"KUN" เสิร์ฟข่าวดี Q1 กวาดยอดขาย 350 ล้านบาท เตรียมลุยทิศที่ 3 ภายในปี 2564 นี้

พุธ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๔ ๑๕:๒๘
บมจ. วิลล่า คุณาลัย หรือ KUN กวาดยอดขายไตรมาส 1/64 แล้ว 350 ล้านบาท มั่นใจยอดขายทั้งปีแตะ 1,500 ล้านบาท หลังความต้องการสินค้า "Affordable" จากกลุ่มเรียลดีมานด์พุ่ง ขณะที่มาตรการรัฐ ทั้งการกระตุ้นดีมานด์-การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-การปรับขยายเวลาลดค่าโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการปรับเกณฑ์ LTV ใหม่ หนุนการตัดสินใจซื้อต่อเนื่อง เตรียมจ่อพัฒนาโครงการอสังหาฯทิศที่3 (ทิศใต้ เขตปริมณฑล) พร้อมลุยเปิดขายปี 2565 นี้
KUN เสิร์ฟข่าวดี Q1 กวาดยอดขาย 350 ล้านบาท เตรียมลุยทิศที่ 3 ภายในปี 2564 นี้

นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN เปิดเผยว่า ยอดขาย (Presale) ในช่วงไตรมาส 1/2564 เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกเติบโต มาจากความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทโครงการแนวราบในระดับราคาที่จับต้องได้ (Affordable) ยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Real Demand (ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง) ระดับราคา 2-5 ล้านบาท

ซึ่ง KUN เป็นบริษัทพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรในเขตปริมณฑลที่ชำนาญในสินค้าประเภทนี้เป็นหลักและเน้นการขายให้กับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้มาโดยตลอด ดังนั้น จึงตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดี ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงไตรมาส แรก บริษัทฯมียอดขาย (Presale) แล้วกว่า 348.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 254.58 ล้านบาท

พร้อมทั้ง ยังได้กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นการฟื้นตัวเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ มาตรการเรารักกัน , มาตรการคนละครึ่ง, มาตรการเราชนะ เป็นต้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นการส่งผลทางจิตวิทยาต่อกลุ่มลูกค้าและผู้บริโภคทั่วไปอย่างมาก เพราะช่วยกระตุ้นบรรยากาศของภาคการจับจ่ายได้ดีขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม ส่วนมาตรการลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (infrastructure) ของประเทศ ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบ และส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ได้บ้าง และมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการปรับขยายระยะเวลาลดค่าโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ สำหรับบ้านและห้องชุดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต โดยกลุ่มนี้ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่การปรับเกณฑ์อัตราส่วนสินเชื่อต่อราคาบ้าน (LTV) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว เพียงแต่การปรับเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้เงินในช่วงนี้ให้มากขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการจูงใจให้คนที่อยากมีบ้าน ตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

"ในช่วงไตรมาส 1/2564 แม้จะมีมาตรการต่างๆ ของทางภาครัฐสนับสนุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงและน่ากังวลคือยอดการปฏิเสธสินเชื่อ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรก บริษัทฯมียอดปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับยอดปฏิเสธสินเชื่อดังกล่าว ทั้งนี้บริษัทฯได้มีการทำ Pre-approve (ตรวจสอบความสามารถของลูกค้า) ก่อนทำสัญญาจอง และเนื่องจากบ้านที่ขายในปัจจุบันนั้นเป็นบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จึงมีเวลาให้กับทางลูกค้าได้ผ่อนชำระเงินดาวน์และเตรียมการวางแผนเรื่องการยื่นกู้รวมถึงคอยเป็นที่ปรึกษาดูแลข้อมูลทางด้านการเงินให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์"

นางประวีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากยอดขายที่แข็งแกร่งในช่วงไตรมาส1/2564 ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทฯมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือรวมมูลค่าประมาณ 360 ล้านบาท จาก 4 โครงการ ที่อยู่ระหว่างการขาย ประกอบด้วย โซนนนทบุรี 3 โครงการคือ 1.โครงการ คุณาลัย จอย 2. โครงการ คุณาลัย พรีม 3.โครงการ คุณาลัย บีกินส์ 2 และโซนฉะเชิงเทรา 1 โครงการคือ โครงการ คุณาลัย จอย ออน 314 ซึ่ง Backlog ดังกล่าวจะทยอยรับรู้ในช่วงไตรมาส 2-3/2564ทั้งหมด

ขณะเดียวกันในช่วงไตรมาส 2/2564 บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ จำนวน 1 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโครงการที่จะสร้างรายได้ให้บริษัทในช่วงปลายปี 2564 คือโครงการ คุณาลัย พาร์โก้ เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคาเริ่มต้น 4.49 ล้านบาทต่อยูนิต รวมจำนวน 96 ยูนิต ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับโครงการดังกล่าว จะพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าครอบครัวใหญ่ที่อยู่อาศัยรวมกัน 3 เจเนอเรชั่น (Gen) ในบ้านหลังเดียว และลูกค้าที่ต้องการบ้านที่ให้เนื้อที่รอบบ้านและพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจและกระแสตอบรับที่ดีอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากสินค้าขายดีของบริษัทที่เพิ่งปิดโครงการไปแล้ว

ส่วนแผนการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในทิศที่ 3 ล่าสุดมีความชัดเจนในการลงทุนมากขึ้น โดยจะลงทุนในทิศใต้ของกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการต่างๆ เบื้องต้นคาดว่าสามารถเปิดขายโครงการได้ในช่วงไตรมาส 4/2564 หรือไตรมาส 1/2565 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในโครงการที่จะสร้างรายได้ในปี 2565

ทั้งนี้ การขยายการลงทุนไปยังทิศใหม่ๆ เพื่อให้สอดรับกับแผน Roadmap ของบริษัท ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในแนวทาง "สุขใจอยู่บ้านชานเมือง" ให้ครบ 4 ทิศรอบกรุงเทพมหานคร คือทิศเหนือ, ทิศใต้, ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ที่วางไว้ เพื่อจะผลักดันให้ KUN ก้าวสู่การเป็น "ผู้นำอันดับหนึ่งด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบเพื่อขายในเขตปริมณฑล" ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่โครงการเดิมที่มีการพัฒนาอยู่แล้ว 2 ทิศรอบกรุงเทพฯ ได้แก่ ทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ คือในโซนพื้นที่บางบัวทอง และทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ คือในโซนจังหวัดฉะเชิงเทรา ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯมั่นใจภาพรวมผลประกอบการในปี2564 จะเป็นอีกปีที่ดีของ KUN เนื่องจากบริษัทฯมีความพร้อม และความหลากหลาย ทางด้านสินค้าและยังมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมการอยู่อาศัยที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงบริษัทฯมีกลุ่มลูกค้าเดิมเป็นจำนวนมากที่ช่วยแนะนำบอกต่อเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญ โดยปี 2564นี้ บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายที่ 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,410 ล้านบาท ขณะที่รายได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโต 10-15 % เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 799.64 ล้านบาท

ที่มา: มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด