เอเชี่ยนโชว์กำไรไตรมาส 2 ที่ 92 ล้าน โต 247% จาก Q1/61 อานิสงส์บาทอ่อนค่า-ยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงหนุน

พุธ ๐๘ สิงหาคม ๒๐๑๘ ๑๕:๔๗
ห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด เผยกำไรไตรมาส 2 ปีนี้ 92 ล้านบาท โต 247% จากไตรมาสแรก รับอานิสงส์ค่าเงินบาทอ่อนค่าสู่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงสมมติฐานที่มองไว้ตั้งแต่ปลายปี พร้อมปรับเป้าหมายรายได้ทั้งปีนี้โต 10% จากเดิมคาดโต 15% เหตุราคากุ้งตกต่ำ ธุรกิจหมึกแช่แข็งยังชะลอตัว และอาหารสัตว์น้ำแข่งขันรุนแรง เดินหน้าเจรจา M&A หวังเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ
เอเชี่ยนโชว์กำไรไตรมาส 2 ที่ 92 ล้าน โต 247% จาก Q1/61 อานิสงส์บาทอ่อนค่า-ยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงหนุน

นายเฮ็นริคคัส แวน เวสเทิร์นดรอป ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานบริหารสายการเงิน บริษัท ห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวม จำนวน 2,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2560 ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็งยังเป็นช่วงโลว์ซีซั่น และยอดขายกลุ่มอาหารสัตว์น้ำต่ำกว่าประมาณการ ในขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังเติบโตดีต่อเนื่องตามคาด

ในส่วนของกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2561 มีจำนวน 92 ล้านบาท กลับมาใกล้เคียงกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 94 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 247% จากไตรมาส 1 ปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 27 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 11.8% เทียบกับที่ระดับ 10.2 % ในไตรมาสเดียวกันปีก่อน และอัตรากำไรสุทธิที่ประมาณ 4.0% ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน

แม้ว่าในไตรมาสที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็ง โดยเฉพาะสถานการณ์ตลาดผลิตภัณฑ์หมึกยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำก็มีการแข่งขันรุนแรง แต่อัตรากำไรของบริษัทฯ กลับมาใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าได้ เป็นเพราะธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของบริษัทฯ ยังเติบโตได้ตามแผน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาท เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มีการกำหนดราคาเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่าค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเมื่อ เทียบกับค่าเงินบาทในไตรมาส 1 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายเฮ็นริคคัส กล่าวเพิ่มว่า ภาพรวมผลประกอบการทั้งปี 2561 บริษัทฯ ได้ปรับคาดการณ์รายได้ลงจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ 15% ปัจจัยหลักเนื่องจากสถานการณ์ราคากุ้งที่ค่อนข้างต่ำ และยอดขายอาหารสัตว์น้ำไม่เป็นไปตามคาด โดยทั้งปี 2561 คาดการณ์ว่ายอดขายน่าจะเติบโตประมาณ 10% จากปี 2560 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเริ่มธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมจุดแข็งในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเมื่อเดือนพ.ค. 2561 บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เอเชี่ยน กรุ๊ป เอสซีเอส ยุโรป จีเอ็มบีเอช เพื่อขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในยุโรป และร่วมทุนกับ บริษัท อินเตอร์ ฟามาร์ จำกัด เปิดบริษัท อินเตอร์ เพ็ททรินา จำกัด เพื่อบุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง พรีเมี่ยมในไทย ในแบรนด์ MARIA เชื่อจะช่วยเร่งยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงให้เติบโต

"แม้บริษัทจะปรับเป้าหมายการเติบโตของรายได้ลง แต่ในส่วนของกำไรสุทธิเชื่อว่าจะยังคงทำได้น่าพอใจ เนื่องจากบริษัทฯ มีสัดส่วนของธุรกิจที่มีอัตรากำไรดีเพิ่มขึ้น ในส่วนของค่าเงินบาทที่ผันผวนนั้น บริษัทฯ ยังคงนโยบายป้องกันความเสี่ยงเป็นสำคัญ และเชื่อว่าค่าเงินบาทที่ระดับเกินกว่า 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการด้านต้นทุนต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพ และสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยมีอัตรากำไรที่น่าพอใจ" นายเฮ็นริคคัส กล่าว

เขากล่าวเพิ่มว่า สำหรับความคืบหน้าในการลงทุนและเข้าซื้อกิจการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจนั้น ขณะนี้ยังมีการเจรจากับคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาหารแช่แข็ง อาหารสัตว์ และช่องทางการจัดจำหน่าย แต่ทั้งนี้ บริษัทฯ พิจารณาและตัดสินใจอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทฯ จะเดินหน้าในสิ่งที่ทำให้ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด