กระทรวงเกษตรฯ มุ่งพัฒนาระบบสหกรณ์ตลอดระยะเวลา 5 ปี ให้มีความสามารถในการแข่งขันและเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรและสมาชิก

พฤหัส ๐๖ มิถุนายน ๒๐๑๙ ๑๐:๕๗
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ว่า จากการที่ระบบการผลิตและการค้ามีการแข่งขันสูง เกษตรกรรายย่อยจึงต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง โดยมีการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ ผลิตและทำการตลอดแบบครบวงจร จนสามารถขยายขนาดธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ในตลาด กระทรวงเกษตรฯ จึงมุ่งพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรและสมาชิก โดยพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ใน 4 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่สมาชิก เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเงิน การยกระดับการควบคุมภายใน และส่งเสริมการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งในระดับสหกรณ์ชั้น 1 และ 2 คิดเป็นร้อยละ 78 ของสหกรณ์ทั้งหมด ส่งผลให้มีสหกรณ์ภาคการเกษตรกว่า 1,573 แห่ง มีศักยภาพในการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตการเกษตรที่สำคัญของเกษตรกรสมาชิก เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยมีปริมาณการรวบรวมมากกว่า 5.53 ล้านตัน/ปี มีสหกรณ์ที่สามารถจัดการด้านคุณภาพและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปริมาณรวม 1.103 ล้านตัน/ปี จำนวน 718 แห่ง มีสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรส่งออกไปยังต่างประเทศกว่า 28 ประเทศ ผลผลิตจำหน่ายรวม 45,869.05 ตัน มูลค่า 1,888.52 ล้านบาท จำนวนกว่า 55 แห่ง

ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสหกรณ์ในระยะเวลา 5 ปี ส่งผลให้ในปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 11.57 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.10 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 0.87) สหกรณ์มีทุนดำเนินงานรวม 3.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.69 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 28.28) และมีปริมาณธุรกิจรวม 2.52 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.29 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 13.21)

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด