GBS ชี้หุ้นไทยยังผันผวนต่อให้กรอบดัชนี 1,240-1,270 จุด คัด 3 หุ้นเด่นรับค่าระวางเรือพุ่ง ชู PSL-RCL-TTA

อังคาร ๒๙ กันยายน ๒๐๒๐ ๑๓:๔๗
GBS ชี้หุ้นไทยยังผันผวนต่อให้กรอบดัชนี 1,240-1,270 จุด คัด 3 หุ้นเด่นรับค่าระวางเรือพุ่ง ชู PSL-RCL-TTA

บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยแกว่งผันผวนต่อเนื่อง เหตุขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ สนับสนุน บวกการเมืองในประเทศที่ไม่แน่นอน เช่นเดียวกับสหรัฐที่ยังคงต้องจับตาการโหวตมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจวงเงินประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ จึงให้กรอบการเคลื่อนไหวดัชนี 1,240-1,270 จุด แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นได้อานิสงส์ค่าระวางเรือพุ่งทำนิวไฮ ชู PSL-RCL – TTA น่าลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังมีความผันผวนสูง โดยคาดว่าดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,240-1,270 จุด เนื่องจากยังขาดปัจจัยใหม่สนับสนุน นักลงทุนยังจับตาสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐกำลังพิจารณามาตรการเยียวยาเศรษฐกิจวงเงินประมาณ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่คาดว่าจะมีการโหวตในสัปดาห์นี้ ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นตัวกดดันตลาด

สำหรับปัจจัยในประเทศที่น่าจับตา อาทิ ในวันที่ 29 ก.ย. มีการประชุมครม. และธปท. จะมีการรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ปัจจัยต่างประเทศที่น่าจับตาและมีผลต่อการลงทุนในขณะนี้ อาทิ สหรัฐเปิดเผยสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่ง ดัชนีราคาบ้าน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในวันที่ 30 ก.ย. 8.00 น. ดีเบตรอบแรกคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ "ทรัมป์ VS ไบเดน" และสหรัฐมีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน GDP 2Q63 กำไรภาคเอกชน 2Q63 ดัชนี (PMI) เขตชิคาโกเดือนก.ย. ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย เดือนส.ค.และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ และจีนเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ

อีกทั้งวันที่ 1 ต.ค. อียูเปิดเผยดัชนี PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายและอัตราว่างงาน สหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนส.ค. ดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนก.ย. ดัชนีภาคการผลิตเดือนก.ย. และการใช้จ่ายภาคการก่อสร้างเดือนส.ค. อีกทั้งตลาดฯกลับมาใช้เกณฑ์ปกติของการชอร์ตเซลและการเปลี่ยนแปลงราคาซื้อขายสูงสุดในแต่ละวัน (ซิลลิ่ง-ฟลอร์) 30% สุดท้าย วันที่ 2 ต.ค. สหรัฐจะทำการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนส.ค. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย.

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวเพิ่มว่า สำหรับปัจจัยเชิงบวกในประเทศ  อาทิ ศบค. อนุมัติเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist VISA (STV) โดยเปิดรับนักกีฬาและนักธุรกิจจากต่างประเทศเข้าประเทศไทยระยะยาว ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.2 หมื่นล้านบาท และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3Q63 จะดีขึ้นจากไตรมาส 2Q63 ที่ติดลบมากถึง -12.2% เนื่องจากในเดือน ก.ค.-ส.ค.63 เห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังคลายมาตรการ lockdown อีกทั้งคาดว่าจะมีการทำ Window dressing ในช่วงสิ้นงวดไตรมาสที่ 3

และปัจจัยบวกจากต่างประเทศนั้นมาจากการที่ นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐส่งสัญญาณว่ายังคงมีโอกาสที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงการออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจรอบใหม่ เพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงต้องใช้เวลา เพื่อพิสูจน์ว่ามาตรการกระตุ้นต่างๆส่งผลเชิงบวกมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นประเมินกลยุทธ์การลงทุน ทางฝ่ายวิจัย แนะนำลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือปรับตัวขึ้น 28%WoW หลังคลาย Lockdown ได้แก่ PSL, RCL และTTA และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ ได้แก่ AOT, MINT, ERW, CENTEL, BH, BDMS และ SPA

ส่วนภาพรวมของการลงทุนในทองคำนั้น นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ทิศทางราคาทองคำปรับตัวลง 79 $/Oz โดยปรับตัวสร้างจุดต่ำสุดที่ 1,848 $/Oz เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังสหรัฐยังไม่ได้ข้อสรุปในการเยียวยาผลกระทบโควิด-19 รอบใหม่ในสหรัฐ เนื่องจากสภาคองเกรสและทำเนียบขาวยังคงมีความขัดแย้งกันในหลายประเด็น ขณะเดียวกันการเสียชีวิตของนางรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐ ก็อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการอนุมัติมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ความคืบหน้าของการผลิตวัคซีน Covid-19 ที่มีความคืบหน้าต่อเนื่องทำให้ เราคาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะชะลอลง เนื่องจากต้องเตรียมเงินเพื่อสั่งซื้อวัคซีนมาให้แก่ประชาชนในประเทศ จึงคาดการณ์กรอบราคาทองคำในสัปดาห์นี้ 1,800-1,900 $/Oz หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยที่ 26,740-28,380 บาทต่อบาททองคำ โดยหากปรับตัวลงใกล้แนว 1,800 $/Oz มองเป็นจังหวะซื้อสะสม

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด