">

ม.อ.วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี สุดเจ๋ง วิจัย "โปรตีนต่ำในยางพารา"สำเร็จ ยกระดับถุงมือยางธรรมชาติไม่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ รับดีมานต์อุตสาหกรรมแพทย์ทั่วโลกพุ่ง

พุธ ๑๖ ธันวาคม ๒๐๒๐ ๐๙:๒๕

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี โชว์ความสำเร็จวิจัย "โปรตีนต่ำในยางพารา"ต่ำตามเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ก่อให้เกิดการแพ้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ หวังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราไทยและสร้างราคายางให้มีเสถียรภาพ พร้อมผนึกกยท. เร่งจัดตั้งศูนย์วิจัยการแพ้โปรตีนในยางพารา ระดมนักวิจัย พัฒนายางพาราโปรตีนต่ำตามเกณฑ์มาตรฐานครบทุกมิติ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางพาราธรรมชาติ ขานรับโควิด -19 ดันดีมานต์ถุงมือยางในอุตสาหกรรมการแพทย์พุ่ง

ม.อ.วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี สุดเจ๋ง วิจัย โปรตีนต่ำในยางพาราสำเร็จ ยกระดับถุงมือยางธรรมชาติไม่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ รับดีมานต์อุตสาหกรรมแพทย์ทั่วโลกพุ่ง

รศ.ดร.เจริญ นาคะสรรค์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับระดับโปรตีนที่อยู่ในยางพาราต่ำกว่ามาตราฐานของทวีปอเมริกาและยุโรป ที่อนุญาตให้ผลิตเป็นถุงมือยางพาราธรรมชาติ ต้องมีปริมาณโปรตีนไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดสำเร็จแล้ว โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือการแพ้ต่อผู้ใช้งาน และเตรียมนำงานวิจัยเผยแพร่ในวารสารยาง เพื่อสร้างความเข้าใจยางพาราธรรมชาติโปรตีนต่ำที่ถูกต้อง โดยสื่อสารไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการยางทั่วโลก และขณะเดียวกันพร้อมนำองค์ความรู้ต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ผลการวิจัยในยุโรป พบว่า โปรตีนในยางพาราธรรมชาติทำให้ผู้ใช้เกิดอาการแพ้ 1-6% และมีผู้เสียชีวิต 1 คนในประเทศอังกฤษ จึงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตอุตสาหกรรมถุงมือยางพาราธรรมชาติและเป็นจุดเปลี่ยนสู่การใช้ถุงมือยางสังเคราะห์มากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ความต้องการใช้ถุงมือยางสูงขึ้น ทำให้บริษัทผู้ผลิตถุงมือยางยักษ์ใหญ่ในประเทศมาเลเซียรวมถึงของไทย ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจากการใช้วัตถุดิบยางธรรมชาติมาเป็นยางสังเคราะห์มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำยางและราคายางพาราของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง

รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ปัจจุบันยังไม่มีผลวิจัยยางพาราในประเทศไทยก่อให้เกิดการแพ้หรือไม่ หรือมีการวิจัยสายพันธุ์ยางที่ไม่ก่อให้เกิดการแพ้และกระบวนการผลิตเพื่อลดโปรตีนลง ดังนั้น หากนักวิจัยร่วมมือกันจะช่วยพลิกอุตสาหกรรมถุงมือยางพาราธรรมชาติให้กับมาใช้งานแพร่หลาย เนื่องจากคุณสมบัติของถุงมือยางพาราธรรมชาติมีความแข็งแรง ยืดหยุ่นกว่าถุงมือยางพาราสังเคราะห์ ที่มีส่วนผสมของยางไนไตรล์ ยางคลอโรฟิลล์ ความทนต่อแรงมีน้อยจึงฉีกขาดได้ง่ายมากกว่า อีกทั้งมีสารไซยาไนด์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์

ทั้งนี้ ม.อ. วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียาง ชีวเคมีและการแพทย์ เตรียมจัดตั้งศูนย์วิจัยการแพ้โปรตีนในยางพารา โดยร่วมวิจัยและพัฒนาระดับโปรตีนในยางพาราตามเกณฑ์มาตรฐานการผลิตถุงมือยางพาราธรรมชาติที่ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ต่อมนุษย์ครบทุกมิติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา และยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางพาราธรรมชาติให้ดียิ่งขึ้น

ผศ.ดร.เอกวิภู กาลกรณ์สุรปราณี รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา ม.อ. กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส Covid-19 ส่งผลให้บริษัททั่วโลกจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีถุงมือยางเพิ่มขึ้น โดยบริษัทอเมริกันจดสิทธิบัตรมากอันดับหนึ่งของโลก สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยียางพาราที่เอามาทำเป็นถุงมือทางการแพทย์มีความต้องการสูง โดยเฉพาะยางไนไตรล์มีความต้องการของตลาดมากกว่ายางธรรมชาติ 9-10 เท่า จึงมีแนวโน้มว่ายางไนไตรล์จะขาดตลาด และผู้ผลิตจะกลับมาใช้ยางพาราธรรมชาติมากขึ้น

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในการส่งเสริมเกษตรกรปลูกยางพารา ซึ่งปัจจุบันการปลูกยางพารามีจำนวนไม่กี่พันธุ์ และส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่มีน้ำยางปริมาณสูง แต่หากมีการวิจัยยางพาราสายพันธุ์ที่มีโปรตีนน้อย และมุ่งส่งเสริมเกษตรกรปลูกสายพันธ์ยางพาราแบบบผสมผสาน จะยิ่งทำให้ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด