให้กับ เดวิส ด้วย เดวิส เป็นชาวเมืองชิคาโก ( Chicago ) โดยกำเนิด และเคยเป็นอดีตนักเรียนสื่อสารมวลชน ก่อนจะเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยตากล้องให้กับ ฮาสเคล เว็กซ์เลอร์ ( Haskell Wexler ) ผู้กว้างขวางในผลงานคลาสสิคเมื่อปี 1969 เรื่อง "Medium Cool" หลังจากนั้นเขาก็กำกับภาพโฆษณาทางโทรทัศน์ และภาพยนตร์สารคดีหลายชิ้น และยังร่วมงานสร้างภาพยนตร์สตูดิโอใหญ่ และค่ายอิสระอีกหลายเรื่อง ต่อมาในปี 1976 เดวิส ท้าทายมาตรการเคร่งครัดของ IATSE เพื่อเปิดโอกาสให้ช่างฝีมือหน้าใหม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ด้วย เดวิส กำกับภาพยนตร์ค่ายอิสระเรื่อง "Stony Island" เมื่อปี 1979 หนังเพลงกึ่งอัตชีวประวัติที่เขาร่วมเขียนบท และอำนวยการสร้าง โดยได้ฝีมือนักดนตรีแจ๊ซชั้นครูอย่าง เดวิด แซนบอร์น ( David Sanborn ) มาเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ให้ และยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ เดนนิส ฟร้านซ์ ( Dennis Franz ) ด้วย ต่อมาในปี 1981 เขาก็กำกับภาพยนตร์ลุ้นระทึกเรื่อง "The Final Terror" ของผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ โจย์ ร้อธ ( Joe Roth ) และนำแสดงโดยนักแสดงหน้าใหม่ ดาริล ฮันน่าห์ ( Daryl Hannah ), โจย์ แพนโทเลียโน่ ( Joe Pantoliano ), ราเชล วอร์ด ( Rachel Ward ), และ เอเดรียน ซีเม็ด ( Adrian Zmed ) หลังจากนั้น เดวิส ก็ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เพลงแร็พของ แฮร์รี่ เบลาฟอนเต้ ( Harry Belafonte ) เรื่อง "Beat Street" ก่อนจะหันไปกำกับภาพยนตร์เต็มตัวอีกครั้งใน "Code of Silence" ที่นำแสดงโดย ชัค นอริส ( Chuck Norris ), และภาพยนตร์เปิดตัว สตีเว่น ซีกัล ( Steven Seagal ) เรื่อง "Above the Law" ที่ เดวิส เป็นผู้อำนวยการสร้าง และเขียนบทภาพยนตร์ด้วย, "The Package" ที่นำแสดงโดย ยีน แฮ็คแมน ( Gene Hackman ), และ ทอมมี่ ลี โจนส์ ( Tommy Lee Jones ), และภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของปี 1992 เรื่อง "Under Siege" ที่เป็นการกลับมากำกับภาพยนตร์ร่วมกับนักแสดงคู่ใจอย่าง โจนส์ และ ซีกัล อีกครั้งหลังจากนั้น เดวิส ก็กำกับ แอนดี้ การ์เซีย ( Andy Garcia ) และ อลัน อาร์กิ้น ( Alan Arkin ) ใน "Steal Big, Steal Little", กำกับ และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "Chain Reaction" นำแสดงโดย คีอานู รีฟ ( Keanu Reeves ), มอร์แกน ฟรีแมน ( Morgan Freeman ), และ ราเชล วีซ ( Rachel Weisz ), และกำกับภาพยนตร์เรื่อง "A Perfect Murder" ที่นำแสดงโดย ไมเคิ้ล ดักลาส ( Michael Douglas ), และ กวินเน็ธ พัลโทรว์ ( Gwyneth Paltrow ) ล่าสุด บริษัทสร้างภาพยนตร์ Chicago Pacific Entertainment ของ เดวิส ที่ตั้งอยู่ในเมืองซานตาบาร์บาร่า ( Santa Barbara ) เพิ่งอำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่สร้างอ้างอิงจากบทประพันธ์ขายดีเรื่อง Holes ของ หลุยส์ ซาช่าร์ ( Louis Sachar ) และกำกับโดย เดวิส เองด้วย--จบ-- -สส-

ข่าว ภาคภูมิใจ ล่าสุด