ฟิทช์คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของธนาคารยูโอบี (ไทย)ที่ 'A-' และอันดับเครดิตภายในประเทศที่ 'AAA(tha)'; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

พฤหัส ๒๘ เมษายน ๒๕๖๕ ๑๕:๓๖
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating) ของ ธนาคารยูโอบี (ไทย) จากัด (มหาชน) หรือ UOBT ที่ 'A-' และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ที่ 'AAA(tha)' โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นของ UOBT ที่ 'F1' อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Viability Rating) ที่ 'bbb-'

พร้อมกันนี้ฟิทช์ได้ยกเลิกอันดับเครดิตสนับสนุน (Support Rating) เนื่องจากอันดับเครดิตดังกล่าวมิได้มีนัยสำคัญเพียงพอในการติดตามวิเคราะห์อีกต่อไป หลังจากที่ มีการปรับเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่นี้ ฟิทช์ให้อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น (Shareholder Support Rating: SSR) ที่ 'a-'

สำหรับรายละเอียดของอันดับเครดิตทั้งหมดแสดงไว้ในส่วนท้าย

ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต
อันดับเครดิตสากล อันดับเครดิตภายในประเทศ
อันดับเครดิตสากล และอันดับเครดิตภายในประเทศของ UOBT พิจารณาจากอันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น (SSR) ซึ่งสะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าธนาคารจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ (extraordinary support) จากธนาคารแม่ในสิงคโปร์ ซึ่งก็คือ United Overseas Bank Limited ("UOB"; อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศ 'AA-' /แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ/ 'aa-') อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นของ UOBT ที่ 'F1' เป็นตัวเลือกที่สูงกว่า (เมื่อเทียบกับ 'F2') สำหรับอันดับเครดิตสากลระยะยาวของ UOB ซึ่งสะท้อนถึงการพิจารณาอันดับเครดิตจากปัจจัยสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นและฟิทช์มองว่ายังไม่น่าจะมีเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้นที่ธนาคารแม่จะต้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ UOBT

อันดับเครดิตภายในประเทศของ UOBT (ซึ่งมีปัจจัยการสนับสนุนจากธนาคารแม่เป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาอันดับเครดิต) สะท้อนถึงการพิจารณาเปรียบเทียบกับอันดับเครดิตของสถาบันการเงินอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตเครดิตภายในประเทศจากฟิทช์ โดยอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ UOB นั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของประเทศไทยที่ 'BBB+ อยู่หลายอันดับ โครงสร้างอันดับเครดิตของ UOBT ที่ 'AAA(tha)' สะท้อนถึงระดับของโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำที่สุดสำหรับประเทศไทย

อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น
อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นของ UOBT พิจารณาจากความเชื่อมโยงในการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดระหว่างธนาคารแม่และธนาคารลูก ฟิทช์เชื่อว่า UOB จะมีความเสี่ยงในด้านชื่อเสียงอย่างมากหากธนาคารลูกมีการผิดนัดชาระหนี้ UOBT มีบทบาทสำคัญในเชิงกลยุทธ์ในด้านการสนับสนุนการขยายธุรกิจในต่างประเทศของกลุ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้สัญลักษณ์ทางการค้าที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน รวมทั้งความร่วมมือในการดำเนินงานและการตลาดที่มีมาอย่างยาวนานกับธนาคารแม่ อีกทั้ง UOB ยังมีสัดส่วนการถือหุ้นที่ 99.7% ใน UOBT และมีการควบคุมการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดจากธนาคารแม่

UOB มีความสามารถสูงในการให้การสนับสนุนแก่ UOBT ซึ่งสะท้อนได้จากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินที่ 'aa-' แต่อย่างไรก็ตามความสามารถของ UOB นั้นอาจมีข้อจำกัดจากความเสี่ยงในการโอนและแลกเปลี่ยนสกุลเงินตราต่างประเทศ ซึ่งบ่งชี้จากเพดานอันดับเครดิตของประเทศไทย (country ceiling) ที่ 'A-' ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำกัดอันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นของ UOBT

อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน
เครือข่ายทางธุรกิจในระดับปานกลางเป็นปัจจัยจำกัดอันดับแข็งแกร่งทางการเงิน: อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ UOBT สะท้อนถึงเครือข่ายทางธุรกิจที่มีขนาดค่อนข้างจำกัดในประเทศไทย โดยธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดสำหรับเงินฝากที่ประมาณ 3% ซึ่งทำให้ธนาคารมีการกระจายรายได้และเครือข่ายทางธุรกิจที่เล็กกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่อื่นในประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้สร้างความแข็งแกร่งในตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ

ส่วนแบ่งทางการตลาดของธนาคารยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องในปี 2565 จากการเข้าซื้อธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยจาก ธนาคารซิตี้แบงก์ (Citibank) โดย Citibank มีขนาดการของการดำเนินงานที่ใหญ่ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคในประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยให้สินเชื่อของ UOBT ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ความสำเร็จในการควบรวมกิจการจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในด้านการตลาดและความสามารถในการทำกำไรของ UOBT ในอนาคต

อันดับคะแนนสำหรับปัจจัยการพิจารณาอันดับเครดิตด้านภาวะอุตสาหกรรมธนาคารไทยตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของฟิทช์(implied operating environment score) นั้นอยู่ที่ระดับ 'bb' แต่ฟิทช์ได้มีการปรับเพิ่มอันดับคะแนนโดยจากปัจจัยด้านอันดับเครดิตของประเทศที่ 'BBB+/ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ' ภาครัฐมีความสามารถในการสนับสนุนกิจกรรมทางธุรกิจและเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งเห็นได้จากมาตรการต่างๆ เช่น นโยบายทางการคลัง หรือการสนับสนุนจากธนาคารรัฐที่เกิดขึ้นในช่วงโรคระบาดโควิด-19 โดยรวมแล้วระดับหนี้สินของรัฐบาลไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีอันดับเคตรดิตในกลุ่มเดียวกัน

แรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มลดลง: UOBT มีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมปรับตัวสูงขึ้นเป็น 3.8% ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2564 เนื่องจากผลกระทบของโรคระบาด แต่อย่างไรก็ตามฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพน่าจะปรับตัวลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและนโยบายการจัดชั้นสินเชื่ออย่างระมัดระวังตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของโรคระบาด ฟิทช์คาดว่าการควบรวมธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยของ Citibank ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มของคุณภาพสินเชื่อของ UOBT เนื่องจากสินทรัพย์ที่เข้ามาจะมีคุณภาพโดยรวมคล้ายกับพอร์ตสินเชื่อเดิมของธนาคาร

ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นหลังจากช่วงโรคระบาด: อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงของ UOBT (เฉลี่ย 4 ปีย้อนหลังอยู่ที่1.4%) ปรับลดลงอย่างมากในปี 2564 เนื่องจากการตั้งสำรอง โดยต้นทุนด้านเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 75% ของกำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรอง ฟิทช์คาดว่าแรงกดดันจากปัจจัยดังกล่าวจะค่อยๆลดลงในปี 2565 แต่ผลการดำเนินงานจะยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ ช่วงก่อนการเกิดโรคระบาด ทั้งนี้พอร์ทสินเชื่อรายย่อยของ Citibank อาจช่วยเพิ่มอัตราส่วนในการทำกำไรของธนาคารได้ในระยะปานกลาง แต่อาจจะยังไม่เห็นผลกระทบในปี 2565 เนื่องจากการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวยังน่าจะไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งกลางปี 2565 อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องอีก

เงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพอ: UOBT ยังคงมีระดับเงินกองทุนที่อยู่ในเกณฑ์ดี โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 17% ณ สิ้น เดือนมิถุนายน 2564 (ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่ 15.8% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564) แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบของอันดับคะแนนของฐานะเงินกองทุนของ UOBT สะท้อนถึงโอกาสที่อัตราส่วนเงินกองทุนจะปรับตัวลดลงอย่างไรก็ตามฟิทช์ยังคงคาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 จะยังคงอยู่ในระดับ 'bbb' (ยังคงมากกว่า 13%) หลังการควบรวมกิจการ และน่าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากกำไรสะสม (internal capital generation) ทั้งนี้หากมีการปรับลดอันดับคะแนนของฐานะเงินกองทุนเพียงปัจจัยเดียวกรณีดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน)
อันดับเครดิตสากล อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น อันดับเครดิตภายในประเทศ
การปรับตัวลดลงอย่างมากของโอกาสและความสามารถของ UOB ที่จะให้การสนับสนุนแก่ UOBT อาจส่งผลให้อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นถูกปรับลดอันดับ และจะส่งผลให้อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวและอันดับเครดิตภายในประเทศถูกปรับอันดับเครดิตลงด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การปรับลดลงหลายอันดับของอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ UOB ลงมาในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่าเพดานอันดับเครดิตของประเทศไทย อาจส่งผลให้เกิดการทบทวนความสามารถในการให้การสนับสนุนของผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศ อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น และอันดับเครดิตภายในประเทศยังอาจถุกปรับลดอันดับได้ หากการเชื่อมโยงกันระหว่าง UOB และ UOBT มีการปรับด้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายถึงโอกาสในการให้การสนับสนุนที่ปรับตัวลดลง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากตัวอย่างเช่น การลดลงของสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคารแม่ลงต่ำกว่า 75% รวมถึงการลดระดับการควบคุมการบริหารงานและการเชื่อมโยงในด้านกลยุทธ์ อย่างไรก็ตามฟิทช์ไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านโอกาสที่ธนาคารแม่จะให้การสนับสนุนในระยะปานกลาง

อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น อาจถูกปรับลดอันดับได้ หากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของธนาคารถูกปรับลดลงเป็น 'BBB'

ทั้งนี้การปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศยังจะต้องพิจารณาเทียบเคียงกับโครงสร้างอันดับเครดิตของธนาคารอื่นๆในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน
อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ UOBT อาจถูกปรับลดอันดับ หากปัจจัยการพิจารณาอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารถูกปรับลดอันดับคะแนนลงในหลายด้าน ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานที่แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ตัวอย่างเช่น อาจมีการปรับลดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน หากอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมอยู่ในระดับที่สูงกว่า 4% เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง (ณ สิ้นเดือน มิถุนายน ปี 2564 อยู่ที่ 3.8%) ควบคู่ไปกับการปรับลดลงของความสามารถในการรองรับความเสี่ยง เช่น อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ประมาณ 1% เป็นระยะเวลาต่อเนื่องและมีอัตราส่วนเงินกองทุน CET1 ที่ปรับตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ ต่ำกว่า 13% (ณ สิ้นเดือน มิถุนายน ปี 2564 อยู่ที่ 17%) โดยไม่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า การปรับตัวแย่ลงของโครงสร้างทางการเงินดังกล่าว แม้ไม่ใช่สมมุติฐานพื้นฐานของฟิทช์ แต่อาจบ่งชี้ได้ว่าโครงสร้างธุรกิจของธนาคารอาจอ่อนแอกว่าที่ฟิทช์มองไว้ ณ ปัจจุบัน

ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงบวกหรือส่งผลให้เกิดการปรับเพิ่มอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน)
อันดับเครดิตสากล อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น อันดับเครดิตภายในประเทศ
อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวและอันดับเครดิตสนับสนุนผู้ถือหุ้น ไม่มีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มอันดับ เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มเพดานอันดับเครดิตของประเทศไทย อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นก็ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้าอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวไม่ได้มีการปรับขึ้นเป็น 'A'

ไม่มีโอกาสที่อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวจะได้รับการปรับเพิ่มอันดับขึ้นอีก เนื่องจากเป็นอันดับที่สูงที่สุดสำหรับอันดับเครดิตภายในประเทศแล้ว

อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน
อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินอาจได้รับการปรับเพิ่มอันดับจากการพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของเครือข่ายธุรกิจซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับการมีฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมที่ลดลงต่ำกว่า 3% เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของที่มากกว่า 17%

อันดับเครดิตหุ้นกู้
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิของ UOBT อยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของธนาคาร เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นภาระผูกพันที่ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันของธนาคาร

หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซล 3 (Basel III-compliant Tier 2 subordinated notes) ได้รับการจัดอันดับต่ำกว่าอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของธนาคารอยู่ 2 อันดับ ตามเกณฑ์พื้นฐานในการพิจารณาของฟิทช์
โดยฟิทช์ใช้อันดับเครดิตภายในประเทศจากการพิจารณาปัจจัยสนับสนุนเป็นอันดับเครดิตอ้างอิงสำหรับตราสารดังกล่าวเนื่องจากฟิทช์เชื่อว่าธนาคารแม่จะให้การสนับสนุนก่อนที่ธนาคารจะถึงจุดที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ อันดับเครดิตที่ต่ำกว่าอยู่ 2 อันดับสะท้อนความเสี่ยงของการขาดทุนจากการชำระคืนเงินกู้ (loss severity risk) ของหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ทั้งนี้ไม่ได้มีการปรับลดอันดับเครดิตเพิ่มเติมสาหรับความเสี่ยงที่ผู้ถือหุ้นกู้จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดการณ์

การปรับลดอันดับเครดิตของอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวจะส่งผลในทางเดียวกันกับอันดับเครดิตของหุ้นกู้ทั้งหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน และหุ้นกู้ด้อยสิทธิ

อันดับเครดิตของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน และหุ้นกู้ด้อยสิทธิไม่มีโอกาสปรับขึ้นอีกแล้ว เนื่องจากอันดับเครดิตอ้างอิง ซึ่งก็คือ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวนั้นอยู่ในอันดับสูงสุดของอันดับเครดิตภายในประเทศแล้ว

การปรับอันดับคะแนนของปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน
อันดับคะแนนด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานที่ 'bbb' สูงกว่าคะแนนตามเกณฑ์มาตรฐานที่ 'bb' เนื่องจากการปรับเพิ่มคะแนนจากปัจจัยด้านอันดับเครดิตของประเทศ

อันดับเครดิตที่เชื่อมโยงกับอันดับเครดิตอื่น
อันดับเครดิตสากล อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น และอันดับเครดิตภายในประเทศของ UOBT มีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตของ ธนาคารแม่ซึ่งคือ UOB ในประเทศสิงคโปร์

การพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ระดับคะแนนที่สูงที่สุดสาหรับความสัมพันธ์ของ ESG ต่ออันดับเครดิต (หากมีการเปิดเผย) แสดงว่าระดับคะแนนจะอยู่ที่ระดับ 3 ซึ่งหมายความว่าปัจจัยด้าน ESG จะไม่ส่งผลกระทบหรืออาจมีผลกระทบในระดับที่น้อยมากต่ออันดับเครดิตของธนาคาร ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยจากลักษณะของธุรกิจหรือจากการบริหารจัดการของธนาคารก็ตามสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จาก www.fitchratings.com/esg

ที่มา: ฟิทช์ เรทติ้งส์

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด