(ต่อ1) Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood Production Notes (สามสาว ยา-ย่า) - newswit
กรุงเทพฯ--24 พ.ค.--วอนร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส สามสาว ยา-ย่า การคัดผู้ที่จะมาแสดงเป็นกลุ่มยา-ย่านั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับทีมผู้สร้าง "เราต้องใช้นักแสดงถึงสามชุดเพื่อรับบทเดียวกันในช่วงอายุที่แตกต่าง" บรุ๊คไฮเมอร์กล่าว "เรามีวีวี่ตอนเด็ก, วีวี่ตอนสาว และวีวี่ผู้ใหญ่ และสำคัญมากที่ทั้งสามต้องมีความคล้ายคลึงกันเพื่อรักษาความต่อเนื่องของตัวละคร" ทีมงานทำการคัดเลือกเด็กหญิงมากมาย ซึ่งในจำนวนเหล่านั้นมีหลายคนที่ดูเหมาะสมกับบทมาก แต่นั่นยังไม่เพียงพอ ผู้ที่ถูกเลือกจะต้องดูแล้วน่าเชื่อถือว่าเป็นวัยเด็กของยา-ย่ารุ่นใหญ่ ซึ่งแสดงโดยเอลเลน เบอร์สติน, ฟิออนนูลา ฟลานาเกน, เชอร์ลี่ ไนท์ และ แม็กกี้ สมิธคูรี่ ย้ำว่าทั้ง 12 ยา-ย่า ต้องใช้เวลาร่วมกันก่อนการถ่ายทำ "นอกเหนือจากความคล้ายคลึงทางกายภาพ" ผู้กำกับกล่าว " พวกเขาต้องแสดงถึงความคล้ายคลึงของบุคคลิก ซึ่งสามารถสื่อออกมาได้กิริยาท่าทาง ตั้งแต่วัยเด็กจนโตและเป็นผู้ใหญ่ และสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นในกลุ่มก่อนการเดินกล้อง""เป็นครั้งแรกที่ฉันได้แสดงบทเดียวกับนักแสดงอีกสองคน" เอลเลน เบอร์สติน ผู้รับบทวีวี่ในปัจจุบันกล่าว "เราสามคนจะพบกันที่บ้านของฉันในแคลิฟอร์เนียก่อนการแสดง เราคุยกันถึงอากัปกิริยาและจังหวะ ซึ่งเราทุกคนพยายามร่วมกันที่จะทำให้กลมกลืน และฉันจะบันทึกไว้ในเทปวิดีโอ เมื่อได้ดูการแสดงของแอชลีย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรากำลังแสดงบทเดียวกัน" เคทลิน วอช ผู้รับบทวีวี่เด็ก รับผิดชอบหน้าที่ของเธออย่างตั้งใจ ด้วยการศึกษาผู้ร่วมแสดงรุ่นใหญ่ทั้งคู่อย่างจริงจัง เธอจำได้ว่า เธอมักจินตนาการว่าตนเอง "เป็นเอลเลน หรือ แอชลีย์" และถามตนเองว่า "พวกเขาจะพูดยังไง? พวกเขาจะแสดงออกแบบไหน?" แอชลีย์ จัดด์ นั้นรู้ดีว่าการแสดงออกของเธอในความเป็นวีวี่ตอนสาว จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงสิ่งที่ยา-ย่ารุ่นใหญ่บอกกล่าวกับซิดด้าถึงอดีตของแม่เธอ และเธอยังมีความรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่มีต่อเอลเลน เบอร์สตีนอีกด้วย "เอลเลนและฉันปรึกษากันเรื่องตัวแสดง" จัดด์กล่าว "เมื่อความคิดเห็นของเราตรงกัน และได้พบความเป็นไปได้ที่การแสดงของเราจะสะท้อนความเป็นหนึ่งออกมาเป็นภาพ เธอใช้จินตนาการอย่างมากสำหรับบทบาทนี้ ฉันได้เรียนรู้จากเธอ เธอเป็นคนที่น่ารักมาก""เป็นการทำงานที่น่าสนใจที่สุด" บุ๊คไฮเมอร์ในฐานะผู้คัดเลือกตัวแสดงหลากวัยกล่าว ในการเสาะหาผู้เหมาะสมจะเป็นยา-ย่าปัจจุบัน ทีมงานไม่ได้จำกัดตัวเองแค่ชาวใต้โดยกำเนิด บรุ๊คไฮเมอร์ขยายความ "เราไม่อยากตั้งเงื่อนไขอีกข้อบนความยุ่งยากในการคัดเลือกตัวแสดง ทั้งแซนดร้าและแอชลี่ย์มีเชื้อสายชาวใต้อยู่แล้ว แต่เราไม่ได้เลือกพวกเขาด้วยเหตุนั้น เนื้อเรื่องต่างหากที่อยู่นอกเหนือกฎใดๆ" ผู้แสดงจึงประกอบด้วย เอลเลน เบอร์สตีน ชาวมิชิแกน, เชอร์ลี่ย์ ไนท์ ชาวแคนซัส, ฟิออนนูลา ฟลานาแกน จากดับลิน และแม็กกี้ สมิธ จากเอ็สเซ็กซ์ อังกฤษ และโดยปราศจากความไม่ลงตัวระหว่างพวกเธอ ซึ่งเป็นยา-ย่าที่เข้ากับสถานการณ์ เมื่อถูกถามถึงคำจำกัดความของยา-ย่า ฟิออนนูล่า ฟลานาแกน ตอบได้ทันทีว่า "คุณกำลังคุยอยู่กับคนหนึ่งนี่ไง! ฉันเข้าใจว่าในหลุยเซียน่า ยา-ย่า แปลว่า พูด ก็ได้ ฉันคิดว่านั่นคือการสนทนาตลอดชีวิตของเราที่มีต่อผองเพื่อน" หรือมากไปกว่านั้นดังที่เชอร์ลี่ย์ ไนท์บอก "มันหมายถึงผู้หญิงที่พูดมากไปหน่อย เหมือนในคำว่า yakkety-yak, yakkety-yak, ya-ya, ya-ya, ya-ya!" แซนดร้า บุลล็อคกล่าวถึงกลุ่มนักแสดงไฟแรงว่า "ยา-ย่าทุกคนมีความแตกต่างจากคนอื่นๆ แต่ปรองดองกันได้เป็นอย่างดี จนคิดว่าไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จโดยลำพังได้ นักแสดงเหล่านี้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์ การแสดงในแต่ละฉากกลมกลืนราวกับบทเพลงที่ไพเราะ ตัวฉันเองเล่นไปตามบทซิดด้า แล้วคอยเฝ้ามองผลกระทบแบบโดมิโนที่ตามมา วีวี่ "โอ, น่าทึ่งจริงๆ ดูซิว่าพวกแมวทรยศลอบแทงข้างหลังคาบอะไรมา ดูซิว่าใคร - ผองเพื่อนรักเก่าแก่ของฉัน กับผลผลิตอันเน่าเฟะจากมดลูกของฉันน่ะเอง " เอลเลน เบอร์สตีน ถูกดึงดูดด้วยบทบาทของวีวี่ ก็เพราะจากการคาดเดาของเธอ "เธอรอดพ้นมาได้จากเรื่องเลวร้าย เจ็บปวด และทุกข์ยากซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ และได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้นด้วยสิ่งเหล่านั้น" รวมทั้งสิ่งที่เอลเลนพอใจที่ผู้หญิงทั้งในหนังสือและสคริปท์ถูกนำเสนอในแบบ "ซับซ้อน ฉลาด และตลก นั่นคือสิ่งที่เป็นผู้หญิงทั้งหมดจริงๆ ไม่ใช่พวกธรรมดาพื้นๆ บ่อยครั้งที่ในนวนิยายและหนัง พวกผู้หญิงมักไม่ได้รับการยอมรับในความเป็นบุคคล ที่มีหลายแง่มุม เรื่องนี้แสดงถึงความเป็นผู้หญิงที่ฉันรู้จักในชีวิตประจำวัน แคลลี่ได้ถ่ายทอดหนังสือมาเป็นบทภาพยนต์โดยไม่ได้ตัดทอนส่วนลึกออกไป"เบอร์สตีนเห็นวีวี่เป็น "คนที่มีชีวิตชีวา สับสน เห็นแก่ตัว ตลก ลึกซึ้งและน่ารัก เธอมีความฝันวัยเด็กที่ไม่เคยได้สัมผัส และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับลูกสาวของเธอ" คูรี่เห็นด้วยทุกประการกับเบอร์สตีนในมุมมองที่มีต่อวีวี่ เธอกว่าวว่า "เธอใช้วิจารณญานของตนเองแต่ก็เปิดกว้างกับความคิดอื่น และไม่เคยเลยสักครั้งที่ฉันจะลังเล เมื่อต้องปรึกษาหารือกับเธอ การแสดงของเธอทำให้รู้สึกเสมือนว่าเธอไม่มีข้อจำกัด"รางวัลโบนัสที่เบอร์สตีนได้รับ คือการได้ร่วมงานอีกครั้งกับ เจมส์ การ์เนอร์ ผู้รับบทสามีของวีวี่ - เชพ "เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกดีมากที่ได้เล่นคู่กับเจมส์" เธอกล่าว "41 ปีที่แล้ว เราได้ร่วมงานกันใน John Loves Mary ตอนนั้นเรายังเป็นหนุ่มสาว และการที่ได้มีโอกาสมาพบกันอีกครั้งในฐานะนักแสดงที่เคยมีประวัติร่วมกัน มองหน้าเขาในตอนนี้ รู้สึกเหมือนว่าฉันสามารถเห็นช่วงชีวิตชีวิตเขาที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็คงเห็นเช่นเดียวกันในตัวฉัน" วีวี่ ตอนสาว "อย่ามาตัดสินฉันด้วยคำพูดแบบนั้นนะ" แอชลี่ย์ จัดด์ ได้อ่านหนังสือ Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood ตั้งแต่การตีพิมพ์ครั้งแรก และนึกภาพออกในทันทีว่า เธอจะต้องสนุกกับการได้แสดงเป็น วีวี่ เธอขยายความว่า "ฉันจินตนาการตนเองเป็นวีวี่ ฉันเห็นบทบาทได้อย่างชัดเจน"ครั้นเมื่อได้รับการเสนอบท แอชลีย์ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียวที่จะยอมรับ "เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับฉัน" เธอกล่าว "ที่จะแสดงเป็นตัวละครซึ่งมีพัฒนาการที่เป็นไปตามความจริง" "เธอเป็นนักต่อสู้เพื่อความอยู่รอด" จัดด์ กล่าวต่อไป " วีวี่เป็นพลังธรรมชาติ -- เต็มไปด้วยชีวิต พลัง และความมุ่งมั่น ด้วยเหตุการณ์ร้ายนานาที่เธอเผชิญในวัยเด็กสาว ทำให้ความอ่อนหวานแห้งเหือดไปจากเธอ เธอรอดมาได้เพราะกลุ่มเพื่อนของเธอ - ยา-ย่า"เพื่อทำความเข้าใจต่อแง่มุมต่างๆ ในบุคคลิกของวีวี่ จัดด์จดบันทึกในไดอารี่ระหว่างการถ่ายทำ และอ้างอิงกับหนังสือโดยแบ่งเป็นส่วนๆ ถึงคำพูดของวีวี่ และสิ่งที่คนอื่นพูดถึงเธอ คูรี่เชื่อว่า จัดด์ถ่ายทอดตัวละครได้อย่างครบถ้วน "วีวี่เป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรง" คูรี่กล่าว "และสามารถเป็นได้ทั้งทางลบและทางบวก ในช่วงที่เธอกำลังมีความสุข แอชลีย์แสดงอย่างเจิดจรัส และคุณจะรู้สึกว่าเธอสนุกจริงๆ และในช่วงหดหู่ แอชลีย์ก็ทำได้ดีอย่างไม่ต้องสงสัยถึงความเศร้าสลดที่วีวี่รู้สึก เป็นการแสดงออกที่ยอดเยี่ยม" ซิดด้า ลี "ฉันยังได้ยินเสียงน้ำแข็งกระทบแก้วของเธอ….เสียงแห่งความทรงจำแสนสุขวัยเด็กของฉัน โอย ฉันอยากได้ซาแนกซ์" "บทบาทของฉันคือจุดเริ่มต้นของเรื่อง" แซนดร้า บุลล็อคกล่าวถึง ซิดด้า ลี วอล์กเกอร์ "ซิดด้า เป็นตัวเชื่อมสถานการณ์ระหว่างอดีตและปัจจุบัน เธอเป็นลูกสาวของวีวี่ ยา-ย่าที่ร้ายที่สุด" เพราะความเข้าใจผิดของเธอกับเหตุการณ์กินใจในครอบครัว ซึ่งเธอโทษว่าเป็นความผิดของแม่ ซิดด้ากำลังจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ด้วยการปฏิเสธคำขอแต่งงานของคอนเนอร์ แมคกิล เพื่อนชายที่อยู่กินด้วยกันมานาน "เธอกลัวที่จะแต่งงานเพราะเธออาจทำกับลูกของตนเองอย่างที่แม่ของเธอเคยทำกับเธอ" บุลล็อคกล่าว "นั่นเป็นเวลาที่กลุ่มยา-ย่า เข้ามามีบทบาท ด้วยการสู้กระทิงมือเปล่า กล่าวคือ มอมซิดด้าและบังคับให้เธอฟัง และยังบอกเธอถึงสมุดบันทึกลับของแม่ Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood เพื่อใช้อธิบายความประพฤติประหลาดของวีวี่"คูรี่ต้องใช้ความพยายามเป็นอันมากในการชักจูงให้บุลล็อครับบทซิดด้า แม้กระทั่งติดต่อเธอในขณะที่กำลังพักผ่อนอยู่ในเยอรมนี บุลล็อคจำได้ว่า "เธออธิบายอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เธอเห็นในตัวซิดด้า" บุลล็อคในฐานะแฟนของหนังสือ จึงยอมรับบทในที่สุด เพราะความเข้าถึงเรื่องราวของคูรี่ บุลล็อคกล่าวว่า "แถมเธอยังมีนักแสดงที่เก่งๆ ร่วมงานอีกมาก ฉันไม่อยากพลาดโอกาส ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการรวมตัวครั้งใหญ่" คูรี่กล่าวถึงการร่วมงานกับบุลล็อคว่า "เธอเป็นคนที่ร่าเริงมาก มีความคิดใหม่ๆ เสมอ เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และในขณะเดียวกันเป็นคนง่ายๆ และเปิดเผย ถ้าจะพูดกันตามตรง ฉันไม่ควรบอกให้ใครรู้ถึงความยอดเยี่ยมของเธอมากเกินไป เพราะไม่อยากให้เธอไปทำงานกับใครอีกแล้วนอกจากฉัน!" ทีนซี่ "ฉันชงกาแฟให้นะ - ของแท้ รสดั้งเดิมแบบหลุยเซียน่า ไม่ใช่สไตล์ฟู่ฟ่าแบบนิวยอร์ค" ฟิออนนูลา ฟลานาเกนได้อ่านสคริปท์เรื่อง Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood ก่อนอ่านหนังสือ และได้รับความประทับใจจากทั้งคู่ในอารมณ์ขันของเรื่อง "มันทำให้ฉันหัวเราะออกมา" เธอกล่าว "เป็นสิ่งที่ดีมากในเรื่องของเพื่อน ซึ่งทำให้เราเป็นเด็กอยู่ได้ตลอดชีวิต พวกยา-ย่าจริงใจต่อกัน ทะเลาะกัน งอนกัน แตกคอกัน แล้วก็รวมหัวกัน แต่มิตรภาพนั้นยั่งยืน" คูรี่บอกว่า "ฟิออนนูลา มีบทบาทที่ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่พร้อมที่จะต่อสู้เมื่อจำเป็น" "ทีนซี่เป็นคนเดียวที่เข้าใจวีวี่ในแบบที่ยา-ย่าคนอื่นไม่เข้าใจ" ฟลานาแกนกล่าว "เพราะว่าวีวี่ได้หมั้นกับแจ็ค พี่ชายของเธอ ซึ่งเสียชีวิตในสงคราม ทั้งสองมีความรู้สึกสูญเสียร่วมกันตลอดมา"ทีนซี่ยังเป็นหนึ่งในสี่สาวยา-ย่าที่สะดุดตาที่สุดในด้านความร่ำรวย "ฉันต้องขับโรลซ์-รอยซคอร์นิชคันหรูสีเหลืองอร่าม" ฟลานาแกนเล่า "ซึ่งฉันชอบมากและแอบหวังในใจ ว่าทางกองถ่ายจะยกเป็นของขวัญแถมผูกโบว์ให้ในตอนจบ" ฟลานาแกนทุ่มเททุกอย่างให้กับการเป็น ยา-ย่า ระหว่างการถ่ายทำ เธอมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าถึงสิ่งที่กำหนด และขอบเขตที่เกินกว่าเพียงแค่หนังสือหรือภาพยนต์ หรือแม้แต่วัฒนธรรมหรือประเทศ "ฉันได้พบผู้หญิงคนหนึ่งบนเรือเฟอร์รี่ และฉันคุยให้เธอฟังถึงการที่แม็กกี้ เชอร์ลี่ย์และฉันกินข้าวเที่ยงกันและต้องการไปช้อปปิ้งต่อ แต่เรามีเวลาเหลือเพียงแค่ 10 นาที เธอบอกฉันว่า 'โอ ที่รัก เราก็ให้เขาเตรียมอาหารไประหว่างที่เราไปช้อปปิ้งซีจ้ะ' ฉันคิดว่า 'นี่ละ ยา-ย่าขนานแท้' " เนซี่ "เราเสร็จแน่แล้ว" จากที่เคยรับแต่บทซีเรียสในอดีตมาโดยตลอด ไนท์พบว่า "น่าขันเป็นที่ยิ่งที่ได้รับเลือก ให้แสดงบทขบขันเบาสมอง ฉันเป็นนักแสดงดราม่า แต่กลับสนุกกับงานนี้ เนซี่เป็นคนดี เงียบๆ และเธอเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างหวาดหวั่นกว่าบรรดาเพื่อนผู้แก่นแก้วของเธอ และจะเป็นคนที่คอยพูดว่า 'ฉันว่าเราไม่ควรทำแบบนี้นะ พวกเธอ' แต่แล้วเธอก็เข้าร่วมขบวนด้วยทุกครั้ง" ไนท์อยู่ในก๊วนยา-ย่ากับเพื่อนสาวสมัยเรียนมัธยมอีกสามคน "เราเรียกตัวเองว่า กลุ่มพวกชั้นยอด และฉันเข้าใจดีถึงลักษณะของหนัง เรายังคงรวมตัวกันตั้งแต่จบมัธยม และพูดคุยและพบปะกันอยู่" เทียบกับงานแสดงละครที่เธอเคยผ่านมา ไนท์ล้อว่าแสดงหนังเป็นเหมือนการ "ได้พักผ่อน เรามีวันหยุดและไม่ต้องทำงานหนักเท่า ในอีกแง่หนึ่งมันท้าทายกว่าตรงที่ไม่มีเวลาซ้อมบทมากนัก และต้องแสดงความเป็นตัวละครออกมาในทันที"คูรี่กล่าวถึงไนท์ ว่า "เธอเหลือเชื่อมาก ถ้าไม่คอยจับตาเอาไว้ให้ดี เธอจะกินขาดทุกฉาก โดยไม่ต้องพูดอะไรแม้แต่คำเดียว"เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเป็นยา-ย่านั้นไม่ได้จำกัดแค่เพียงกลุ่มหรือเชื้อชาติเดียว ไนท์ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบจากแฟนของแม็กกี้ สมิธ และฟิออนนูลา ฟลานาแกน ตอนที่ไปเยี่ยมผู้คนแถบวิลมิงตันระหว่างการถ่ายทำ "พวกเธอเป็นชาวใต้ และมีสำเนียงที่ใช่เลย แถมยังได้อ่านหนังสือแล้ว พวกเธอบอกอย่างไม่ลังเลเลยว่าเราเหมาะสมกับบทที่สุด" คาโร "รู้มั้ยพวกแยงกี้ชอบหาว่าเราเป็นนักสู้กับจระเข้หัวดื้อ" แม็กกี้ สมิธ ชื่นชอบหนังสือ "เป็นอันมาก" และเธอตื่นเต้นที่จะได้เล่นบทคาโร แต่ปัญหาของเธอคือการพูดให้เป็นสำเนียงคนใต้ "ไม่ง่ายเลยที่จะพูดสำเนียงใต้" เธอยอมรับ "ฉันเห็นนักแสดงหลายคนที่ทำได้ไม่ดี และไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นกับฉัน เรามีโค้ชสอนออกเสียงที่ยอดเยี่ยมอย่างลิลีน แมนเซล ซึ่งมาดูแลเราตลอดเวลา และเธอมีส่วนช่วยเราได้อย่างดีมาก" เมื่อผสมภาษาจนได้ที่แล้ว สมิธก็เริ่มขั้นตอนการเป็นบทที่เธอเรียกว่า "บ้าบอที่สุดของกลุ่มยา-ย่า -- คาโร สมิธอธิบายว่า "คาโรต้องลากถังออกซิเจนติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง เพราะเคยเป็นสิงห์พ่นควันตัวจริง และกำลังได้รับผลกรรมเพื่อเอาชีวิตรอดจากการขาดออกซิเจน ซึ่งทำให้เธอมีอารมณ์แปรปรวนมาก พูดตามตรง สิ่งที่ทำให้ฉันยอมรับบทคาโรก็คือ ฉันชอบเธอมาก เธอเป็นคนตรง และคือคนที่บอกกับวีวี่ถึงสิ่งถูกผิด และการที่เธอต้องแก้ไขปัญหา" คาโรคือผู้ที่ต้องแสดงฉากตลกที่สุดในหนัง ด้วยความฉลาดอย่างร้ายกาจ และการไอของเธอ "แม็กกี้ สมิธ เป็นพวกสติแตก" เชอร์ลี่ย์ ไนท์ กล่าว คูรี่เห็นด้วย "เธอตลกและปราดเปรื่อง ฉันมั่นใจว่าทุกคนที่ได้ร่วมงานกับเธอ ไม่สามารถหาคำบรรยายได้ เธอเป็นสิ่งมหัศจรรย์"ในฐานะแม่ของลูกชายสองคน เธอเห็นว่าข้อขัดแย้งระหว่างแม่กับลูกสาวนั้น มาจากมุมมองของลูกฝ่ายเดียว เธอกล่าวว่า "กับลูกชาย มันเป็นอะไรที่แตกต่าง แต่ฉันรู้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวเป็นเรื่องซับซ้อน บางปัญหาก็แก้ไขไม่ได้"สมิธเคยผ่านเฉพาะงานเวที แต่ได้รับความมั่นใจจากวิธีกำกับของคูรี่ เธอกล่าวว่า "ในโรงละคร ฉันคุ้นกับการทำงานตามลำดับขั้นตอน แต่ในการแสดงกลับไปกลับมาในหนัง ทำให้ความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง แคลลี่เป็นผู้ชี้แนวทางที่ดีให้กับฉันในการสร้างสมาธิ และผูกแต่ละฉากเข้าด้วยกัน เชพ, ผู้อดทนราวนักบุญ "ผมพยายามตามคุณให้ทัน และไม่ขวางทางคุณ แต่ผมรู้ดีตั้งแต่แรกเห็น ว่าไม่มีใครอีกแล้วที่จะเหมือนคุณ เมื่อผมกล่าวคำว่าทั้งยามสุขและทุกข์นั้น ผมรู้ว่านั่นเป็นการเสี่ยงทาย" เจมส์ การ์เนอร์ รับบท เชพ วอล์กเกอร์ สามีผู้ทนทุกข์ทรมาณของวีวี่ บิดาของซิดด้า เชพเป็นคนเคร่งขรึม เมื่อเทียบกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาที่แสนจะอึกทึก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความสำคัญ หรือมีอิทธิพลต่อชีวิตลูกสาวของเขาน้อยไปกว่าแม่ของเธอ บางทีซิดด้าอาจจะได้ความหนักแน่นมาจากเขา และการที่เธอเสาะหาที่สงบเพื่อครุ่นคิดตามลำพัง แน่นอนว่าถ้าไม่มีความอดทนและความรักจากเขา ทั้งวีวี่และซิดด้าคงมีชีวิตที่ยุ่งยากมากกว่าที่เธอทั้งคู่จะคาดฝัน เมื่อถูกถามว่าทำไมเชพถึงทนอยู่กับวีวี่ เจมส์ การ์เนอร์ตอบง่ายๆ ว่า "เขารักเธอมากที่สุด" เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ "เจมส์ การ์เนอร์ แสดงเป็นเชพได้ดีมาก" คูรี่กล่าว "เป็นผู้ชายที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความรัก" เธอหมายถึงทั้งตัวละครและผู้แสดง "ความเข้มแข็งของเชพ และความสามารถในการยอมรับทุกอย่างที่เป็นอยู่ เขารักผู้หญิงคนนี้มากจนเลือกที่จะอยู่ ในขณะทีคนอื่นอาจยกธงขาวไปแล้ว เขายอมรับสิ่งที่วีวี่เป็น และทั้งดีและร้าย ยึดเหนี่ยวความเป็นครอบครัวไว้แม้ในเวลาลำบากที่สุด" เชพรู้ตั้งแต่เริ่มต้นว่าเขาไม่ใช่ตัวเลือกแรกของวีวี่ "เธอรักอยู่กับคนอื่น ซึ่งไปรบและไม่กลับมา" การ์เนอร์อธิบาย "และเธอจึงหันมามองตัวเลือกถัดไป นั่นคือเชพ" บางทีความจริงที่ว่าเขาไม่มีภาพลวงตานั้นได้ช่วยให้เขารอดมาได้จากช่วงเลวร้าย ซึ่งการ์เนอร์คิดว่า "หากปราศจากความอดทนของเขาเสียแล้ว พวกคงเขาไม่มีทางมาถึงวันนี้" เมื่อพูดถึงบทบาทที่เงียบๆ ของเขา การ์เนอร์กล่าวอย่างชาญฉลาดว่า "บางทีการไม่พูด ดีกว่าการใช้สำนวนใดๆ เชพหลีกเลี่ยงและจับตามอง และเขารักภรรยาและลูกของเขามาก แต่รักษาระยะห่างเอาไว้ แต่แน่นอนว่าเมื่อใดก็ตามที่ซิดด้าต้องการเขา เช่นในตอนที่วีวี่เย็นชากับเธอ เขาจะอยู่ที่นั่น" เกี่ยวกับกลุ่ม ยา-ย่า "เขายอมรับพวกเธอเหมือนที่ยอมรับวีวี่" การ์เนอร์ กล่าวอย่างเห็นด้วย "พวกเธอเป็นส่วนหนึ่งของวีวี่" คอนเนอร์ แมกกิล, คู่หมั้นของซิดด้า - ชายที่สะดุดใจกับสิ่งที่เขากำลังจะเผชิญ "พ่อของเธอทนอยู่ได้ยังไงมาตั้ง 40 ปี?" นักแสดงชาวสก็อตที่มีความสามารถรอบตัว แองกัส แมคฟาเดียน เป็นที่รู้จักดีในนาม โรเบิร์ต เดอะ บรูซ ในเรื่อง Braveheart ของเมล กิ๊บสัน คิดว่าบทบาทของคอนเนอร์ และเชพ "คล้ายคลึงกันอย่างมาก" ในความอดทน และจงรักภักดีอย่างไม่รู้จบต่อผู้หญิงที่พวกเขารักจริง แม้ว่าบางทีจะไม่เข้าใจพวกเธอก็ตาม คูรี่ เห็นด้วยว่าคอนเนอร์เป็น "เชพคนที่เด็กกว่า" อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของทั้งคู่ก็คือ ในขณะที่เชพเลือกที่จะเดินทางที่ขัดแย้งน้อยกว่า ด้วยการไม่ปริปากตลอดระยะเวลาหลายปี ส่วนคอนเนอร์นั้นยอมเขาเข้าชนและพูดสิ่งที่เขาคิด และนั่นทำให้เขาเสี่ยงต่อการโดนขย้ำ ทั้งจากซิดด้า และกลุ่มยา-ย่า แต่นั่นทำให้เขามีโอกาสได้แสดงความเห็น และบางครั้งพวกเธอก็ฟังเขาเสียด้วย ด้วยอารมณ์ขัน ความมุ่งมั่น และเหนืออื่นใด ความซื่อตรง คอนเนอร์อยู่ในระหว่างกลางกับซิดด้าและแม่ของเธอ จนถึงขั้นที่เขาชักชวนซิดด้าให้เดินทางไปหลุยเซียน่า แทนที่จะนั่งคอยให้เธอตัดสินใจความสัมพันธ์ของพวกเขาด้วยตนเอง เขาไม่ยอมให้ความคิดเห็นของเขาถูกหักล้าง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่ย่า-ย่าก็เถอะ ในการบรรยายถึงการพบกันครั้งแรกระหว่างคอนเนอร์และวีวี่ แมคฟาเดียนเล่าว่า "เป็นการประจันหน้ากันเลย เพราะเขาไม่ต้องการทนกับความไม่มีเหตุผลของเธอ และเขาตั้งใจแสดงให้เห็นอย่างนั้น และเขาต้องประหลาดใจที่เธอยอมรับความคิดนั้น เธอเข้าใจว่าเขาเตรียมที่จะยอมรับเธออย่างที่เธอเป็น และจะพูดออกมาอย่างที่คิด ซึ่งบังเอิญไปพ้องกับกฎที่เธอกับเพื่อนๆ ตั้งไว้ ทั้งคู่พบว่าเป็นเรื่องน่าขันที่สุด แคลลี่และผมปรึกษากันและตกลงกันว่าคอนเนอร์จะเป็นต้องคนที่มีอารมณ์ขันอย่างมาก" กระนั้นก็ดี นับเป็นความพยายามอย่างที่สุดของชายหนุ่ม แมคฟาเดียนยอมรับว่า "ยังไงคอนเนอร์ก็ยังเป็นคนนอกอยู่ดี เมื่อได้พบกับโลกวุ่นวายที่เต็มไปด้วยความโกรธ อารมณ์ ฟุ้งซ่าน ราวกับเขามาจากโลกอื่น" ครอบคลุมระยะเวลาช่วง 60 ปี "เรื่องราวในหนังกินเวลาที่ต่างกันถึงสามยุค ตั้งแต่ปลายทศวรรษของ 1930 และต้น 1940, ช่วง 1960 และ 1990 ทีมงานต้องกลับไปยังโลเคชั่นเดิมถึงสามสี่ครั้ง และทำการปรับเปลี่ยน ทั้งเสื้อผ้า และเพิ่มอายุให้แต่ละฉาก" ผู้อำนวยการบริหาร แมรี่ แมคลาก์เลน กล่าว ความท้าทายส่วนใหญ่ในการคำนวณนี้ตกอยู่กับผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ เดวิด เจ. บอมบา และผู้กำกับภาพ จอห์น เบลี่ย์ รวมทั้งผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แกรี่ โจนส์ บอมบาได้อ่านหนังสือเรื่อง Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood มาประมาณปีครึ่ง ก่อนหน้าที่เขาจะได้รับงานนี้ เขากล่าว่า "ตั้งแต่ที่ได้อ่าน ผมก็เริ่มจิตนาการ" แต่แทนที่จะอ่านซ้ำอีกรอบ เขาออกแบบฉากจากความทรงจำของเขา และจากสคริปต์ รวมทั้งจากคำแนะนำของคูรี่ และกลับไปเช็คหนังสือเฉพาะเพียงรายละเอียดจำเพาะของพีแคน โกรฟ บ้านของวีวี่ หรือกระท่อมสปริงครีก บอมบาพบว่านี่เป็นโปรเจ็คที่ท้าทายแเละให้ความบันเทิงกับเขา โดยยึดถืองานของเดกัส เพื่อให้ได้อารมณ์ที่ถูกต้อง "เดกัสอยู่ที่นิวออร์ลีนส์ ในช่วงปลาย 1800 เป็นระยะเวลาสั้นๆ" เจขาอธิบาย "และผมอ้างอิงถึงการใช้สีในภาพวาดของเขาในช่วงนั้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การใช้สีโทนเย็นและลงสีหนัก รูปที่ชื่อ The Rehearsal เป็นสีทองพาดด้วยหย่อมแดง ผมมจึงเริ่มจากภาพตรงนั้น และไม่ลืมความเป็นจริงของหลุยเซียน่าและเฉดสี ผมเลือกสีซึ่งบ่งบอกถึงปลายยุค 30 ต้น 40 และ 60 ในตอนที่อโวคาโด ทอง และแสด เป็นที่นิยม และใช้ความหลากหลายของฝีแปรงเดกัสในแต่ละช่วง" ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แกรี่ โจนส์ ซึ่งใช้จินตนาการฉากต่างๆ และโดยเฉพาะเสื้อผ้า จากการอ่านหนังสือ เขาสามารถกลมกลืนเสื้อทุกชุดเข้ากับสีของฉากที่ได้รับการออกแบบ โจนส์กล่าวว่า "เสื้อผ้านั้น ถ้าไม่กลมกลืนก็ตัดกันกับสีรอบข้างไปเลย ขึ้นอยู่กับว่ามันควรเป็นแบบไหน ในกรณีนี่เราใช้สีที่ผู้กำกับ และผู้ออกแบบฉากกำหนดไว้ โดยใช้หนังสือเป็นตัวอ้างอิง ยกตัวอย่างเช่น วีวี่โปรดปรานดอกทานตะวัน สำหรับงานเสื้อผ้า ไม่ได้จำกัดเพียงทานตะวัน แต่ใช้สีทองและเหลืองให้มากหน่อยสำหรับเธอ และเดวิดก็ใช้โทนนี้อยู่แล้วในฉากของเขา" ฉากหลักนั้นอยู่ที่สวนพีแคน โกรฟ บ้านของวีวี่ ซึ่งตามความเห็นของบอมบา เป็นโลเคชั่นที่หายากเป็นที่สุด "เขาเล่าว่า "ผมท้อมากที่ไม่สามารถหาพีแคน โกรฟได้โดยเร็ว หรือบ้านที่มีหน้าตาแบบที่ควรเป็น เรามองหาที่ซึ่งมีรูปแบบตามจริง เพราะบ้านนั้นเป็นที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดและเก่าแก่ไปตามเนื้อเรื่องอย่างที่ตัวแสดงเป็น" หลังจากที่เลือกเฟ้นจนหมดแถบวิลมิงตัน ผู้จัดการด้านโลเคชั่น ไมค์ ฮิววิต เริ่มออกค้นหานอก "เขต" เขาค้นพบทองคำที่ไฟสัน นอร์ธ คาโรไลน่า ที่ซึ่งเขาได้พบ บักเนอร์ ฮิล เฮาส์ ซึ่งมีอายุ 150 ปี ก่อนสงคราม ซึ่งได้รับการลงทะเบียนไว้ในฐานะบ้านแห่งประวัติศาสตร์ แม้ว่าจะอยู่ไกลจากวิลมิงตันประมาณหนึ่งชั่วโมงทางรถ ทุกคนก็เห็นด้วยกับความโอ่อ่าของอาคาร นอกจากจะมีรูปแบบที่ถูกต้องแล้ว การที่มันตั้งอยู่บนยอดเนินซึ่งไม่มีสิ่งรอบด้าน อันจะทำให้การถ่ายทำเป็นไปด้วยดีโดยปราศจากการรบกวน "ภายในบ้านประกอบด้วยโถงใหญ่และห้องนอนสี่ห้องชั้นล่าง และอีกสี่ห้องชั้นบน" บอมบาเล่า "แต่ละห้องมีทางเข้าออกสองทาง ดังนั้นการกำหนดตัวแสดง การบังมุมกล้อง และการถ่ายทำจึงไม่ถูกบังคับจนเกินไป เรามีทางเลือกให้กล้องมากขึ้น และสำหรับผม ในฐานะผู้ออกแบบให้มีความเป็นไปได้ที่ไม่จำกัด ผู้กำกับภาพของเรา จอห์น เบลี่ย์ เป็นผู้ได้ใช้ประโยชน์จากตัวบ้านมากทีเดียว ""ห้องหลังคาสูงทำให้สามารถถ่ายลงจากมุมบนได้" เบลี่ย์พูดถึงบักเนอร์ ฮิล เฮาส์ "มีหน้าต่างและประตูมากมายทั้งบ้านซึ่งช่วยได้มากเรื่องแสงและมุมกล้อง และการจัดตำแหน่งเดิม ที่ทำโดยง่ายกับนักแสดงและทีมงาน โดยรวมมีความได้เปรียบเหมือนการแสดงในฉากที่ทำขึ้น แต่ยังคงความเป็นโลเคชั่นจริงไว้" เคบินสปริง ครีก ที่ซึ่งกลุ่มยา-ย่าพาซิดด้าไปนั้นถูกสร้างในสองแห่ง ภายนอกคือตัวบ้านที่พบริมฝั่งทะเลสาบที่สวนโอตัน และภายในบ้านสร้างขึ้นในสตูดิโอสกรีนเจมส์ เว้นแต่หนึ่งห้องซึ่งเบลี่ย์สามารถถ่ายทำได้ในเคบินจริง บอมบาเจาะจงมากเกี่ยวกับรูปลักษณ์และความรู้สึกของเคบิน "ผมไม่อยากได้แบบเก๋ หรือน่าเอ็นดู" เขากล่าวเกี่ยวกับห้อง " "ต้องเป็นอะไรที่รู้สึกคล้ายในท้องแม่อันอบอุ่น เพราะนั่นคือที่ที่ยา-ย่าพาซิดด้าไปเพื่อรักษาและกลายเป็นคนใหม่ ด้วยการร่วมแรงกันกับจิม ฟาร์เรล และจอห์น เจนเซ็น และช่างสีของเรา เราใส่ความเด่นและรายละเอียด ซึ่งให้ความรู้สึกกลมกลืน และสิ่งที่เราควรได้เห็นจากผู้หญิงหลายรุ่นที่ใช้มัน" เพื่อแสดงถึงช่วงเวลาที่แตกต่างในทั้งสองโลเคชั่น ทีมงานจะกะเทาะสีออกอย่างระมัดระวัง จากขาเก้าอี้ และเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น ห้องครัวในพีแกนโกรฟดูเหมือนได้รับการตกแต่งใหม่ โดยสิ้นเชิงในช่วงปี 1960 เพราะการปรับปรุงครัวเป็นสิ่งที่ครอบครัวควรจะทำ อาณาบริเวณภายนอกเป็นส่วนสำคัญที่จะปรากฎต่อสายตาเช่นกัน ต้นไม้เล็กถูกแทนที่ด้วยรุ่นที่ใหญ่กว่า พุ่มไม้โตขึ้น บอมบายกความดีให้กับผู้กำกับแคลลี่ คูรี่ในเรื่องแรงบันดาลใจ "เธอไม่ได้บงการไปทุกอย่าง แต่ชี้แนะส่วนที่สำคัญและปล่อยให้เป็นหน้าที่ผม ถ้าผมขอความคิดเห็นจากเธอ เธอจะเป็นเหมือนวิตามิน ให้พลังผมหลังจากได้รับมัน" เมื่อย้อนไปถึงความพยายามในการสร้างฉากเพื่อให้ทันกับเวลาการถ่ายทำ คูรี่ยกตัวอย่าง เกี่ยวกับรายละเอียดที่ผุดขึ้นมาในใจ "บางครั้งเราต้องหยุดและถามตัวเองว่า 'ตอนนั้นโทรศัพท์มือถือเล็กขนาดนี้หรือเปล่านะในช่วงต้นทศวรรษ 90?'" เบลี่ย์สามารถถ่ายทำช่วงเวลาซึ่งแตกต่างกันหลายช่วงโดยรักษาการแสดงต่อเนื่องได้ เพราะรายละเอียดที่ได้รับการดูแลนาทีต่อนาทีเหล่านี้ "แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่แตกต่างกัน" เบลี่ย์อธิบาย "เรามองเห็นมันจากมุมของซิดด้า เวลาที่เปลี่ยนไปมาในหัวของเธอ ซึ่งกลับไปมาอย่างเป็นธรรมชาติเป็นสิ่งที่มาด้วยกันและต่อเนื่อง เธอเดินผ่านประตูแล้วทันใดนั้นความทรงจำในปี 1960 ก็หวนกลับมา ผมไม่ต้องการใช้อะไรกับกล้องที่จะทำให้รบกวนการลื่นไหลโดยการเปลี่ยนแสง หรือตัดภาพอย่างฉับพลัน สิ่งที่เปลี่ยนมาจากฝ่ายฉากและนักแสดง เสื้อผ้า ทรงผม และอื่นๆ ในฐานะผู้ถ่ายทำ สิ่งที่ดีที่ควรทำคือไม่เข้าไปวุ่นวายหรือพยายามสร้างรูปแบบอื่น" เบลี่ย์ยกเครดิตนี้ให้กับการร่วมกันของบรรยากาศการถ่ายทำ และการที่เขาได้ร่วมรับรู้ขั้นตอนแต่เนิ่นๆ "การให้ช่างกล้องได้ร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่แรกเริ่ม จะทำให้การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น" เขากล่าว "การออกแบบฉาก เสื้อผ้า แต่งหน้า และทรงผม - สิ่งเหล่านั้นมีผลในด้านภาพที่จะถูกบันทึกไว้ ถ้ารู้เร็วเราจะได้จัดการกับเรื่องแสงและเทคนิคการถ่ายที่ถูกต้อง มิฉนั้นถ้ามาสายเกินไป ก็จะต้องเสียเวลามากเพื่อหาวิธีทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป" ทำนองเดียวกัน โจนส์พบว่าการร่วมมือกันในเรื่องฉากเป็นสิ่งที่ช่วยเขาได้มาก เมื่อเขาเลือกสรรเครื่องแต่งกายมากมายเพื่อตัวแสดงในช่วงอายุต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "งานจำนวนมหาศาลที่ให้ความสนุกสนาน" เขาและทีมงานใช้เวลาหลายอาทิตย์เปิดหาหนังสือ แม็กกาซีน และแคตตาล็อค และสะสมตัวอย่างผ้าจากร้านต่างๆ ทั้งจากฝั่งตะวันออกและตะวันตก จากหลากหลายที่มา จนกระทั่งได้มากเพียงพอที่จะนำเสนอทั้งสามยุค โดยให้คูรี่เลือกสไตล์ให้กับผู้แสดงแต่ละคนในแต่ละยุค "แคลลี่แวะมา" โจนส์กล่าวถึงช่วงแรกของการทำงาน "และทั้งห้องเต็มไปด้วยเสื้อผ้า และเครื่องประดับซึ่งเราเอามากองไว้เพื่อคัดเลือก เราต้องการเสื้อผ้าจริงๆ ไม่ใช่เครื่องแต่งตัว เราไม่สามารถแค่พูดว่า "นี่เป็นของจากยุคนั้น คุณต้องใส่มัน" มันต้องเป็นสิ่งที่เหมาะกับตัวละคร เช่นเดียวกับนักแสดง" โจนส์ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับคูรี่ และเขาออกแบบหมวกที่โดดเด่นให้กับยา-ย่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนๆ รุ้ว่านี่คือยา-ย่า หมวกนั้นไม่ได้เพียงแต่ดูเหมือนว่าเป็นฝีมือเด็ก แต่ยังคงความเป็นเด็กไว้ได้แม้เมื่อถูกสวมโดยผู้ใหญ่คนเดิมที่เติบโตขึ้นในอีก 50 ปีให้หลัง ชีวิตเลียนแบบการแสดง บางทีมันอาจเป็นมนต์ขลังแห่งโปรเจ็คและโลเคชั่น หรือบางทีอาจเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอันไม่อาจปฏิเสธได้ของเหล่าสตรีมากความสามารถที่มาอยู่ร่วมกัน ซึ่งกลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เอลเลน เบอร์สตีน, ฟิออนนูลา ฟลานาแกน, เชอร์ลี่ย์ ไนท์ และแม็กกี้ สมิธ ซึ่งรับบทยา-ย่า ได้กลายเป็นยา-ย่าขนานแท้ไปจริงๆ ผู้อำนวยการบริหาร ลิซ่า สจ๊วต กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในการถ่ายทำ "พวกเธอไปที่เอาท์เตอร์ แบงค์ เพื่อท่องเที่ยวสุดสัปดาห์" เธอเล่า "ฟิออนนูล่าเป็นคนขับรถ เหมือนที่ทีนซี ซึ่งเธอรับบทจะต้องเป็นคนขับ พวกเธอพักห้องเดียวกัน และโทร.มาหาฉันตอนเช้าวันอาทิตย์ว่าสนุกมากจริงๆ และจะต้องกลับมาทำงานด้วยหรือ?" สมิธ ยังจำสุดสัปดาห์นั้นได้ดีเช่นกัน "เราสนุกกันมากๆ เราซิ่งไปทั่วเอาท์เตอร์ แบงค์ และนั่นทำให้ตื่นเต้นมาก แบบเดียวกับในหนังตอนที่เราตลกบ้าบอไปเรื่อย มันยอดมากเลย" สจ๊วตกล่าวว่า "เป็นกลุ่มผู้หญิงที่น่าประทับใจมาก ให้ความบันเทิงไม่รู้จบ" แอชลี่ย์ จัดด์ พบว่าเธอติดใจกองถ่ายนี้จนไม่อยากให้จบแม้ว่าฉากของเธอจะเสร็จแล้ว "ฉันเลือกที่จะอยู่ต่ออีกสองสามวันหลังจากเสร็จจากการถ่ายทำ แม้ว่าไม่ได้กลับบ้านมาเป็นเดือนๆ แล้วก็ตาม" เธออธิบาย "เพราะอยากจะคอยดูช่วงต่อไปของการแสดงของเหล่ายา-ย่า เช่นเดียวกับที่ฉันได้แสดงกับกลุ่มยา-ย่าตอนสาวไปแล้ว" การถ่ายทำสนุกมากขนดนั้นเชียวหรือ? ใช่เลย "สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดของงานนี้" คูรี่กล่าว "คือเราสนุกกับการทำหนังเท่าๆ กับคนที่อ่านหนังสือ เป็นเรื่องที่สนุกสุดขีด มีบางเวลาที่เราคิดว่า 'อยากให้เรื่องนี้อยู่นอกเหนือเรดาร์ จะได้ไม่มีใครรู้ว่าเราสนุกมากแค่ไหน เดี๋ยวเขาจะมาสั่งให้เราหยุด'" เล่นเพลงที่ถูกต้อง สิ่งที่ก่อให้เกิดคำชมต่อหนังก็คือเพลงประกอบที่ถูกคัดสรรเพื่อปลุกแต่ละช่วงเวลาของเรื่อง ซึ่งครอบคลุมถึง 60 ปี ทั้งประเภทบลู ร็อก ก็อสเปล และคลาสสิคโรแมนติค รวมทั้งทำนองคาฮุน ที่เผ็ดร้อน แต่ละเพลงนำมาซึ่งความเป็นยา-ย่า ซึ่งมาจากทางใต้ที่แท้จริง และช่วยทำให้ช่วงที่โดดเด่นของชีวิตพวกเธอชัดเจนขึ้น เป็นผลงานประพันธ์ของ ที โบน เบอร์เนตต์ ผู้อำนวยการผลิตและนักดนตรี ซึ่งได้รับรางวัลแกรมมี่มากมาย คอลเลคชั่นเหล่านี้เบอร์เนตต์ได้รับความช่วยเหลือจากนักประพันธ์ชื่อดัง เดวิด แมนสฟิลด์ และผู้กำกับการแสดง แคลลี่ คูรี่ ผู้หาจังหวะเพลงที่ลงตัวให้แต่ละฉาก ด้วยประสพการณ์ที่เคยผ่านมาในเท็กซัส และเคนตักกี้ ซึ่งเป็นมากกว่าการหวนรำลึกทำนองเพลงแห่งยุคนั้นๆ สำหรับคูรี่แล้วจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เพลงประกอบจะต้องเข้ากับภูมิภาคและตัวละคร "เป็นเพลงที่วีวี่ เนซี่ ทีนซี่ และคาโร เคยฟังและเต้นไปด้วย" เธอกล่าว "เมื่อฉันได้ยินเพลงนี้ ฉันจินตนาการว่า อยู่ร่วมห้องกับพวกเธอด้วย" คูรี่และเบอร์เนตต์ใช้เวลากว่าหนึ่งปีเพื่อฟังซีดีหลายร้อยแผ่น แต่เมื่อถึงเวลาจำกัดวงให้แคบลง คูรี่พบว่าทั้งคู่มีสัญชาติญานเดียวกัน "เราพูดภาษาเดียวกัน" เธอรำลึกถึงความพยายามร่วมกัน "การรับรู่เสียงดนตรีและรสนิยมของเราสอดคล้องกัน"คูรี่ฟังเพลงไปด้วยในขณะที่เขียนบทภาพยนต์ และเมื่อถึงเวลาเริ่มถถ่ายทำเธอก็มั่นใจ ถึงสิ่งที่ได้เลือกสรรไว้ ตัวอย่างเช่น ผลงานคลาสสิค Keeping Out of Mischief Now ของแฟตส์ วอลเลอร์ ศิลปินของทัช มาฮาล และ Dimming of the Day โดยริชาร์ดและลินดา ทอมสัน "ฉันไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้กับอะไร แต่ไม่ต้องสงสัยว่าจะอยู่ในหนังเรื่องนี้" เพลงทัช มาฮาลนั้นอยู่ในฉากงานวันเกิดของวีวี่ซึ่งเป็นงานใหญ่ ซึ่งนักดนตรีเพลงบลู เป็นตัวนำของวง Dimming of the Day คูรี่กล่าวว่า "ได้รับการเรียบเรียงใหม่ เพื่อใส่สีสันให้กับกีต้าร์ (ยังมีต่อ) -อน-